xs
xsm
sm
md
lg

อากาศสะอาดคือสิทธิพื้นฐานของทุกคน สสส.-สภาลมหายใจ ผนึกพลังภาคีทุกภาคส่วน สู้วิกฤต PM2.5 ขับเคลื่อนอากาศสะอาด แก้ฝุ่นพิษอย่างยั่งยืน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ฝุ่นละอองขนาดเล็ก หรือ PM 2.5 ถือเป็นภัยร้ายหนึ่งที่ยังคงเป็นปัญหาอันดับต้น ๆ ของประเทศไทย โดยส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากการเผาไหม้ เช่น ควันจากท่อไอเสีย การเผาขยะ เผาป่า ควันบุหรี่ ควันธูป ควันจากโรงงานอุตสาหกรรม เป็นต้น และด้วยความที่มีอนุภาคขนาดเล็ก จึงสามารถเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย กระทบต่อสุขภาพมากมาย เช่น ทำให้เกิดอาการไอ จาม มีน้ำมูก คัดจมูก เจ็บคอ หรือเป็นภูมิแพ้ได้ง่ายขึ้น อีกทั้งยังส่งผลต่อผิวหนัง ทำให้ผิวหนังอักเสบ แสบ แดง ระคายเคืองผิว มีผื่นขึ้นตามตัว แถมยังส่งผลเสียระยะยาว ทำให้เสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดและหัวใจ รวมถึงโรคมะเร็งได้

ทั้งนี้ นอกจากกระทบต่อสุขภาพแล้ว ยังกระทบต่อคุณภาพชีวิต เศรษฐกิจ สังคม รวมถึงสิ่งแวดล้อมด้วย

จากการตระหนักถึงปัญหาเรื่อง PM2.5 และมองว่าอากาศสะอาดควรเป็นสิทธิพื้นฐานของคนไทยทุกคน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้ร่วมกับหน่วยงานหลัก อาทิ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงสาธารณสุข กรุงเทพมหานคร สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สภาลมหายใจกรุงเทพมหานคร มูลนิธิส่งเสริมการออกแบบอนาคตประเทศไทย และศูนย์วิชาการเพื่อขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ จัดการประชุมวิชาการระดับชาติ “มลพิษทางอากาศ PM2.5 ครั้งที่ 2 (Thailand National PM2.5 Forum #2)” เวทีสำคัญที่มุ่งออกแบบกลไกการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศและฝุ่นควันอย่างยั่งยืนของประเทศไทย

PM 2.5 ไม่ใช่แค่เรื่องสุขภาพ แต่ยังกระทบทุกมิติ
เปิดเวทีวิชาการระดับชาติ ขับเคลื่อนกลไก หาทางออกแก้ปัญหามลพิษทางอากาศ


ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม รองผู้จัดการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เผยว่า ปัญหาฝุ่น PM2.5 เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ แตกต่างตามบริบทพื้นที่ ทั้งเมือง ป่า เกษตร และชายแดน โดยข้อมูลจาก World Bank ปี 2022 ระบุว่า ไทยมีผู้เสียชีวิตจาก PM2.5 ถึง 57 คนต่อประชากร 100,000 คน คิดเป็นความเสียหายด้านสุขภาพกว่า 26,260 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่ข้อมูลกระทรวงสาธารณสุข พบผู้ป่วยที่เกี่ยวข้องกับมลพิษทางอากาศกว่า 12.27 ล้านคน

“ตลอดระยะเวลา 20 ปี ที่ผ่านมา ประเทศไทยต้องเผชิญกับปัญหามลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะฝุ่นละอองขนาดเล็ก หรือที่เราเรียกว่า PM2.5 มาอย่างต่อเนื่อง โดยมีความซับซ้อนแตกต่างกันไปตามบริบทของพื้นที่ ทั้งจากการเผาในที่โล่ง จากภาคเกษตร ป่าไม้ การคมนาคมขนส่ง ภาคอุตสาหกรรม รวมถึงมลพิษข้ามพรมแดนจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยจากข้อมูลจากงานศึกษาของ World Bank ในปี ค.ศ. 2022 พบว่า ประเทศไทยมีสถิติจำนวนผู้เสียชีวิตจากฝุ่น PM2.5 อยู่ที่ 57 คนต่อประชากร 100,000 คน ซึ่งคิดเป็นมูลค่าความเสียหายต่อสุขภาพจากฝุ่น PM2.5 อยู่ที่ 26,260 ล้านเหรียญสหรัฐ และข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข พบว่า มีผู้ป่วยที่เกี่ยวข้องกับมลพิษทางอากาศจำนวนกว่า 12.27 ล้านคน”

ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม รองผู้จัดการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
“สำหรับผลกระทบของปัญหา PM2.5 ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อสุขภาพ คุณภาพชีวิต เศรษฐกิจ และความมั่นคงของมนุษย์ โดยเฉพาะในกลุ่มเด็ก ผู้สูงอายุ และประชาชนในพื้นที่เปราะบาง ซึ่งสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่าต้องแก้ปัญหาในเชิงโครงสร้างและผลลัพธ์ของระบบที่ซับซ้อน โดยประเทศไทยมีความพยายามในการแก้ปัญหาฝุ่นในหลายระดับ ทั้งมาตรการนโยบาย การใช้ข้อมูลวิทยาศาสตร์ ถึงแม้สถานการณ์จุดความร้อนและพื้นที่เผาไหม้ในปี 2568 จะมีแนวโน้มดีขึ้นในภาพรวม แต่บางพื้นที่ก็ยังคงเกินค่ามาตรฐาน สถานการณ์ยังส่งผลกระทบอยู่”

นอกจากนี้ ดร.นพ.ไพโรจน์ ได้กล่าวถึงการประชุมระดับชาติ “มลพิษทางอากาศ PM2.5 ครั้งที่ 2 ว่า เป็นเวทีที่ถูกออกแบบให้เป็นกลไกเชื่อมโยงข้อมูล วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การขับเคลื่อนนโยบาย และการทำงานจริงในพื้นที่ เพื่อสร้างอากาศสะอาดร่วมกัน โดยมีวัตถุประสงค์ 3 ข้อ ดังนี้

1. เพื่อร่วมกันออกแบบกลไกการขับเคลื่อนการแก้ปัญหามลพิษทางอากาศและฝุ่นละอองอย่างยั่งยืน ซึ่งจะเป็นความร่วมมือทั้งภาครัฐ หน่วยงานท้องถิ่น ภาคเอกชน ภาคประชาชน ภาคประชาสังคม เพื่อที่จะผลักดันให้เกิดเครื่องมือเชิงนโยบาย อาทิ พ.ร.บ.อากาศสะอาดเพื่อสุขภาพ จะสามารถตอบสนองปัญหาในบริบทของพื้นที่อย่างแท้จริง

2. เพื่อสร้างการบูรณาการภายใต้เจตจำนงร่วมกันในการแก้ปัญหามลพิษทางอากาศในระยะยาว ผ่านการเชื่อมโยงข้อมูล องค์ความรู้ งานวิจัย นวัตกรรม เพื่อกำหนดนโยบายและการจัดการในระดับพื้นที่

3. เพื่อสร้างความตระหนักรู้ของสังคมต่อผลกระทบของมลพิษทางอากาศ และฝุ่น PM2.5 ที่มีผลต่อสุขภาพและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการร่วมมือกันปกป้องสิทธิในการหายใจอากาศที่สะอาดและปลอดภัย

ด้าน นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานสภาลมหายใจกรุงเทพฯ ได้กล่าวถึงเวทีการประชุมวิชาการระดับชาติ “มลพิษทางอากาศ PM2.5 ครั้งที่ 2 ว่า เป็นเป็นเวทีเชื่อมโยงการทำงานของหน่วยงานวิชาการทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ร่วมกับหน่วยงานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อแลกเปลี่ยนงานวิจัย ระบบข้อมูลจากดาวเทียม เทคโนโลยีการตรวจวัด และเครื่องมือวิเคราะห์ขั้นสูง ที่สามารถนำไปใช้สนับสนุนการกำหนดนโยบายและการจัดการปัญหาฝุ่น PM2.5 ในระดับพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานสภาลมหายใจกรุงเทพฯ
“ในต่างประเทศมีสภาลมหายใจลอนดอน เป็นสภาลมหายใจแรกของโลกที่เกิดขึ้นในยุคที่อุตสาหกรรมเพิ่งเกิดในประเทศอังกฤษ และลมที่พัดมาจากทิศตะวันตกของทวีปยุโรปได้ทำให้คนในทิศตะวันออกของเมืองใหญ่ ๆ ในทวีปยุโรปป่วยด้วยโรคทางเดินหายใจเป็นจำนวนมาก วันนี้ข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานทางด้านสุขภาพได้ชี้ให้เห็นว่าเรามีจำนวนคนที่เจ็บป่วยด้วยโรคทางเดินหายใจและถึงขั้นเสียชีวิต มากกว่าคนเสียชีวิตอันเนื่องมาจากการจราจรบนท้องถนนแล้ว ดังนั้นสภาลมหายใจลอนดอนเกิดขึ้นจากการรวมตัวกันระหว่าง ภาคประชาสังคม ภาคราชการ นักวิชาการ คนที่อยู่ตามชุมชน แม้กระทั่งผู้ป่วย เพื่อเอาข้อมูล เทคนิค และความหวังมาส่งมอบให้กันและกัน ไม่ได้ชี้ว่าใครจะต้องเป็นคนทำเท่านั้น แต่ว่าจะร่วมกันทำ จนมีสภาลมหายใจที่อื่น ๆ เกิดขึ้นทั่วโลก และบัดนี้สภาลมหายใจในประเทศไทยก็เกิดขึ้น ปัจจุบันในไทยมีสภาลมหายใจ 20 จังหวัดทั่วประเทศ หวังว่ากิจกรรมครั้งนี้จะเป็นส่วนสำคัญที่สร้างแรงบันดาลใจ พลังขับเคลื่อน และการดึงความรู้ ความรัก และความเข้าใจ มาร่วมกันแก้ไขปัญหาเพื่อรักษาโอกาสให้อากาศสะอาด”

PM2.5 เป็นวาระแห่งชาติ ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน มุ่งผลักดัน พ.ร.บ.อากาศสะอาด เพื่ออากาศที่ปลอดภัยของทุกคน

นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ได้กล่าวถึงการจัดการปัญหามลพิษทางอากาศ ว่า เป็นปัญหาที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการจัดการปัญหาในทุกมิติ โดยเฉพาะฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ คุณภาพชีวิต เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของประเทศอย่างต่อเนื่อง

โดยปัญหาฝุ่น PM2.5 ถือเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่มีความซับซ้อน เชื่อมโยงตั้งแต่การใช้ทรัพยากร การเผาในที่โล่ง ภาคเกษตร ป่าไม้ การขยายตัวของเมือง ระบบคมนาคม ภาคอุตสาหกรรม ไปจนถึงมลพิษข้ามพรมแดน ซึ่งส่งผลกระทบต่อทั้งระบบนิเวศและสุขภาพประชาชนทั่วประเทศ ซึ่งการแก้ปัญหา ต้องไม่หยุดอยู่แค่การรับมือเฉพาะหน้า แต่ต้องมุ่งสู่การจัดการเชิงระบบ ตั้งแต่การลดแหล่งกำเนิด ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ กำกับกิจกรรมที่กระทบสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงการใช้ข้อมูล วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี สนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบายอย่างมีประสิทธิภาพ”

“ฝุ่นละอองขนาดเล็ก หรือ PM2.5 มีพิษภัยที่ร้ายแรงมาก ๆ ส่งผลกระทบต่อทางเดินหายใจยังไม่พอ ยังส่งผลในระยะยาว ทำให้เกิดมะเร็งเยอะมาก ผมทราบมาว่าค่ารักษาสุขภาพในเรื่องผลกระทบจาก PM2.5 มีจำนวนเยอะมาก ซึ่งเราควรแก้ปัญหาเพื่อนำเงินเหล่านั้น มาดูแลพี่น้องประชาชนในเรื่องของสวัสดิการอย่างอื่นน่าจะดีกว่า”

นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยังได้กล่าวถึงการประชุมวิชาการระดับชาติ “มลพิษทางอากาศ PM2.5 ครั้งที่ 2 ว่า เป็นการรวมตัวครั้งใหญ่ของผู้ทำงานด้านฝุ่นจากทั่วประเทศ โดยมี สสส. และสภาลมหายใจฯ เป็นกลไกสำคัญของภาคประชาชนในการประสานความร่วมมือและเชื่อมโยงเครือข่ายระดับพื้นที่ เพื่อทำให้เกิดทิศทางที่ถูกต้องร่วมกัน

“เวทีนี้เป็นเวทีสำคัญของประเทศอย่างมาก ในการเชื่อมโยงประเด็นสำคัญเกี่ยวกับ PM2.5 ที่ผ่านมากระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เราได้ทำงานให้เกิดเป็นรูปธรรม ในการแก้ปัญหาเรื่อง PM2.5 ซึ่งพวกเราได้ตระหนัก และมีความรับผิดชอบในหน้าที่ที่รับมอบหมาย โดยสัดส่วนเปอร์เซ็นปัญหาต่าง ๆ เราลดลงมาตลอด อันนี้คือสิ่งที่เราตั้งใจทำ”

“ในการประชุมในครั้งนี้ ถือเป็นงานสำคัญระดับประเทศ มีผู้เข้าร่วมจากหลายภาคส่วน ทุกกระทรวง ทบวง กรม และหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งนักวิชาการ ผู้กำหนดนโยบาย หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน และภาคท้องถิ่น รวมถึงเสียงสะท้อนจากพื้นที่จริงทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ ซึ่งสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่าปัญหาฝุ่น PM2.5 เป็นผลลัพธ์ของระบบที่ซับซ้อน และไม่สามารถแก้ไขได้โดยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกหน่วยงาน ทุกภาคส่วน เพื่อขับเคลื่อนนโยบายและมาตรการเชิงระบบ ที่ทำให้การจัดการมลพิษทางอากาศเกิดผลเป็นรูปธรรม”


โดยสาระสำคัญจากเวทีสะท้อนความจำเป็นที่ภาครัฐต้องมี เครื่องมือเชิงนโยบายที่ครบถ้วน ทั้งด้านกฎหมายและเศรษฐศาสตร์ เพื่อแก้ปัญหา PM2.5 อย่างจริงจังในระยะยาว โดยเฉพาะการผลักดัน พระราชบัญญัติอากาศสะอาดเพื่อสุขภาพ ให้เกิดความต่อเนื่อง แม้ในบริบททางการเมืองจะเปลี่ยนแปลง

รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้กล่าวถึง พระราชบัญญัติอากาศสะอาดเพื่อสุขภาพ (ร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด) และฝากถึงนายกรัฐมนตรีคนต่อไป ว่า
“ผมอยากฝากถึงนายกรัฐมนตรีคนต่อไป ซึ่งจะเป็นใครก็ไม่รู้ ต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ด้วย เราอย่าเอาเรื่อง PM2.5 มาเป็นการเมือง แต่เราต้องเอามาเป็นวาระของประเทศ เป็นวาระแห่งชาติ เป็นวาระของคนไทยทุกคนที่จะช่วยกันจัดการแก้ไขปัญหา” นายสุชาติ ชมกลิ่น กล่าว
ด้าน ประธานสภาลมหายใจกรุงเทพฯ ได้แสดงความคิดเห็นต่อว่า แม้ประเทศไทยจะมีข้อมูล งานวิจัย และบทเรียนจากพื้นที่จำนวนมากแล้ว แต่ความท้าทายสำคัญคือการทำให้ข้อเสนอและองค์ความรู้เหล่านั้นถูกนำไปใช้ต่อเนื่องในเชิงนโยบาย โดยเฉพาะในช่วงหลังการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ภาคการเมืองควรรับช่วงต่อและขับเคลื่อนวาระอากาศสะอาดอย่างจริงจัง เพื่อให้การแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ไม่ต้องเริ่มต้นนับ 1 ใหม่

“เราเชื่อมั่นว่าสิ่งที่เราร่วมกันเดินมาในหลายเวที จาก เวที "Thailand National PM 2.5 Forum ครั้งที่ 1" ที่เชียงใหม่ สู่เวทีปีนี้ที่กรุงเทพมหานคร และปีหน้าเราจะไปในภาคอีสาน ความหวังในวันที่ยังไม่มีกฏหมายอากาศสะอาด เราหวังว่าเรื่องนี้จะสามารถถูกปลุกชีพฟื้นขึ้นได้ เวทีนี้จะมีตัวแทนจากภาคการเมืองที่กำลังรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง และภาคประชาสังคมขึ้นมาสนทนากันบนเวที เพื่อจะบอกว่าเรามีความสามารถ และมีความพร้อมที่จะชุบชีวิตร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ให้กลับขึ้นมาทำงานต่อไปได้โดยไม่ต้องกลับไปเริ่มต้นนับ 1 ใหม่”

ตัวอย่างจากหน่วยงานที่ลงมือทำงานจริง
ร่วมออกแบบทางออกแก้ฝุ่น PM2.5
***กรุงเทพมหาคร โมเดลสู่เมืองปลอดฝุ่น

นาย พรพรหม ณ.ส. วิกิตเศรษฐ์ ที่ปรึกษาผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวถึงแนวคิด “มหานครอากาศดี โมเดลสู่เมืองปลอดฝุ่น” ว่า แม้กรุงเทพฯ จะเป็นหนึ่งในเมืองท่องเที่ยวยอดนิยมของโลก แต่ด้านความน่าอยู่อาศัยยังอยู่ในอันดับที่ 98 สะท้อนความท้าทายสำคัญที่เมืองต้องเร่งยกระดับ โดยวิสัยทัศน์ของ รองศาสตราจารย์ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร คือการทำให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่น่าอยู่สำหรับทุกคน ซึ่งหมายถึงสิ่งแวดล้อมที่ดี น้ำสะอาด การจัดการขยะที่มีประสิทธิภาพ และอากาศที่สะอาด เพราะอากาศไม่ใช่เรื่องของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของทุกคนที่ต้องหายใจร่วมกัน

“ข้อมูลสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ชี้ให้เห็นแนวโน้มที่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน ทั้งจำนวนวันที่เกินค่ามาตรฐาน ค่าเฉลี่ยฝุ่น และจำนวนจุดเผาในพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออกที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยพบว่า 1-18 มกราคม 2568 เทียบกับ 1-18 มกราคม 2569 จำนวนวันที่เกินมาตรฐาน (37.5 มคก./ลบ.ม.) จาก 12 วัน เหลือ 6 วัน ลดลง 50% ค่าเฉลี่ยฝุ่น PM2.5 43.9 มคก./ลบ.ม. ลดลงเหลือ 36.6 มคก./ลบ.ม. คิดเป็น 17% และจุดเผา (ภาคกลาง-ภาคตะวันออก) จาก 2,965 จุด ลดลงเหลือ 1,606 จุด คิดเป็น 46% อย่างไรก็ตามแม้ว่าตัวเลขจะลดลง แต่ปัญหายังไม่หมดไป และจำเป็นต้องเดินหน้ามาตรการอย่างต่อเนื่อง”

นาย พรพรหม ณ.ส. วิกิตเศรษฐ์ ที่ปรึกษาผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
“กรุงเทพมหานคร จึงขับเคลื่อนการจัดการฝุ่นด้วยแนวทางเชิงระบบ เริ่มจากการทำความเข้าใจต้นตอของปัญหาโดยอาศัยข้อมูลวิทยาศาสตร์ เช่น การวิเคราะห์องค์ประกอบฝุ่น (DNA ของฝุ่น) เพื่อแยกแหล่งกำเนิดจากยานพาหนะและการเผาชีวมวล ควบคู่กับการทำงานร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยาในการประเมินสภาพอากาศและการระบายอากาศแบบรายชั่วโมง”

“นอกจากนี้ ยังมีการลงพื้นที่ร่วมกับจังหวัดรอบกรุงเทพฯ เพื่อเข้าใจปัจจัยเชิงพื้นที่ของการเผาในภาคเกษตร และบูรณาการทรัพยากรเพื่อแก้ปัญหาอย่างตรงจุด ควบคู่กับการประสานงานภายในกรุงเทพมหานครทุกหน่วยงาน ตั้งแต่สิ่งแวดล้อม สาธารณสุข การศึกษา การแพทย์ ไปจนถึงการส่งเสริมขนส่งสาธารณะ ทางเท้า ทางจักรยาน และพื้นที่ปลอดฝุ่น”

“โดยการทำงานยังเชื่อมโยงกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และนานาชาติ ทั้งการตรวจควันดำ การพยากรณ์ฝุ่นล่วงหน้า การจัดการโรงงาน การแจ้งเตือนประชาชน การกำหนดเขตมลพิษต่ำ (LEZ) การยกระดับกฎหมาย มาตรฐานควันดำ เทคโนโลยีตรวจวัด และการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนเพื่อสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนร่วมลด PM2.5 ผ่านมาตรการ Work from Home โครงการ Green List Plus (รถคันนี้ลดฝุ่น) ส่งเสริมการบำรุงรักษารถยนต์ (เปลี่ยนน้ำมันเครื่อง/ไส้กรอง) และการเพิ่มพื้นที่สีเขียว เป็นต้น”

โดยทั้งหมดนี้สะท้อนว่า “มหานครอากาศดี” ไม่ใช่เป้าหมายที่ทำได้โดยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง หากแต่ต้องอาศัยการใช้ข้อมูลชุดเดียวกัน การพูดภาษาเดียวกัน และการร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อขับเคลื่อนกรุงเทพฯ สู่เมืองปลอดฝุ่นและน่าอยู่อย่างยั่งยืน

*** ขับเคลื่อนอากาศสะอาดด้วยวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม
ศาสตราจารย์วิษณุ มีอยู่ รองผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (สกสว.) ชี้ว่า ปัญหา PM2.5 ไม่ใช่เพียงมลพิษทางอากาศ แต่เป็นวิกฤตระดับชาติที่กระทบทั้งสุขภาพ เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ จึงจำเป็นต้องแก้ไขด้วยแนวทางเชิงระบบ โดยใช้วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อน

“สกสว. ทำหน้าที่บริหารกองทุน ววน. ภายใต้นโยบายของสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ โดยยึดแนวคิด “SRI for ALL” คือการนำองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ไปใช้แก้ปัญหาและพัฒนาประเทศ โดยเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วน ทั้งนักวิชาการ ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และภาคประชาชน มีส่วนร่วม และให้องค์ความรู้เหล่านี้ถูกนำไปใช้ประโยชน์จริง ไม่หยุดอยู่เพียงงานวิชาการ”

ศาสตราจารย์วิษณุ มีอยู่ รองผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (สกสว.)
“การขับเคลื่อนของ สกสว. ใช้ยุทธศาสตร์ SILK เพื่อสานพลังเครือข่ายอย่างไร้รอยต่อ ตั้งแต่การเชื่อมโยงพันธมิตร การยกระดับระบบ ววน. ด้วยเทคโนโลยีและ AI การลงทุนในเทคโนโลยีเชิงลึก ไปจนถึงการจัดการองค์ความรู้ให้เข้าถึงได้ทุกภาคส่วน เพราะมองว่าวิทยาศาสตร์เป็นของทุกคน”

สำหรับการแก้ปัญหา PM2.5 สกสว. ดำเนินงานผ่านแผน P24 โดยบูรณาการความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน ทั้ง สสส. กรมควบคุมมลพิษ หน่วยงานรัฐ มหาวิทยาลัย ภาคประชาสังคม และพื้นที่ระดับจังหวัด ครอบคลุมการลดการเผาในภาคเกษตรและป่าไม้ การจัดการไฟป่า การควบคุมมลพิษจากคมนาคมในเมือง การรับมือฝุ่นข้ามแดน และการพัฒนาฐานข้อมูลกลางเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบาย โดยงานวิจัยและนวัตกรรมถูกนำไปใช้จริงในหลายมิติ ตั้งแต่เทคโนโลยีตรวจวัดฝุ่น ดาวเทียม เซนเซอร์ ระบบ Big Data แบบจำลองพยากรณ์ ไปจนถึงนวัตกรรมด้านสุขภาพ ห้องปลอดฝุ่น เครื่องกรองอากาศ มาตรการทางเศรษฐศาสตร์ นโยบายสาธารณะ และกลไกความร่วมมือข้ามพรมแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน

“ตัวอย่างผลงานวิจัยและนวัตกรรมในประเด็น PM2.5 ได้แก่ ด้านการจำแนกและติดตามฝุ่น เรามี Sensor ตรวจวัด และติดตามค่าฝุ่น สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.), Sensor จิ๋ววัดฝุ่น สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.), ดาวเทียมตรวจฝุ่น (GISTDA) ร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และหน่วยงานจังหวัด 17 จังหวัด”

“งานวิจัยด้านการป้องกัน/จัดการฝุ่น อาทิ ห้องปลอดฝุ่น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) เครื่องกรองฝุ่น (สวทช.), เครื่องบำบัดและค่าเชื้อภายในอาคาร สวทช. และมหาวิทยาลัยล้านนา, PM Cleanser สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง, เครื่องกำจัดฝุ่น (มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) ฯลฯ

งานวิจัยทางด้านนโยบาย เช่น นโยบายรับซื้ออ้อย 
สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.), ประเมินผลกระทบและความเป็นไปได้ของนโยบายและมาตรการ/การนำข้อเสนอไปสู่แผนการปฏิบัติ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และกรมควบคุมมลพิษ เป็นต้น

*** แพลตฟอร์ม Envi Link เชื่อมข้อมูลสิ่งแวดล้อม ขับเคลื่อนการแก้ปัญหา PM2.5
ดร.สุนทรีย์ ส่งเสริม รองผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI ได้กล่าวถึง ภารกิจของ BDI ในเรื่องแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ว่า ทาง BDI ได้มีโครงการแพลตฟอร์มเชื่อมโยงข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม (Envi Link) โดยเริ่มต้นจากการสนับสนุนการขับเคลื่อนร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด และขยายผลครอบคลุมข้อมูลสิ่งแวดล้อมในหลายมิติ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ปัจจุบันสามารถเชื่อมโยงได้มากกว่า 200 ชุดข้อมูล จาก 78 หน่วยงาน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ท้องถิ่น และภาคประชาสังคม โดยพัฒนา Data Catalog ซึ่งเปรียบเสมือนสมุดหน้าเหลืองของข้อมูล ช่วยให้ผู้ใช้งานทราบว่าใครมีข้อมูลอะไร และสามารถเชื่อมต่อไปยังแหล่งข้อมูลต้นทางได้โดยตรง พร้อมทั้งส่งเสริมการใช้มาตรฐานข้อมูล เพื่อให้การแลกเปลี่ยนข้อมูลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่กระทบต่อระบบเดิมของแต่ละหน่วยงาน

ดร.สุนทรีย์ ส่งเสริม รองผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI
“Envi Link เป็นแพลตฟอร์มเชื่อมโยงข้อมูลสิ่งแวดล้อมเพื่อสนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยรวบรวมข้อมูลเรื่องคุณภาพอากาศ ข้อมูลสภาพอากาศ ข้อมูลจุดเผาไหม้จากภาพถ่ายดาวเทียม ข้อมูลขอบเขตพื้นที่ตามกฎหมาย รวมถึงข้อมูลด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม เพื่อเป็นประโยชน์ให้กับภาคประชาชนและองค์กรต่าง ๆ โดยสามารถเข้าถึงข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม และตัวอย่างการบูรณาการข้อมูลที่เข้าใจง่าย เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม โดย BDI พร้อมทำหน้าที่ในการจัดเตรียมข้อมูลที่มีคุณภาพ เพื่อเป็นฐานสนับสนุนการตัดสินใจของหน่วยงานที่มีภารกิจหลัก สู่การวางนโยบายได้อย่างแม่นยำ เพื่อขับเคลื่อนประเทศด้วยข้อมูลอย่างมีทิศทางและยั่งยืน สามารถเข้าไปดูเพิ่มเติมได้ที่ envilink.go.th”

*** GISTDA ใช้เทคโนโลยีอวกาศ–ดาวเทียม ลด PM2.5 อย่างตรงจุด
คุณ กานดาศรี ลิมปาคม รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ได้กล่าวว่า ทาง GISTDA ได้นำเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการนำข้อมูลจากอวกาศ ข้อมูลจากดาวเทียม รวมถึงข้อมูลเชิงพื้นที่ต่าง ๆ มาใช้ ซึ่งในเรื่องอากาศ เรื่องฝุ่น มลพิษทางอากาศ ข้อมูลที่ GISTDA มี สามารถช่วยสนับสนุนการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ นี้ได้ แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม 1. เรื่องข้อมูลสนับสนุนการแก้ปัญหาจากต้นเหตุ ต้นกำเนิด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องไฟ พื้นที่ป่า พื่้นที่เกษตร 2. การมอนิเตอร์สิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ เช่น ปริมาณของฝุ่น ปริมาณของมลพิษทางอากาศ

“จุดเด่นของดาวเทียม คือความสามารถในการมองเห็นสิ่งที่สายตามนุษย์ไม่สามารถมองเห็นได้ เช่น ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 โดย GISTDA ได้ใช้ดาวเทียม 2 ประเภท ได้แก่ ดาวเทียมที่โคจรรอบโลกและดาวเทียมค้างฟ้า ในการตรวจจับจุดความร้อน (Hotspot) เพื่อบ่งชี้การเกิดไฟหรือการเผาไหม้ พร้อมติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่องด้วยการรับสัญญาณและประมวลผลข้อมูลด้วยตนเอง ทำให้สามารถนำข้อมูลไปใช้ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ”
“นอกจากนี้ เพื่อทำให้แก้ปัญหาได้ดีขึ้น เข้าใจพฤติกรรมของไฟได้ดีมากขึ้น เห็นพื้นที่การเกิดสถานการณ์เผาไหม้ได้ชัดเจนมากขึ้น GISTDA มีดาวเทียม THEOS-2 ที่มีความละเอียดสูง ที่นอกเหนือจากการมองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้น เรายังนำข้อมูลมาใช้เพื่อป้องกันหรือคาดการณ์ได้ว่าพื้นที่เกษตรในประเทศไทยที่มีความเสี่ยง ที่ไหนบ้างมีโอกาสเกิดการเผา พื้นที่นั้นเก็บเกี่ยวแล้วหรือยัง ซึ่งจะบ่งบอกให้เห็นว่าพื้นที่ไหนมีความเสี่ยงที่จะเกิดการเผา เพื่อที่จะทำให้เราสามารถเข้าไปแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด”

ขณะเดียวกัน GISTDA ยังพัฒนาแอปพลิเคชัน “เช็คฝุ่น” เพื่อตรวจสอบคุณภาพอากาศ เพื่อให้ประชาชนสามารถนำข้อมูลไปใช้ประกอบการตัดสินใจและดูแลสุขภาพของตนเองในสถานการณ์ฝุ่น พร้อมทำงานร่วมกับคณะกรรมการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ หน่วยงานด้านการเกษตร และแผนบูรณาการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนพระราชบัญญัติอากาศสะอาดให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

คุณ กานดาศรี ลิมปาคม รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA
คุณกานดาศรี ยังกล่าวอีกว่า GISTDA ให้ความสำคัญกับการทำความเข้าใจพฤติกรรมของฝุ่นและอากาศอย่างต่อเนื่อง ผ่านความร่วมมือกับนานาชาติ อาทิ โครงการ ASIA-AQ (Airborne and Satellite Investigation of Asian Air Quality) ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง NASA, GISTDA และหน่วยงานไทยอื่น ๆ การใช้ดาวเทียม GEMS ร่วมมือกับประเทศเกาหลีใต้ ตลอดจนความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยและนักวิชาการในประเทศไทย เพื่อสนับสนุนการกำหนดนโยบายด้านอากาศของประเทศและภูมิภาคอย่างยั่งยืน

ด้าน ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม กล่าวเสริมว่า “สสส. ให้ความสำคัญกับการทำงาน ณ พื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นกรมป่าไม้ ภาคเกษตร ฯลฯ โดยได้มีการสนับสนุนการใช้ข้อมูลและนวัตกรรมมาแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 โดยเชื่อมข้อมูลดาวเทียมจาก GISTDA เพื่อให้สภาลมหายใจฯ วิเคราะห์จุดความร้อนและพื้นที่เผาไหม้ รวมถึงทิศทางลมทำให้เห็นต้นทางและปลายทางที่จะได้รับผลกระทบ โดยสภาลมหายใจมีทีมวิชาการ จึงสามารถวิเคราะห์ว่าเกิดอะไรขึ้นอยู่กับพื้นที่ เช่น เผาไหม้ซ้ำเดิม บางพื้นที่ต้องการการจัดการแบบเฉพาะเจาะจง ซึ่งในแต่ละพื้นที่มีแหล่งกำเนิดต่างกัน การมีเทคโนโลยีชั้นสูง จะทำให้ประเทศไทยได้เปรียบ สามารถนำมาวิเคราะห์เชิงลึกได้”

ทั้งนี้ในช่วงปี 2567-2568 เกิดพื้นที่นำร่อง ได้แก่ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน อ.ไทรโยค อ.ศรีสวัสดิ์ จ.กาญจนบุรี เมื่อพบปัญหาการเผาไหม้ ก็จะบูรณาการคนทำงานในพื้นที่ในการเข้าไปดับไฟป่า ติดตามป้องกันการเผาทางการเกษตร โดยพบว่าสามารถลดพื้นที่ในการเผาลงได้ 20% และลดฝุ่นในพื้นที่ลงได้ 10% โดยปีนี้จะมีการขับเคลื่อนขยายต่อในอีก 6 จังหวัดภาคเหนือตอนบน ได้แก่ เชียงราย แพร่ น่าน พะเยา ลำพูน และลำปาง

“การประชุมครั้งนี้ เกิดขึ้นจากความร่วมมือของหน่วยงานภาคีหลักจำนวนมาก ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันวิชาการ องค์กรภาคประชาชน ภาคีเครือข่ายทั่วประเทศ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงพลังความร่วมมือและความมุ่งมั่นร่วมกันในการแก้ปัญหามลพิษทางอากาศของประเทศไทยอย่างจริงจัง ผมเชื่อมั่นว่าการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ของพื้นที่ และข้อเสนอเชิงนโยบายจากเวทีแห่งนี้ จะนำไปสู่การแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ให้เป็นรูปธรรมจับต้องได้ และมีความยั่งยืนในระยะยาว ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม กล่าวทิ้งท้าย











กำลังโหลดความคิดเห็น