จุฬาฯ ผนึกภาควิชาการและอุตสาหกรรมขับเคลื่อนโครงการ PFAS FREE SAFE THAILAND พัฒนาบรรจุภัณฑ์ปลอดสารเคมีอันตราย ด้าน รศ.ดร.พันธวัศ สัมพันธ์พานิช ผอ. สถาบันสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ย้ำ “ความยั่งยืนไม่ใช่ทางเลือก แต่คือพันธกิจ” ขณะที่ ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชี้นวัตกรรมต้องมองไกลเพื่ออนาคตและยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมไทย
ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีแห่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) โครงการ PFAS FREE SAFE THAILAND เพื่อผลักดันการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ที่ปลอดจากสาร PFAS พร้อมยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย โดยการที่อธิการบดีเข้าร่วมเป็นประธานในพิธีด้วยตนเอง สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของโครงการในฐานะ “วาระระดับมหาวิทยาลัย” ที่มุ่งขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืน
อธิการบดีจุฬาฯ กล่าวปาฐกถาว่า มหาวิทยาลัยให้ความสำคัญกับแนวคิด Intellectual Innovation หรือ “นวัตกรรมที่มีปัญญา” ซึ่งเป็นการพัฒนาที่มองไกลทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยระบุว่า จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้รับการจัดอันดับด้านความยั่งยืนเป็นอันดับ 1 ของประเทศไทยต่อเนื่องถึง 17 ปี เพราะยึดหลักการพัฒนาระยะยาว
“เราต้องมองให้ไกล ลึก และกว้าง ไม่นำความสุขในอนาคตมาใช้หมดในปัจจุบัน แต่ต้องเก็บรักษาไว้ให้คนรุ่นหลัง นี่คือ Intellectual Innovation นวัตกรรมที่เกิดจากปัญญา ไม่ใช่เพียงความสะดวกในระยะสั้น” อธิการบดีจุฬาฯ กล่าว
ด้าน รศ.ดร.พันธวัศ สัมพันธ์พานิช ผู้อำนวยการ สถาบันสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (SERI) กล่าวปาฐกถาหัวข้อ “PFAS-Free Chula: เมื่อความยั่งยืนไม่ใช่ทางเลือก แต่คือพันธกิจต่อสุขภาพและอนาคตของสังคม” โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการป้องกันปัญหาสารเคมีตั้งแต่ต้นทาง
“สาร PFAS มีโครงสร้างทางเคมีที่แข็งแรงมากและแทบไม่ย่อยสลายในธรรมชาติ ดังนั้นการป้องกันตั้งแต่ต้นทางของกระบวนการผลิตจึงเป็นแนวทางที่ดีที่สุดในการลดผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนและสิ่งแวดล้อม” รศ.ดร.พันธวัศ กล่าว
ขณะที่ ศ.ภก.ดร.ปิติ จันทร์วรโชติ รองผู้อำนวยการ SERI กล่าวว่า โครงการดังกล่าวสะท้อนบทบาทสำคัญของสถาบันการศึกษาในการสร้างองค์ความรู้และต่อยอดสู่การพัฒนานวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้ได้จริง
“มหาวิทยาลัยไม่ได้มีหน้าที่เพียงศึกษาปัญหาเท่านั้น แต่ต้องแปลงองค์ความรู้ให้กลายเป็นทางเลือกใหม่ที่ช่วยปกป้องสุขภาพของประชาชนและสิ่งแวดล้อม” ศ.ภก.ดร.ปิติ กล่าว
ในส่วนของภาคอุตสาหกรรม อภิชาต นุชประยูร ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท เคทิส วิจัยและพัฒนา จำกัด เปิดเผยว่า กลุ่ม KTIS มีความพร้อมทั้งด้านวัตถุดิบชีวภาพจากชานอ้อย เทคโนโลยีการผลิต และทีมวิจัย เพื่อพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่ปลอดจากสาร PFAS และสามารถผลิตในระดับอุตสาหกรรมตามมาตรฐานสากล
ด้าน อรธิชา ธรรมเกิดทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทธนบุรี จำกัด กล่าวว่า ผู้บริโภคไทยมีแนวโน้มเปิดรับการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น หากได้รับข้อมูลที่ชัดเจนและมีทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า
“การมีตรารับรอง CU ENVI จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคในการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัย และยังเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ของไทยให้ก้าวสู่ระดับสากล” อรธิชา กล่าว
ทั้งนี้ โครงการ PFAS FREE SAFE THAILAND ถือเป็นความร่วมมือระหว่างภาควิชาการและภาคอุตสาหกรรมในการพัฒนาทางเลือกใหม่ของบรรจุภัณฑ์ที่ปลอดภัยต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม พร้อมผลักดันมาตรฐานใหม่ของการผลิตที่สอดคล้องกับแนวโน้มด้านความยั่งยืนของโลกในอนาคต


