xs
xsm
sm
md
lg

ไร้บ้านแต่ไม่ไร้ความหวัง: เปิดประตู ‘บ้านอิ่มใจ’ เซฟโซนเพื่อการเริ่มต้นใหม่ของคนไร้บ้าน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



มากกว่าแค่ที่พักคือการหยิบยื่น ‘โอกาส’... ท่ามกลางบรรยากาศของวันวาเลนไทน์ 14 กุมภาพันธ์ 2569 ที่อบอวลไปด้วยความรักทั่วกรุงเทพมหานคร ณ พื้นที่ประวัติศาสตร์อย่าง “การประปาแม้นศรี (เดิม)” ในเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย ได้กลายเป็นหมุดหมายสำคัญของการส่งมอบความรักที่ยิ่งใหญ่กว่าความสัมพันธ์ส่วนตัว เพราะเป็นการส่งมอบ “โอกาส” ให้กับกลุ่มคนที่เปราะบางที่สุดในเมืองหลวง

การเปิดตัว “บ้านอิ่มใจ” ศูนย์พักพิงคนไร้บ้านกลางกรุง ไม่ได้เป็นเพียงการสร้างที่ซุกหัวนอนชั่วคราว แต่คือการสร้างพื้นที่แห่งการฟื้นฟูชีวิตคนไร้บ้านอย่างยั่งยืน โดยความร่วมมือระหว่าง สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. , กรุงเทพมหานคร (กทม.) , กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) , สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย , มูลนิธิกระจกเงา , มูลนิธิอิสรชน , มูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย และภาคีเครือข่ายประชาสังคม

ถอดรหัสตัวเลข... เมื่อคนไร้บ้านหน้าใหม่พุ่งสูงขึ้น
สสส. เร่งเครื่องเดินหน้าภารกิจ “หยุดวงจรคนไร้บ้าน”


สถานการณ์คนไร้บ้านในปัจจุบันไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป จากผลการแจงนับคนไร้บ้านในคืนเดียว One-night count ที่ สสส. ร่วมกับภาคีเครือข่ายดำเนินการในปี 2566 พบคนไร้บ้านทั่วประเทศ 2,499 คน และอยู่ในกรุงเทพฯ ถึง 1,274 คน โดยมีสาเหตุหลักมาจากการตกงานถึง 44.72% และปัญหาความรุนแรงในครอบครัวอีก 35.18% ที่น่ากังวลคือสัดส่วน “คนไร้บ้านหน้าใหม่” ที่ใช้ชีวิตในที่สาธารณะไม่เกิน 2 ปี มีสูงถึง 30% รวมถึงสัดส่วนผู้สูงอายุที่เพิ่มมากขึ้น นี่คือโจทย์ใหญ่ที่ สสส. และภาคีเครือข่ายต้องเร่งแก้ไขก่อนที่พวกเขาจะสูญเสียความมั่นใจในการกลับเข้าสู่สังคม 

นางภรณี ภู่ประเสริฐ ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุน สสส.
นางภรณี ภู่ประเสริฐ ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุน สสส. ได้กล่าวถึงเป้าหมายและกลไกการทำงานของบ้านอิ่มใจว่า สสส. ร่วมมือกับภาคีเครือข่ายผลักดัน “บ้านอิ่มใจ” มาตั้งแต่ปี 2565 เพื่อเป็นที่พักฉุกเฉินและจุดสวัสดิการตั้งหลักชีวิต ภายใต้แนวคิด Housing First บ้านคือปัจจัยแรกที่จะช่วยลดความเสี่ยงจากการใช้ชีวิตในพื้นที่สาธารณะ โดยเรามีระบบติดตามรายบุคคล มีฐานข้อมูลสุขภาพ มีทีมแพทย์อาสาคัดกรองเบื้องต้น รวมถึงการฝึกอาชีพผ่านทีมสหวิชาชีพและผู้ดูแลเพื่อนไร้บ้าน (Peer Specialists) ซึ่งเป็นอดีตคนไร้บ้านที่เข้าใจบริบทพื้นที่เป็นอย่างดี เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยทัศนคติเชิงบวกและเป็นพื้นที่แห่งโอกาสสำหรับทุกคนอย่างแท้จริง

“สำหรับ สสส. การมีบ้านไม่ได้หมายถึงแค่หลังคาและฝาผนัง แต่คือจุดเริ่มต้นของสุขภาวะที่ดี เมื่อคนมีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง พวกเขาจะเริ่มมองหาโอกาสในด้านอื่น ๆ ทั้งอาชีพ การออมเงิน และการดูแลสุขภาพตนเอง เพื่อเปลี่ยนสถานะจากคนถูกทิ้งให้กลายเป็นคนที่มีพลังในการก้าวเดินต่อไป” นางภรณี กล่าวอย่างมีความหวัง

ปรัชญา 6 อ. ของ กทม.
ปรับจังหวะชีวิตที่สะดุด ให้กลับมาเดินต่อได้อย่างภาคภูมิ

ในมุมมองของกรุงเทพมหานคร คนไร้บ้านไม่ใช่ภาระของเมือง แต่คือพลเมืองที่จังหวะชีวิตอาจจะประสบกับมรสุมจนเสียหลักไป ภารกิจของเมืองจึงไม่ใช่การสงเคราะห์แบบชั่วครั้งชั่วคราว แต่คือการ “ประคอง” และ “สร้าง” พวกเขากลับคืนสู่สังคมด้วยศักดิ์ศรีที่เท่าเทียม

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้เน้นย้ำถึงความตั้งใจในวันเปิดบ้านหลังนี้ว่า วันนี้เป็นวันที่รอคอยมานาน เรามองว่าเขาก็เหมือนกับเราทุกคน เพียงแต่อาจจะโชคร้ายหรือจังหวะชีวิตสะดุดไป หน้าที่ของเราคือต้องประคองให้เขาเดินต่อได้ และให้โอกาสเขากลับคืนมา โดยบ้านหลังนี้จะเป็นที่พักพิง

“แต่หัวใจสำคัญคือต้องสร้างเขากลับคืนมาให้ได้ ให้โอกาส ให้สิทธิเขาเหมือนกับประชาชนทั่วไป ให้ความรู้ และทำให้เขามีที่ไปหางานต่อ เพราะสุดท้ายเขาต้องมีโอกาสในการกลับบ้านด้วยความพร้อมและความแข็งแรงที่มากขึ้น ในวันแห่งความรัก กทม. อยากส่งต่อความรักให้คนที่อาจมีปัญหาในชีวิต ทุกคนมีสิทธิได้รับโอกาส” นายชัชชาติ กล่าวย้ำเจตนารมณ์

ทั้งนี้ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว กทม. ได้วางรากฐานการพัฒนาคุณภาพชีวิตผ่านแนวคิด 6 อ. ประกอบด้วย

1. อาศัย: ที่พักพิงที่ปลอดภัย
2. อาหาร: ครบทุกมื้อตามหลักโภชนาการ
3. อนามัย: การดูแลสุขภาพและสิทธิการรักษาพยาบาล
4. อาภรณ์: เครื่องนุ่งห่มและของใช้จำเป็นพื้นฐาน
5. อาชีพ: การฝึกทักษะเพื่อสร้างรายได้เลี้ยงชีพ
6. ออมเงิน: การสร้างวินัยทางการเงินเพื่อความมั่นคงในอนาคต

Homeless not Hopeless
พม. และโมเดลการ ‘รีสตาร์ทชีวิต’ ที่คืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) มองว่าบ้านอิ่มใจคือ “ความฝันที่กลายเป็นจริง” ไม่ใช่แค่สำหรับคนไร้บ้าน แต่สำหรับหน่วยงานรัฐที่รอคอยโมเดลการทำงานที่บูรณาการเช่นนี้มานาน เป้าหมายสูงสุดไม่ใช่แค่การให้ที่พัก แต่คือการทำให้คนไร้บ้านสามารถ “กลับบ้าน” ของตนเองได้อย่างมีศักดิ์ศรี

นางสาวแรมรุ้ง วรวัธ อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ (พม.)
นางสาวแรมรุ้ง วรวัธ อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ได้อธิบายถึงกลไกการสนับสนุนว่า พม. ทำงานด้วยแนวคิด Homeless not Hopeless คือ ไร้บ้านแต่ไม่ไร้ความหวัง บ้านหลังนี้เป็นจุดเริ่มต้นให้คนเข้ามาพักพิงและรีสตาร์ทชีวิตใหม่ พม. จะเข้ามาช่วยฝึกทักษะอาชีพ พัฒนาเรื่องรายได้ และหากเขายังมีบ้านอยู่ต่างจังหวัด เราจะประสานเครือข่ายในพื้นที่เข้าไปเยี่ยมบ้านและแก้ไขปัญหาร่วมกัน เพื่อตอบโจทย์นโยบายการลดรายจ่ายและสร้างรายได้ ให้เขากลับไปอยู่บ้านของตนเองได้อย่างมนุษย์ที่มีศักดิ์ศรี”

ทั้งนี้ “บ้านอิ่มใจ” ได้กำหนดคุณสมบัติและรูปแบบการเข้าพักเพื่อรองรับความต้องการที่หลากหลายของคนไร้บ้าน โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่

1. กลุ่มฝึกอาชีพ: พักฟรีได้สูงสุด 2 เดือน พร้อมฝึกทักษะ เช่น ทำอาหาร ช่างชุมชน ช่างตัดผม

2. กลุ่มพักชั่วคราว: พักได้ 7 คืนต่อเดือน เพื่อตั้งหลัก พร้อมส่งเสริมการออมเงินวันละ 50 บาท ตั้งแต่คืนที่ 8 เป็นต้นไป

3. กลุ่มฉุกเฉิน: รับคำปรึกษาและดูแลเบื้องต้นก่อนส่งต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง


พลังภาคีเครือข่าย
จากโมเดลสู่การลงมือทำจริง โดย “ยึดคนเป็นศูนย์กลาง”

ความแข็งแกร่งของบ้านอิ่มใจยุคใหม่คือการระดมสรรพกำลังจากภาคประชาสังคมที่มีประสบการณ์ตรง แต่ละหน่วยงานนำความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านมาเติมเต็มให้บ้านหลังนี้สมบูรณ์ที่สุด

ไม่ว่าจะเป็น “มูลนิธิอิสรชน” ที่พร้อมนำประสบการณ์การทำงานแบบ “เพื่อน” และคลุกคลีอยู่ในพื้นที่มานาน เข้ามาช่วยจัดการปัญหาสิทธิและสวัสดิการที่ซับซ้อน เช่น การจัดการบัตรประชาชนหรือบัตรผู้พิการ เพื่อให้เข้าถึงสิทธิที่พึงได้

มูลนิธิกระจกเงา จะเน้นการสร้างอาชีพผ่านโครงการ “จ้างวานข้า” และการจัดการรายกรณี (Case Management) เพื่อขจัด “ปัจจัยฉุดรั้ง” อย่างปัญหาสุขภาพจิตหรือยาเสพติดออกไป ด้วยความเชื่อว่า หากทำตรงนี้ได้สำเร็จ คนไร้บ้านจะกลับมาตั้งหลักได้ยั่งยืน 


ด้านมูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย ก็พร้อมขับเคลื่อนในมิติด้านสิทธิที่อยู่อาศัย เพื่อให้บ้านอิ่มใจเป็นหลักประกันชีวิตที่ทำให้คนรู้สึกสบายใจที่จะลุกขึ้นมาเริ่มต้นใหม่

ขณะที่โรงเรียนตั้งต้นดี (TIJ) จะซัพพอร์ตด้วยการนำหลัก 5R (อาศัย, อาหาร,อาภรณ์, อาชีพ และอนามัย) มาใช้พัฒนาศักยภาพ เปลี่ยนสถานะจาก “ผู้รอรับ” เป็น “ผู้มีรายได้” ผ่านวินัยในการทำงาน

สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ที่พร้อมให้ความช่วยเหลือแบบองค์รวม เพื่อให้คนไร้บ้านได้เข้าสู่ระบบการช่วยเหลือ เข้าถึงสวัสดิการและการฟื้นฟูคุณภาพชีวิต ส่วนสำนักวิชาการสาธารณสุขจะให้การสนับสนุนด้าน Respite Care หรือ “สถานที่พักพิงทางการแพทย์สำหรับคนไร้บ้าน” จุดบริการสำหรับรองรับคนไร้บ้านที่เจ็บป่วยและออกจากโรงพยาบาลแต่ยังไม่มีที่ไป ให้ได้ฟื้นฟูร่างกายจนแข็งแรงก่อนกลับสู่สังคม 


นอกจากนี้ยังมีเครือข่ายสุขภาพอย่าง “ทีมสุขภาพภาวะข้างถนน” ที่พร้อมซัพพอร์ตด้านการให้บริการ Mobile Clinic ตรวจสุขภาพและดูแลคนไร้บ้านในกรุงเทพฯ เน้นการคัดกรองเบื้องต้น สังเกตอาการ และมีทีมพยาบาล/แพทย์อาสาดูแลต่อเนื่อง เพื่อลดช่องว่างการเข้าถึงบริการสาธารณสุข รวมถึงมูลนิธิ Bangkok community help Foundation ที่มุ่งมั่นช่วยเหลือคนไร้บ้านเพื่อการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างเต็มที่

ด้วยเหตุนี้ “บ้านอิ่มใจ” จึงไม่ใช่แค่สถานสงเคราะห์ แต่เป็น “จุดตั้งต้นใหม่” ที่ครบวงจร ทั้งที่พักอาศัย ฝึกอาชีพ และบริการพื้นฐาน บนพื้นฐานของความเข้าใจบริบทชีวิตของ ตามหลักการทำงานที่ยึดผู้คนเป็นศูนย์กลาง และการอยู่ร่วมกันแบบเกื้อกูล และถือเป็น “โมเดลต้นแบบของประเทศไทย” ที่พิสูจน์ว่าเมื่อภาครัฐ ภาคเอกชน และมูลนิธิต่าง ๆ จับมือกันอย่างจริงจัง ปัญหาที่ดูเหมือนจะแก้ไม่ได้อย่างเรื่องคนไร้บ้าน ก็สามารถมองเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ได้เช่นกัน

ข้อมูลการติดต่อและเข้ารับบริการ
ยื่นความประสงค์: ตั้งแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2569 (09.00-15.00 น.)
ผู้ผ่านการคัดกรองเริ่มเข้าพัก: ตั้งแต่วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นไป
สถานที่: บ้านอิ่มใจ (การประปาแม้นศรี หลังเก่า) แขวงบ้านบาตร เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย โทร: 02-2455169