xs
xsm
sm
md
lg

มอง-เมือง-มุมใหม่ ตามรอย “พื้นที่อิ่มสุข” ที่ “ชุมชนสวนหลวง 1” เจริญกรุง 103 ไปกับ สสส.

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ในตรอกเล็ก ๆ ซอยเจริญกรุง 103 ซ่อนเรื่องราวการเปลี่ยนแปลงของชุมชนเมืองเอาไว้ “ชุมชนสวนหลวง 1” กำลังถูกขับเคลื่อนให้กลายเป็น “พื้นที่อิ่มสุข” พื้นที่ซึ่งใช้อาหารเป็นจุดเริ่มต้นของการเยียวยา จัดการปัญหาภายในชุมชน ตั้งแต่ความรุนแรงในครอบครัว อคติทางเพศ ไปจนถึงอบายมุข ก่อนจะค่อย ๆ เติบโตเป็นตลาด พื้นที่เรียนรู้และท่องเที่ยวชุมชน สร้างรายได้ให้กับคนกว่า 600 ครัวเรือน

แนวคิดนี้ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นหนึ่งในกิจกรรมสำคัญของ Bangkok Design Week 2026 ผ่านกิจกรรม “พื้นที่อิ่มสุข: Im-Suk Nook & Cranny Tour” ที่เปิดให้สาธารณชนได้ลงพื้นที่จริง สำรวจว่า “การออกแบบ” ที่จะช่วยพาชุมชนเมืองฝ่าวิกฤตค่าครองชีพ ความรุนแรงในครอบครัว และปัญหาสุขภาพได้อย่างไร

“พื้นที่อิ่มสุข” ทางออกของชุมชนเมือง

โจทย์ปัญหาของคนเมืองในวันนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องปากท้อง หากยังเชื่อมโยงไปถึงสุขภาวะ ความปลอดภัย และความเปราะบางภายในครอบครัว สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. มองเห็นความซับซ้อนของวิกฤตในชุมชนเมืองหนาแน่น โดยเฉพาะปัญหาความรุนแรงในครอบครัว

ข้อมูลปี 2567 ระบุว่า มีผู้หญิงเสียชีวิตจากความรุนแรงในครอบครัวถึง 797 คนต่อปี หรือเฉลี่ยวันละ 2 คน โดยมีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และยาเสพติดเป็นปัจจัยกระตุ้นสำคัญ ขณะเดียวกัน ครัวเรือนในเมืองต้องแบกรับค่าใช้จ่ายด้านอาหารสูงถึง 48.8% ของรายได้ แต่กลับมีพื้นที่สีเขียวสำหรับการผลิตอาหารในเมืองเพียง 5.62% เท่านั้น สะท้อนข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่ทำให้ปัญหาปากท้อง สุขภาพ และความรุนแรงในครอบครัวเชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก

จากโจทย์ใหญ่ของเมือง สสส. จึงสนับสนุนการนำเสนอเชิงสร้างสรรค์ในพื้นที่ชุมชนสวนหลวง 1 พร้อมร่วมลงพื้นที่กิจกรรม “พื้นที่อิ่มสุข: Im-Suk Nook & Cranny Tour” Tour “อิ่มท้อง+สุขใจ” และเข้าชมนิทรรศการ “พื้นที่ อิ่ม+สุข” จัดโดย สสส. ร่วมกับ เครือข่ายชุมชนเมือง มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล มูลนิธิชีววิถี 


รศ.ดร.ภก.วิทยา กุลสมบูรณ์ กรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ และกรรมการบริหารแผนคณะที่ 1 สสส. อธิบายว่า ที่ผ่านมา สสส. จึงได้บูรณาการการเชื่อมโยงประเด็นปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ และระบบอาหารปลอดดภัยในชุมชนเมือง ตั้งแต่ปี 2563 มุ่งเน้นประเด็นวัตถุดิบอินทรีย์ที่ปลอดภัยและมีราคาถูกที่ทุกคนเข้าถึงได้ผ่านร้านข้าวไข่เจียวอิ่มสุขในพื้นที่เครือข่ายการทำงานของมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล 5 พื้นที่ ในกรุงเทพฯ

ต่อมาในปี 2569 ได้ยกระดับความร่วมมือผ่านโครงการ “พื้นที่อิ่มสุข” ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ทางสังคมที่ สสส. ให้การสนับสนุนตามแนวคิดจากวิกฤตเมือง สู่ทางรอด DESIGN S/O/S (Sustainable Future) โดยสร้างกระบวนการกลุ่มที่เข้มแข็งพร้อมรับมือปัญหาซับซ้อนของเมืองใหญ่ ทั้งเรื่องค่าครองชีพ ปัจจัยเสี่ยงจากแอลกอฮอล์ ความรุนแรงในครอบครัว และความมั่นคงทางอาหาร

มีแนวทางการดำเนินงาน 1.ลดปัจจัยเสี่ยง ใช้พื้นที่อาหารเป็นเครื่องมือลดปัญหาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และยาเสพติด ซึ่งเป็นปัจจัยหลักของความรุนแรงในครอบครัว 2.ทลายอคติทางเพศ ปรับเปลี่ยนแนวคิด “ชายเป็นใหญ่” ที่ฝังรากลึก ผ่านกิจกรรมที่สร้างความเท่าเทียมในบ้านและชุมชน 3.สร้างความมั่นคงทางอาหาร สนับสนุนให้คนตัวเล็กในชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้แม้มีพื้นที่จำกัดเพียง 1.5 ตร.ม.

รศ.ดร.ภก.วิทยา มองว่า การแก้ปัญหาความรุนแรงต้องเริ่มจากการทำความเข้าใจบริบทของแต่ละครัวเรือนอย่างใกล้ชิด ควบคู่กับการลดอคติระหว่างหญิงและชาย โดยมีมูลนิธิหญิงชายก้าวไกลเข้ามาสนับสนุน ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญของปัญหาคือความเครียด ซึ่งมักนำไปสู่การสูบบุหรี่และดื่มสุรา การรณรงค์ให้เลิกพฤติกรรมดังกล่าวโดยตรงจึงทำได้ยาก หากไม่จัดการที่ต้นเหตุ
รวมทั้งการจัดการ “นิเวศ” หรือสภาพแวดล้อมในชุมชนให้เอื้อต่อความสุข เป็นสิ่งสำคัญในการลดความเครียดและสร้างความยั่งยืน เมื่อคนรักบ้านและชุมชน ความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกก็จะเกิดขึ้น

“อิ่มสุข” ไม่ได้หมายถึงแค่การ “อิ่มท้อง”

หัวใจสำคัญของพื้นที่แห่งนี้คือ การนำทุนทางวัฒนธรรมมาต่อยอด ทั้งอาหารฮาลาล วัฒนธรรม และวิถีชีวิต

รศ.ดร.ภก.วิทยา ขยายความว่า “ตัวอย่างของการใช้วัฒนธรรมชุมชน นอกจากการบริโภคอาหารของตนเองและการแลกเปลี่ยนกับเพื่อนบ้าน ยังสามารถต่อยอดสร้างรายได้ให้กับชุมชนได้ด้วย เกิดทั้งความสุขและความอิ่มอย่างแท้จริง คือได้กินอิ่ม สุขกาย สุขใจ เมื่อบรรยากาศดี สามารถบอกเล่า เชิญชวนให้ผู้คนมาชมและชื่นชมชุมชนของเรา ซึ่งถือเป็นสิ่งที่งดงาม”


“ประเทศไทยเป็นสังคมพหุวัฒนธรรม เพราะฉะนั้นหลักคิดทางศาสนาก็เป็นสิ่งที่เราได้เรียนรู้ด้วย เมื่อไปที่มัสยิดได้มีโอกาสขึ้นไปชม ก็ได้เห็นพิธีการต่าง ๆ ที่ใช้กันอยู่ การเรียนรู้ทางวัฒนธรรมจึงน่าจะเป็นส่วนที่ต่อยอดจากการที่เราได้มาชิมอาหาร หรือได้มาดูสิ่งต่าง ๆ ซึ่งเสมือนต้องมีสิ่งดึงดูดใจก่อน”

“หลังจากนั้น เมื่อได้ซึมซับมากขึ้น ก็อาจต่อยอดไปสู่การเรียนรู้พิธีกรรมและพิธีการของศาสนาอิสลาม รวมถึงความเคร่งครัดในหลักฮาลาล ซึ่งไม่ได้หมายถึงเฉพาะอาหารเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการไม่บริโภคแอลกอฮอล์ การไม่สูบบุหรี่ และแนวปฏิบัติอื่น ๆ ด้วย เพราะฉะนั้นผมคิดว่า เมื่อเราอยู่ในสังคมไทย เราจำเป็นต้องเรียนรู้ว่า มีศาสนาและวัฒนธรรมที่แตกต่างหลากหลาย แม้แต่มุสลิมเองก็มีความหลากหลาย เราจึงต้องเคารพซึ่งกันและกัน จึงจะทำให้สังคมนี้ยั่งยืนยิ่งขึ้น เพราะการมาเที่ยว ไม่ได้เพียงได้อาหารอร่อย แต่ยังได้เรียนรู้อื่น ๆ ควบคู่กันไปด้วย”

ด้านปัจจัยความสำเร็จ รศ.ดร.ภก.วิทยา ชี้ว่า แก่นของ “พื้นที่อิ่มสุข” ไม่ได้อยู่ที่หน่วยงานภายนอก แต่อยู่ที่ ‘ความเข้มแข็งของคนในชุมชน’ เอง แกนนำและสมาชิกชุมชนคือหัวใจที่ทำให้การพัฒนาเดินต่อได้อย่างยั่งยืน ขณะที่บทบาทของ สสส. คือการเป็นพลังเสริม สนับสนุนให้สุขภาวะเกิดขึ้นครบทุกมิติ ทั้งร่างกาย จิตใจ สังคม สิ่งแวดล้อม และปัญญา เมื่อชุมชนมีความมั่นคงในการอยู่อาศัย มีสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการใช้ชีวิต ความเครียดก็ลดลง อบายมุขอย่างเหล้า บุหรี่ หรือการพนันก็ค่อย ๆ หมดความหมายไปเอง

เปลี่ยนเหล้าในบ้าน ให้เป็นอาหารในครัว

เมื่อถูกถามว่า “ความมั่นคงทางอาหาร” ส่งผลต่อการลดปัญหาความรุนแรงในครอบครัวและการลดการดื่มแอลกอฮอล์ได้อย่างไร ทพญ.จันทนา อึ้งชูศักดิ์ ประธานคณะกรรมการกำกับทิศทางแผนอาหารเพื่อสุขภาวะ สสส. อธิบายว่า อาหารเป็นปัจจัยพื้นฐานของชีวิต แต่ในหลายครอบครัว ปัญหาการติดสุราหรือบุหรี่กลับกลายเป็นภาระทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นทุกวัน ค่าใช้จ่ายสะสมในแต่ละเดือนอาจสูงถึงหลักหมื่นบาท ขณะที่รายได้มีจำกัด เมื่อมีการดื่มสุรา ความรุนแรงในครอบครัวก็มักเกิดขึ้นตามมา ไม่ว่าจะเป็นการใช้ถ้อยคำทำร้ายจิตใจหรือการทำร้ายร่างกาย ส่งผลให้ครอบครัวแตกแยกและขาดความอบอุ่น


ดังนั้น การแก้ไขปัญหาจึงต้องทำอย่างเป็นระบบ เริ่มจากความร่วมมือของโครงการลด ละ เลิกแอลกอฮอล์ ที่ช่วยให้สมาชิกในชุมชนสามารถเลิกดื่มได้ เมื่อการดื่มลดลง บรรยากาศในครอบครัวก็ดีขึ้น ความรุนแรงลดลง แต่คำถามสำคัญคือ หลังจากเลิกเหล้าแล้ว จะมีทางเลือกใดรองรับชีวิตต่อไป

สสส. จึงเชื่อมโยงการทำงานกับโครงการด้านอาหารปลอดภัย สนับสนุนให้ชุมชนเรียนรู้การปลูกผักอินทรีย์ การผลิตอาหารที่ปลอดภัย และการพัฒนาตลาดเพื่อจำหน่ายผลผลิต เมื่อครอบครัวมีทั้งอาหารบริโภคเองและรายได้เสริม ความมั่นคงทางเศรษฐกิจก็เพิ่มขึ้น ความตึงเครียดในครอบครัวลดลง

“สสส. เองก็เกิดความร่วมมือจากหลายโครงการ ทีมที่ทำโครงการลดเหล้าได้พาพี่น้องเลิกเหล้า เมื่อสามารถเลิกได้ ก็เกิดความอบอุ่นในครอบครัว ลดปัญหาการทำร้ายกันในครอบครัวลงได้ จากนั้นจึงตั้งคำถามว่า จะทำอะไรต่อดี ก็เริ่มจากสิ่งพื้นฐานที่สุดที่ทุกคนต้องมีเพื่อการดำรงชีวิต นั่นคือเรื่องอาหารและอาหารปลอดภัย จึงเข้าไปส่งเสริมและฝึกปฏิบัติเรื่องการปลูกผักอินทรีย์”


“เมื่อได้ผลผลิตทั้งผักและผลไม้แล้ว ก็คิดต่อว่าจะทำอย่างไร จึงมีการจัดตลาด เปิดพื้นที่จำหน่าย ซึ่งทั้งหมดนี้เกิดจากความเข้มแข็งของชุมชนเอง ที่สามารถร้อยเรียงทุกกระบวนการเข้าด้วยกันได้อย่างเป็นระบบ เราอยากให้คนในชุมชนมีความสุขในทุกมิติ พื้นที่แห่งนี้จึงเป็นตัวอย่างที่ดีของการทำงานหลายด้านควบคู่กัน บนฐานความเข้มแข็งของชุมชน และทำให้คนในชุมชนมีความสุข ทั้งด้านสุขภาพกายและสุขภาพใจ”

ทั้งนี้ จากการดำเนินงานบูรณาการอย่างต่อเนื่อง เกิดผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรม 1.การพึ่งตนเองด้านอาหาร โดยสมาคมส่งเสริมสิทธิชุมชนเพื่อการพัฒนาชุมชนไทยเกรียง พระประแดง สมุทรปราการ พัฒนาการปลูกผักในกระถางยกพื้นหนีน้ำเค็ม ช่วยสมาชิกลดรายจ่ายได้ 300-500 บาทต่อเดือน และชุมชนเคหะคลองเก้า เคหะชุมชน เขตคลองสามวา กรุงเทพฯ สร้างพื้นที่อาหารเพื่อดูแลกลุ่มเป้าหมายเปราะบางกว่า 200 คน 2.การสร้างอาชีพและเยียวยาจิตใจ โดยชุมชนพระเจน เขตปทุมวัน พัฒนา “ร้านข้าวไข่เจียวอิ่มสุข” เพื่อจุดกระจายอาหารปลอดภัยราคาถูกให้คนในชุมชนกว่า 100 คนต่อวัน และเป็นพื้นที่สร้างงานให้กลุ่มผู้ลด ละ เลิกเหล้า 3.นวัตกรรมพื้นที่จำกัด โดยชุมชนวัดสวัสดิ์วารีสีมาราม เขตดุสิต ปรับพื้นที่รกร้างเป็นสวนสมุนไพรอินทรีย์ และการปลูกพืชในตะกร้าที่สามารถเคลื่อนย้ายได้ 4.พลังคนรุ่นใหม่ โดยชุมชนสวนหลวง 1 เขตบางคอแหลม พัฒนาทีมเยาวชนอาสาเชื่อมโยงอาหารพื้นถิ่นสู่ตลาดออนไลน์ เพื่อรักษาวัฒนธรรมอาหารดั้งเดิมและสร้างรายได้ให้ชุมชน


ตามรอย “พื้นที่อิ่มสุข”

คุณอังคณา อินทสา ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล กล่าวว่า กิจกรรมในครั้งนี้ ได้เปิดพื้นที่ให้ผู้สนใจสัมผัสประสบการณ์จริงผ่าน 2 กิจกรรมหลัก

กิจกรรมแรกคือ Exhibition “พื้นที่อิ่ม+สุข” : นิทรรศการที่เล่าเรื่องผ่านพื้นที่ “บ้าน” 4 โซน ได้แก่ ห้องรับแขก (ปัญหาเมืองซับซ้อน), ห้องนอน (อคติทางเพศและความรุนแรงในครอบครัว), สวนลับ (RARE) (พื้นที่อาหารในพื้นที่จำกัด) และห้องครัว (ทางออกด้วยโมเดลอิ่มสุข)

อีกหนึ่งไฮไลท์คือ TOUR “อิ่มท้อง+สุขใจ” : เดินเท้าสัมผัสวิถีชีวิตมุสลิมดั้งเดิมริมคลอง ชมสถาปัตยกรรมเก่าแก่กว่า 100 ปี และชิมขนมท้องถิ่นจากสวนหลังบ้าน ทั้งนี้ การจัดงานในครั้งนี้ทำให้เห็นว่า แม้ในตรอกซอกซอยที่มีพื้นที่เพียง 1.5 ตร.ม. หรือในชุมชนที่หนาแน่นที่สุดการนำประเด็น “อาหาร+ความรุนแรงในครอบครัว” มาขับเคลื่อนก็นับเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างพื้นที่ปลอดภัยและเยียวยาความสัมพันธ์ของผู้คนได้อย่างยั่งยืน


ตลาดริมคลองเจริญกรุง 103 (ชุมชนสวนหลวง 1) เป็น 1 ใน 11 ย่านสร้างสรรค์ โดย กทม. ซึ่งมีตลาดในพื้นที่ทุกวันเสาร์-อาทิตย์แรกของเดือน โดยมีอาหารฮาลาลเป็นจุดเด่น พร้อมกิจกรรมเวิร์กช็อปที่ชุมชนจัดขึ้นเพื่อให้ผู้มาเยือนได้ร่วมเรียนรู้และสัมผัสวิถีชุมชน

จิตรลัดดา แสงน้อยอ่อน ประธานตลาดริมคลองเจริญกรุง 103 เล่าว่า แรงผลักดันสำคัญในการทำงานเพื่อชุมชนมาจากรากฐานทางความคิดที่ได้รับการปลูกฝังจากครอบครัว โดยเฉพาะบิดาที่ทำงานชุมชนมายาวนานกว่า 30 ปี ตลอดระยะเวลากว่า 13 ปี ตลาดชุมชนแห่งนี้ผ่านทั้งช่วงเวลาปกติและวิกฤตหนัก โดยเฉพาะในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ต้องปิดตลาดยาวนานถึง 14 เดือน การตัดสินใจกลับมาเปิดตลาดอีกครั้ง เกิดจากการมองเห็นความเดือดร้อนของพ่อค้าแม่ค้าในชุมชน

แต่ในอีกด้านหนึ่ง ตลาดแห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ค้าขาย แต่กลายเป็นรายได้หลัก ของหลายครอบครัว บางบ้านสามารถสร้างรายได้จากการขายเพียงสองวัน เทียบเท่ากับรายได้จากหลายวันในช่วงปกติ ปัจจุบันมีพ่อค้าแม่ค้ากว่า 70 ร้าน และเมนูนับร้อย

เมื่อเศรษฐกิจชุมชนเริ่มตั้งหลัก แนวคิด “ตลาดสีเขียว” จึงถูกผลักดันควบคู่ไปด้วย จิตรลัดดายอมรับว่า ชุมชนเองมีส่วนสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งขยะ น้ำเสีย และมลพิษจากครัวเรือน จึงเริ่มรณรงค์การใช้ EM น้ำ และ EM Ball เพื่อบำบัดน้ำเสียจากท่อหน้าบ้านและคูคลอง พร้อมจัดตั้งเครือข่าย “EM รักษ์น้ำรักษ์โลก” เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมในการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง


โดยเป้าหมายต่อไปของตลาดคือการก้าวสู่ “ตลาดวัฒนธรรม” ควบคู่ผ่านการเล่าเรื่องอาหาร วิถีชีวิต และประวัติศาสตร์ชุมชน และกำลังพัฒนาคนรุ่นใหม่ให้ทำหน้าที่เป็น Story Teller ของชุมชน เพื่อสร้างคุณค่าและมูลค่าให้กับอาหารจานเดียว ไปจนถึงเรื่องราวทั้งย่าน

ในตอนท้ายประธานตลาดริมคลองเจริญกรุง 103 ย้ำว่าทุกพื้นที่มีคุณค่าอยู่แล้ว อยู่ที่ว่าใครจะเล่าให้คนเห็นคุณค่านั้น

เรื่องจริงของคนเลิกเหล้าได้

ตัวเลขอาจสะท้อนภาพรวม แต่อาจไม่ชัดเสียงของผู้ที่เคยเผชิญปัญหา และสามารถลุกขึ้นมาเริ่มต้นใหม่ได้สำเร็จ นายไข่เจียว เสร็จอุดมลาภ ตัวแทนคนเลิกเหล้า ถ่ายทอดประสบการณ์ว่า ตนเองดื่มเหล้ามาตั้งแต่ ม. 1 ตอนนี้ก็เป็นเวลากว่า 30 ปีแล้ว ก่อนตัดสินใจเลิกอย่างจริงจัง หลังภาระค่าใช้จ่ายจากการดื่ม เที่ยวกลางคืน และการพนัน ทำให้มีหนี้สะสมเกือบ 2 ล้านบาท และต้องเลิกกับคนรัก ต่อมาได้เข้าร่วมโครงการลด ละ เลิกแอลกอฮอล์ ของมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล แม้การตัดสินใจจะไม่ง่ายสำหรับผู้ที่ดื่มมาเกือบทั้งชีวิต ดยเริ่มจากการค่อย ๆ ลดปริมาณ ก่อนตัดสินใจเลิกอย่างเด็ดขาดและเผชิญอาการถอนสุรา ทั้งมือสั่น หงุดหงิด และคอแห้ง

หลังเลิกดื่มได้สำเร็จ ได้ต่อยอดจากการทำกิจกรรมทอดไข่เจียวในชุมชนสู่การขายข้าวไข่เจียว ควบคู่เปิดร้านซักอบรีดใกล้สวนลุมพินี สร้างรายได้มั่นคง ปัจจุบันเลิกสุรามาแล้วกว่า 6 ปี และทำหน้าที่ถ่ายทอดประสบการณ์ในฐานะวิทยากร เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ที่กำลังอยู่ในกระบวนการลดหรือเลิกแอลกอฮอล์ เขามองว่า การเลิกเหล้าไม่ใช่เพียงการหยุดดื่ม แต่คือการหยุดวงจรปัญหา และเปิดโอกาสให้ตนเองได้สร้างชีวิตใหม่อย่างมีศักดิ์ศรี ทั้งต่อตนเอง ครอบครัว และสังคม

“พื้นที่อิ่มสุข” คือบทพิสูจน์ว่า เมื่อชุมชนลุกขึ้นจัดการชีวิตของตนเอง และมีแรงหนุนอยู่เบื้องหลัง เมืองที่ดีจึงไม่ใช่เพียงภาพฝัน แต่คือผลลัพธ์ของชุมชนที่เข้มแข็ง