xs
xsm
sm
md
lg

เจาะลึก ‘KidBright Net’ เฟส 2 เมื่อข้อมูลสภาพอากาศและฝุ่น PM 2.5 กลายเป็นห้องเรียนเสมือนจริง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ในยุคที่ข้อมูลกลายเป็นขุมทรัพย์ใหม่ของโลก การเรียนการสอนวิชาวิทยาการข้อมูล หรือ Data Science ในระดับมัธยมศึกษาจึงเป็นเรื่องที่ไม่อาจมองข้าม แต่ปัญหาคลาสสิกที่โรงเรียนส่วนมากต้องเผชิญ คือการเรียนรู้มักเกิดขึ้นบนชุดข้อมูลสมมติ หรือข้อมูลไกลตัวที่ไม่ได้มีความเชื่อมโยงกับบริบทของนักเรียน ทำให้การเรียนรู้ขาดรสชาติ และขาดความรู้สึกร่วมการจะมีข้อมูลจริงที่เกิดขึ้นภายในรั้วโรงเรียนเพื่อให้นักเรียนได้สัมผัส ตั้งโจทย์ และแก้ไขปัญหาจริงๆ นั้นต้องอาศัยโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีที่ซับซ้อนและมีราคาสูง ซึ่งไม่ใช่ทุกโรงเรียนจะเข้าถึงได้

นี่จึงเป็นที่มาของโครงการวิจัยน้ำดีอย่าง "โครงการโครงข่ายการสื่อสารเพื่อการศึกษา (KidBright Net)" ภายใต้การสนับสนุนทุนจากกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ (กทปส.) ซึ่งปัจจุบันได้เดินทางมาถึงระยะที่ 2

หัวใจสำคัญของ KidBright Net ไม่ใช่เพียงแค่การนำอุปกรณ์ไปติดตั้ง แต่คือการสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ที่ครบวงจร นายอนุชิต ลีลายุทธ์โท หัวหน้าโครงการ KidBright Net จากเนคเทค (NECTEC) เปิดเผยถึงเบื้องหลังการพัฒนา "อุตุน้อย" หรือสถานีวัดสภาพอากาศอัจฉริยะ ที่กำลังจะเปลี่ยนสนามหญ้าและหลังคาโรงเรียนให้กลายเป็นแหล่งข้อมูล Big Data ขนาดย่อม

โครงการนี้ คือการนำงานวิจัยมาสร้างเป็นต้นแบบอุปกรณ์วัดสภาพอากาศที่ทำงานผ่านระบบเซ็นเซอร์ เพื่อตรวจวัดความเร็วลม ทิศทางลม ปริมาณน้ำฝน อุณหภูมิ และความชื้น แล้วส่งข้อมูลผ่านเทคโนโลยีสื่อสารไร้สายระยะไกลที่ใช้พลังงานต่ำอย่าง LoRa (Long Range) ไปยังเกตเวย์ เพื่อขึ้นไปเก็บบนระบบคลาวด์ สิ่งที่น่าสนใจคือพลังงานที่ใช้ขับเคลื่อนระบบทั้งหมดมาจากโซลาร์เซลล์ ทำให้ติดตั้งได้ทุกจุดในโรงเรียน โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการเดินสายไฟ

"ปกติแล้ว วิชาวิทยาการข้อมูล เวลาคุณครูในโรงเรียนเขาจัดการเรียนการสอน จุดเริ่มต้นเราจะต้องมีข้อมูลก่อน เพื่อเอาข้อมูลนำเข้ามาประกอบการเรียนการสอน ซึ่งข้อมูลจะนำเข้ามาจากแหล่งอื่น ที่ไม่ได้เก็บรวบรวมเอง ทางทีมวิจัยมีความตั้งใจที่ ให้คุณครูมีอุปกรณ์หรือโครงข่ายที่จะเก็บข้อมูลภายในโรงเรียนเอง เพื่อให้สัมพันธ์กับโจทย์ที่นักเรียนเข้ามาเรียนในห้องเรียน จะได้มีแรงกระตุ้นให้เด็กๆ ช่วยกันคิดโจทย์ เพื่อที่จะเอามาให้เป็นประโยชน์กันในโรงเรียน เพราะถ้าได้ข้อมูลภายใน เช่น สภาพอากาศในโรงเรียน อาจจะเกิดโจทย์ที่เด็กคิดขึ้นมาเพื่อประกอบการเรียนรู้ ผลลัพธ์คือมีประโยชน์กับโรงเรียนโดยตรง”

จากความสำเร็จในระยะที่ 1 (ปี 2566-2567) ได้นำร่องติดตั้งไปแล้ว 30 โรงเรียน ครอบคลุม 17 จังหวัด ในระยะที่ 2 นี้ (ปี 2568-2569) ทีมวิจัยตั้งเป้าหมายที่ท้าทายยิ่งขึ้น ด้วยการขยายผลไปยังอีก 60 โรงเรียน โดยเน้นเจาะจงไปที่จังหวัดใหม่ที่ยังไม่เคยเข้าร่วม เพื่อให้โครงข่าย KidBright Net ครอบคลุมครบทุกจังหวัดทั่วประเทศไทย ไฮไลต์สำคัญของการอัปเกรดในเฟสนี้คือการเพิ่ม "เซ็นเซอร์วัดฝุ่น PM 2.5" เข้าไปในสถานีวัดอากาศ ซึ่งเป็นการตอบโจทย์สถานการณ์จริงที่โรงเรียนทั่วประเทศต้องเผชิญ

อนุชิตอธิบายว่าเดิมทีโรงเรียนในกรุงเทพฯ ครูต้องคอยเดินไปจดค่าฝุ่นจากเครื่องวัดเพื่อมาชักธงสีแจ้งเตือนหน้าเสาธง หากมีระบบอัตโนมัติ จะช่วยลดภาระครูและทำให้ข้อมูลมีความแม่นยำรวดเร็วแบบเรียลไทม์ ในเชิงเทคนิค ความน่าทึ่งของ KidBright Net ระยะที่ 2 คือการที่ทีมวิจัยตัดสินใจ "พัฒนาอุปกรณ์เกตเวย์ขึ้นเอง" แทนการใช้อุปกรณ์สำเร็จรูปจากต่างประเทศ นี่คือจุดตัดที่แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์เรื่องความยั่งยืน เพราะปัญหาของอุปกรณ์ IoT ในตลาดคือการตกรุ่นเร็ว และเลิกผลิตตามกลไกตลาด ซึ่งจะกลายเป็นภาระของโรงเรียนในอนาคต การพัฒนาฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์เองทั้งหมดโดยทีมวิจัยไทย ทำให้ดูแลซ่อมแซมได้ง่าย ปรับเปลี่ยนฟีเจอร์ได้ตามต้องการ และที่สำคัญคือการออกแบบ User Interface (UI) ให้เป็นมิตรกับผู้ใช้งานสูงสุด

"ในระยะที่หนึ่ง เราใช้อุปกรณ์เกตเวย์ที่เราซื้อสำเร็จรูปมา หน้าจอที่จะเข้าไปตั้งค่ามีมาก 6-7 หน้า แต่ละหน้าก็จะมีการตั้งค่าซับซ้อน พอระยะที่ 2 เราออกแบบอุปกรณ์ตัวเกตเวย์เอง เอาสิ่งที่จำเป็นต้องตั้งค่า มาไว้ในหน้าเดียว คือจะมีเฉพาะที่คุณครูจำเป็นต้องตั้ง หรือต้องรู้ อะไรที่ไม่เกี่ยวข้อง เราก็จะไม่เอาเข้ามา”

การออกแบบที่เน้นผู้ใช้งานเป็นศูนย์กลาง ช่วยลดกำแพงทางเทคโนโลยีให้แก่คุณครูได้อย่างมหาศาล อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่ยังคงอยู่คือเรื่องความเสถียรของอินเทอร์เน็ตภายในโรงเรียน โดยเฉพาะในช่วงปิดเทอมที่โรงเรียนอาจมีการปิดระบบเน็ตเวิร์ก ทำให้ข้อมูลขาดตอน ซึ่งในจุดนี้โรงเรียนที่มีความพร้อมอาจต้องลงทุนอุปกรณ์กระจายสัญญาณเพิ่มเติมเพื่อให้ระบบทำงานได้ต่อเนื่อง

การก้าวเข้าสู่ระยะที่ 2 ของ KidBright Net จึงไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มจำนวนอุปกรณ์ แต่เป็นการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทางปัญญาให้แข็งแกร่งด้วยนวัตกรรมฝีมือคนไทย เพื่อให้เด็กไทยได้เรียนรู้จาก "ความจริง" ที่อยู่รอบตัว และเติบโตไปพร้อมกับทักษะการใช้ข้อมูลที่จำเป็นอย่างยิ่งในโลกอนาคต








กำลังโหลดความคิดเห็น