xs
xsm
sm
md
lg

กทม. สู้ภัย Heat Index! ด้วยความ Cool กางแผนผังเมืองเย็น จัดการความร้อนเมือง แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



(20 มี.ค. 69) นายเอกวรัญญู อัมระปาล โฆษกของกรุงเทพมหานคร เผยว่า พื้นที่กรุงเทพมหานครประกาศเข้าสู่ฤดูร้อน โดยอ้างอิงจากประกาศของกรมอุตุนิยมวิทยา ซึ่งปกติจะเริ่มต้นฤดูร้อนประมาณสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนกุมภาพันธ์ และสิ้นสุดประมาณกลางเดือนพฤษภาคมของทุกปี

อย่างไรก็ตาม ลมร้อนไม่ได้มาแค่ตามฤดูกาล แต่กำลังกลายเป็นวิกฤตสุขภาพที่มองไม่เห็น จากสถิติปี 2567 ที่ผ่านมา พบผู้ป่วยจากสภาวะอากาศร้อนในกรุงเทพฯ สูงถึง 68 ราย แม้ในปี 2568 ตัวเลขจะลดลงเหลือ 10 ราย เนื่องจากระยะเวลาฤดูร้อนที่สั้นกว่า แต่ "ความร้อนเมือง" (Urban Heat) ยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ที่กรุงเทพมหานครต้องแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ

ปี 2569 นี้ กรุงเทพมหานครจึงเดินหน้าส่งความ Cool เต็มสูบ ด้วยการจัดการความร้อนอย่างเป็นระบบ ทั้งมาตรการระยะสั้นและระยะยาว ภายใต้คณะกรรมการบริหารจัดการความร้อนฯ เพื่อปกป้องคุณภาพชีวิตคนเมือง ประกอบด้วย

◾️มาตรการระยะสั้น

มาตรการเฝ้าระวังและแจ้งเตือนภัย โดยกรุงเทพมหานครได้ติดตามสถานการณ์เพื่อบริหารจัดการความร้อนเมือง พิจารณาจากข้อมูลดัชนีความร้อน (Heat Index) ซึ่งหมายถึง ค่าที่สะท้อน "ความร้อนที่ร่างกายรู้สึกได้" โดยไม่ได้มาจากการวัดอุณหภูมิเพียงอย่างเดียว แต่นำมาคำนวณร่วมกับค่าความชื้นสัมพัทธ์ (Relative Humidity) ในอากาศ หากความชื้นสัมพัทธ์สูง ร่างกายจะระบายความร้อนผ่านเหงื่อได้ยากขึ้น ทำให้รู้สึกร้อนและไม่สบายตัวมากกว่าอุณหภูมิจริง และเพิ่มความเสี่ยงต่อสุขภาพ

หลักเกณฑ์การแบ่งระดับการแจ้งเตือนภัย 4 สี 4 ระดับ พิจารณาให้สอดคล้องกับการเฝ้าระวังหรือแจ้งประชาชนให้ดูแลตัวเอง รวมถึงสอดคล้องกับเกณฑ์มาตรฐานของกรมอนามัย ดังนี้ 1. ระดับสีเขียว (เฝ้าระวัง) ค่าดัชนีความร้อน 27.0–32.9 องศาเซลเซียส ติดตามข้อมูลข่าวสารและดูแลสุขภาพทั่วไป 2. ระดับสีเหลือง (เตือนภัย) ค่าดัชนีความร้อน 33.0–41.9 องศาเซลเซียส ลดระยะเวลาการทำกิจกรรมกลางแจ้ง 3. ระดับสีส้ม (อันตราย) ค่าดัชนีความร้อน 42.0–51.9 องศาเซลเซียส หลีกเลี่ยงหรืองดการทำกิจกรรมกลางแจ้ง หากจำเป็นต้องมีมาตรการป้องกันอย่างเข้มข้น และ 4. ระดับสีแดง (อันตรายมาก) ค่าดัชนีความร้อนมากกว่า 52.0 องศาเซลเซียส ห้ามทำกิจกรรมกลางแจ้งโดยเด็ดขาด เนื่องจากมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคลมร้อน (Heat Stroke)

ทั้งนี้ การแจ้งเตือนดังกล่าวมีความถี่ในการแจ้งเตือนดังนี้ เดือน มี.ค. แจ้ง 2 ครั้ง/วัน เดือน เม.ย. เพิ่มเป็น 3 ครั้ง/วัน (09.00 น. 11.00 น. และ 15.00 น.) ผ่านหลายช่องทาง ได้แก่ แอปฯ AirBKK เว็บไซต์ กทม. เฟซบุ๊ก ศูนย์ข้อมูลคุณภาพอากาศ และป้ายจราจรอัจฉริยะ

ในส่วนของห้องหลบร้อน (BKK Cooling Center) กรุงเทพมหานครได้จัดตั้งจุดพักกระจายทั่วกรุง 304 แห่ง (โรงเรียน, ศูนย์บริการสาธารณสุข, สำนักงานเขต, ศูนย์เยาวชน) เปิดศูนย์พักร้อน 24 ชั่วโมง ในโรงพยาบาลสังกัดกรุงเทพมหานคร (กรณีดัชนีความร้อนเข้าขั้น "อันตรายมาก") เพิ่มการดูแลกลุ่มเปราะบางและแรงงาน โดยจัดทีมเทศกิจและอาสาสมัครเยี่ยมบ้านกลุ่มเสี่ยง เปิดศูนย์พักพิงชั่วคราว (บ้านอิ่มใจ) และปรับปรุงบ้านพักคนชรา (ติดตั้งแอร์/เครื่องฟอกอากาศ) พร้อมคุมเข้มมาตรการดูแลแรงงานก่อสร้างกลางแจ้ง และเพิ่มจุดพ่นละอองน้ำตามถนนหลัก รวมทั้งเปิดศูนย์ EOC (Emergency Operation Center) เต็มรูปแบบเพื่อรองรับผู้ป่วย Heat Stroke โดยเฉพาะ

◾️มาตรการระยะยาว

แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ปรับผังเมืองเย็น เน้นการปรับโครงสร้างพื้นฐานและข้อกฎหมาย เพื่อลดการสะสมความร้อนในอนาคต (ดำเนินการต่อเนื่อง) ประกอบด้วย การปฏิรูปผังเมืองด้วยผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 4 ที่มีรายละเอียด อาทิ กฎเกณฑ์พื้นที่น้ำซึมผ่าน: บังคับใช้อาคารสร้างใหม่เพื่อลดปรากฏการณ์เกาะความร้อน (Urban Heat Island) มาตรการ FAR BONUS: สร้างแรงจูงใจ (เพิ่มพื้นที่ก่อสร้าง) ให้ผู้ประกอบการที่ทำสวนสาธารณะหรืออาคารเขียว Compact City: ส่งเสริมเมืองกะทัดรัด มีร่มเงาทางเดินเท้า และลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว

โครงสร้างพื้นฐานสีเขียวและสีฟ้า (Green & Blue Infrastructure): พัฒนาโครงการ "ถนนสีเขียว" และ "คลองสีเขียว" เพื่อสร้างแนวระบายความร้อนระดับย่าน การเพิ่มต้นไม้ตามแนวทางเดินเท้าและป้ายรถเมล์ (Low-cost/No-regret Infrastructure) นวัตกรรมการออกแบบอาคารโดยเชื่อมโยงผังเมืองกับกฎหมายควบคุมอาคาร (Climate-responsive design) ส่งเสริมการทำ Cool Roofs (หลังคาสะท้อนความร้อน) และ Cool Pavements (พื้นผิวถนนที่ไม่สะสมความร้อน) การจัดทำฐานข้อมูลและความรู้ (Data & Research) ด้วย Heat-Risk Map (แผนที่ความเสี่ยงความร้อน) โดยเจาะลึกถึงระดับอายุและโรคประจำตัวในแต่ละพื้นที่ พร้อมสนับสนุนงานวิจัยพฤติกรรมสุขภาพร่วมกับ สสส. เพื่อสร้างสื่อรณรงค์เชิงรุกที่เข้าถึงประชาชนได้จริง

สำหรับประชาชนสามารถใช้บริการ “ห้องหลบร้อน” ได้ทุกพื้นที่ทั่วกรุง ซึ่งอาจแตกต่างกันในบางสถานที่ โปรดตรวจสอบก่อนเข้าใช้บริการได้ที่ https://greener.bangkok.go.th/heat-escape-room/#info พร้อมแสดงบัตรประชาชนเพื่อลงทะเบียนเข้าใช้บริการ อีกทั้งยังสามารถใช้บริการจุดหลบร้อน (BKK Cooling Spot) จำนวน 178 แห่ง ได้แก่ สวนสาธารณะ 48 แห่ง สวน 15 นาที 130 แห่ง ตลอดจนจุดบริการน้ำดื่มสะอาดฟรี 2,806 จุด