หมอเผยผู้ป่วย "ความดัน-ไต-อัมพาต" ลดกินเค็มได้ คุมโรคไม่ให้กำเริบ ส่วนวัยหนุ่มสาวกินโซเดียมฉ่ำ จาก "บุฟเฟต์-ชาบู" ชี้เสพติดทั้งหวานและเค็ม เอ็นจอยอีทติ้ง เมินผลกระทบสุขภาพระยะยาว หนุนสร้างนอร์มสั่งเค็มน้อยกี่เปอร์เซ็นต์เหมือนหวานน้อย อาหารโรงเรียน รพ. โรงงาน มีเกณฑ์โภชนาการ ด้าน "ภาษีโซเดียม" กำลังหารือเกณฑ์จัดเก็บ อาจเป็นแบบขั้นบันได หรือเก็บตัวท็อป 20% เค็มสูงสุด
รศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ ประธานเครือข่ายลดบริโภคเค็ม กล่าวถึงสถานการณ์การบริโภคโซเดียมของคนไทยว่า องค์การอนามัยโลกกำหนดให้บริโภคโซเดียมไม่เกินวันละ 2 พันมิลลิกรัม ซึ่งแนวโน้มการบริโภคโซเดียมนั้นลดลงในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง โรคไต และอัมพาต คือกินเค็มน้อยลง เพราะตระหนักมากรู้ว่ากินเค็มแล้วโรคจะกำเริบ ความดันจะพุ่ง เรียกว่าคนไข้ลดเค็มลงได้แล้ว แต่คนหนุ่มสาวยังกินเค็มไม่แตกต่างจากเดิม คิดว่ายังมีความสุขกับการบริโภค เพราะยังไม่ป่วย ยังกินบุฟเฟต์ กินชาบูอยู่
"คนหนุ่มสาวต้องอาศัยมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมหรือกฎหมาย เพื่อชักจูงให้กินอาหารเค็มน้อยลง หากให้ความรู้ว่าอีก 10 ปีจะเป็นโรคไต ความดันโลหิตสูง ในคนอายุ 25 ปีกำลังทำงานมีความสุขกับการกินถือว่ายาก เพราะการกินเค็มหรือหวานเป็นความสุข เป็นการเสพติดอย่างหนึ่ง เพราะกินหวานกินเค็มมันอร่อย" รศ.นพ.สุรศักดิ์กล่าว
รศ.นพ.สุรศักดิ์กล่าวว่า ถ้าเป็นไปได้คือ 1.มีกฎหมายที่เอื้อให้เขากินเค็มน้อยลง อาหารที่เค็มมีราคาแพง เค็มน้อยดีต่อสุขภาพราคาถูก 2.สิ่งแวดล้อม อย่างร้านก๋วยเตี๋ยวในตลาด ถ้าทุกร้านทำเค็มหมดไม่มีทางเลือกก็ต้องกินอาหารเค็มก็จะชิน ถ้าร้านไหนทำเค็มอาจมีป้ายเตือนว่าเค็มน้อยสั่งได้ เป็นทางเลือกให้ผู้บริโภคอยากจะกินเค็มปกติหรือเค็มน้อย เหมือนเครื่องดื่มที่สั่งหวานกี่เปอร์เซ็นต์ เช่น 25% 50% 75% อยากให้ทำแบบนั้นให้เป็นนอร์มของประชาชน เพื่อให้ระยะยาวเขาปรับลิ้นให้ชินกับการกินเค็มน้อยแล้วอร่อย ไม่ใช่เค็มมากอร่อย
"เราต้องค่อยๆ ปรับความเค็มลงทีละน้อย ปรับทั้งอุตสาหกรรมพยายามโน้มน้าวลดความเค็มโดยใช้ภาษีหรือเก็บมาตรฐานสูงสุด ซึ่งในต่างประเทศมีมาตรฐานโซเดียมสูงสุดในอาหารแต่ละผลิตภัณฑ์ หากเกินกว่านี้จะมีมาตรการที่มีคำเตือนหรือห้ามขาย" รศ.นพ.สุรศักดิ์กล่าว
รศ.นพ.สุรศักดิ์กล่าวว่า นอกจากนี้ ยังสามารถรณรงค์โดยเข้าไปในองค์กรต่างๆ ให้มีเกณฑ์จัดสรรอาหารในองค์กร เช่น โรงเรียน โรงพยาบาล ห้างสรรพสินค้า ออฟฟิศต่างๆ อย่างเมื่อก่อนมีแค่เกณฑ์สุขอนามัยกินแล้วไม่ท้องเสีย กินแล้วร่างกายไม่มีโทษ แต่เกณฑ์โภชนาการยังไม่มีกำหนด อาจจะเข้าไปช่วยบอกว่าอย่าให้หวานเกินเค็มเกิน เพื่อไม่ให้เด็กนักเรียนติดเค็มติดหวาน หรือในโรงงานก็จะช่วยเพราะหากป่วยมากๆ ก็จะขาดแรงงาน ก็ควรทำอาหารโรงงานให้สุขภาพดี เพราะฉะนั้นถ้ามีเกณฑ์โภชนาการด้วยว่าหวานเค็มไม่เกินเท่าไรคือ การปรับสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสม เราต้องปรับทุกภาคส่วน อุตสาหกรรม สตรีทฟู้ด ครัวเรือนต่างๆ
ถามถึงความคืบหน้าของภาษีโซเดียมหรือภาษีความเค็ม รศ.นพ.สุรศักดิ์กล่าวว่า เรื่องนี้กรมสรรพสามิตกำลังดำเนินการวางแผนอยู่ ว่าจะใช้เกณฑ์อะไรซึ่งใช้ทั้งเกณฑ์วิชาการและเกณฑ์ความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ ยังไม่มีเกณฑ์ตายตัว ต้องหารือก่อนว่าจะเก็บอย่างไร แต่มีการวางแผนจะทำเหมือนน้ำตาลที่เป็นขั้นบันได ยิ่งเค็มมากยิ่งโดนภาษีสูง เหมือนภาษีน้ำตาลหวานมากยิ่งโดนภาษีสูง ทั้งนี้ เพื่อจุดมุ่งหมายคือการปรับสูตรลงมาและไม่โดนภาษี ประชาชนก็จะกินอาหารที่โซเดียมต่ำ คุณภาพดี สุขภาพดีขึ้น แต่ไม่ได้หวังว่าจะเป็นการหารายได้ เพียงแค่ปรับสูตรลงมาให้ไม่โดนภาษี ซึ่งจะเป็นมาตรฐานเดียวกันทุกบริษัทไม่ว่าอาหารนำเข้าหรือผลิตในประเทศ เบื้องต้นจะมีเกณฑ์ขององค์การอนามัยโลกว่า โซเดียมสูงสุดของแต่ละผลิตภัณฑ์ไม่ควรเกินเท่าไร เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จควรเท่านี้ ขนมกรุบกรอบควรเท่านี้ ถ้าเกินกว่านี้ก็จะเป็นเกณฑ์เริ่มเก็บภาษี
สมมติการเก็บขนมกรุบกรอบที่มีความเค็ม 100 ผลิตภัณฑ์ หากดูความเค็มจาก 0-100 ควรจะเก็บเฉพาะท็อป 20% หรือ 20% ไทล์ คือตัวที่สูงมากๆ ที่เหลือไม่เค็มอย่าไปเก็บ ก็จะเปลี่ยนแปลงราคาตัวที่เค็มที่จะราคาสูงขึ้น ตัวไม่เค็มก็จะราคาปกติ ประชาชนจะมีทางเลือกว่าของราคาถูก โซเดียมต่ำดีต่อสุขภาพ ก็จะปรับเปลี่ยนการกินจากอาหารที่เค็มมากมาเป็นเค็มน้อย ระยะยาวผู้บริโภคกินอาหารดีขึ้น ผู้ผลิตก็พยายามจะเปลี่ยน เพราะไม่อยากอยู่ใน 20% เมื่อลดลงมาก็จะเกิดการปรับตัว ปรับสูตร ซึ่งช่วงแรกอาจจะยากลำบาก แต่เป็นเรื่องธรรมดา ซึ่งการคิดค้นสูตรใหม่ของอาหารพร้อมบริโภคในอุตสาหกรรมเป็นเรื่องธรรมดาที่ออกสูตรใหม่ทุกเดือนอยู่แล้ว คิดว่าผ่านไป 1-2 ปี ทุกอย่างเริ่มเข้าที่และระยะยาวน่าจะดี
"อย่างภาษีน้ำตาล เมื่อ 5 ปีที่แล้วกลัวว่าราคาน้ำอัดลมจะแพง ประชาชนจะไม่กิน ยอดขายบริษัทจะสูญเสียส่วนแบ่งการตลาด แต่ตอนนี้พบว่า ยอดขายบริษัทหนึ่งมีทั้งสูตรปกติและหวานน้อย สูตรที่หวานน้อยกลับขายดี ยอดกำไรรวมไม่ลดแต่เพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ ระยะยาวไม่เสียตลาด หรือทางเศรษฐกิจ หรือรายได้ ประชาชนมีแนวโน้มกินอาหารที่ดีสุขภาพมากขึ้น หวานน้อยลง การบริโภคน้ำตาลก็น้อยลงหลังจากมีภาษี เพราะฉะนั้นระยะยาวสังคมได้ประโยชน์ ค่ารักษาพยาบาลก็น่าจะลดลง รัฐอาจจะมีรายได้เล็กน้อยซึ่งภาษีไม่ได้มากอะไร อุตสาหกรรมก็ไม่เสียรายได้ เพราะฉะนั้นภาษีไม่ได้กระทบหรือทำร้ายใครเลย" รศ.นพ.สุรศักดิ์กล่าว


