นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานสภาลมหายใจกรุงเทพฯ กล่าวภายหลังพิธีปิดการประชุมระดับชาติเรื่อง มลพิษทางอากาศ PM2.5 ครั้งที่ 2 (2nd Thailand National PM2.5 Forum) จัดโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และภาคีเครือข่าย ว่า การประชุมครั้งนี้ มีเป้าหมายร่วมกันในการ “เปลี่ยนระบบ เชื่อมข้อมูล และขับเคลื่อนอากาศสะอาดอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน” โดยภาคีเครือข่ายเห็นพ้องร่วมกันประกาศ 8 ข้อเสนอเชิงนโยบายและมาตรการสำคัญ
นายวีระศักดิ์ กล่าวว่า หนึ่ง เปลี่ยนการแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 จากการรับมือวิกฤตเฉพาะหน้า สู่การจัดการเชิงระบบตั้งแต่ต้น กลางทาง และปลายทาง ทั้งด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของประชาชน สอง ยกระดับ “ข้อมูล” เพื่อบูรณาการและใช้ประโยชน์อย่างเต็มศักยภาพ ปรับใช้ข้อมูลจากรายงานย้อนหลังสู่การคาดการณ์ ป้องกัน และจัดการปัญหาตั้งแต่ต้นทาง โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงต่อการเผาในภาคเกษตรและป่าไม้ สาม สร้างกลไกการทำงานข้ามหน่วยงาน พร้อมระบบติดตามและประเมินผลที่ชัดเจนโปร่งใส เพื่อสะท้อนผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง สี่ กระจายอำนาจการจัดการไฟป่าและฝุ่น โดยกำหนดบทบาทและความรับผิดชอบร่วมกันของรัฐ ท้องถิ่น ภาควิชาการ และภาคเอกชน โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่การผลิต ต้องรับผิดชอบผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อม
นายวีระศักดิ์กล่าวต่อว่า ห้า ปฏิรูประบบการเกษตรและการจัดการไฟ เพื่อลดการพึ่งพาการเผา ส่งเสริมเทคโนโลยีทางเลือก การจัดการเศษวัสดุทางการเกษตร และมาตรการทางเศรษฐกิจช่วยเกษตรกรไม่ต้องเผาพร้อมแยกประเภทของไฟ เพื่อการจัดการที่เหมาะสมและเป็นธรรม หก ยกระดับมาตรฐานคุณภาพอากาศและการคุ้มครองสุขภาพประชาชน พร้อมผลักดันให้ “ห้องปลอดฝุ่น” เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุข โดยเฉพาะในศูนย์เด็กเล็ก โรงเรียน และอาคารสาธารณะ เจ็ด เสริมความโปร่งใสและการมีส่วนร่วม ผ่านระบบข้อมูลเปิดและการเข้าถึงของประชาชน โดยพัฒนาระบบข้อมูลเปิด (Open Data) ที่จำเป็นต่อการแก้ไขมลพิษอากาศ อาทิ ข้อมูลฝุ่น มลพิษ งบประมาณ และผลการดำเนินงาน เพื่อทุกภาคส่วนสามารถเข้าถึง ตรวจสอบ และร่วมประเมินประสิทธิภาพนโยบายได้อย่างต่อเนื่อง และ แปด ขับเคลื่อนความร่วมมือข้ามพรมแดน ด้วยข้อมูลที่เท่าเทียม โปร่งใส เข้าถึงได้ พร้อมมาตรการด้านเศรษฐศาสตร์ กฎหมาย สังคม และสิ่งแวดล้อมที่คำนึงถึงวิถีชีวิตของประชาชนทุกพื้นที่ ให้เกิดความยั่งยืนและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
“ข้อเสนอทั้งหมดคือสัญญาณเตือนว่า ไทยไม่สามารถรอได้อีกต่อไปกับปัญหา PM2.5 ที่คร่าชีวิต บั่นทอนสุขภาพ และทำลายอนาคตของเด็กและคนรุ่นต่อไปทุกปี วันนี้เรามีข้อมูล มีความพร้อม มีบทเรียนที่ชัดเจน และมีทางออกอยู่แล้ว สิ่งที่ขาดไม่ใช่ความรู้ แต่คือการตัดสินใจและการลงมือทำอย่างจริงจัง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ต้องไม่เป็นเพียงนโยบายในฤดูเลือกตั้ง แต่ต้องเป็นพันธกิจของรัฐบาลและรัฐสภาในทุกวัน เพื่อคุ้มครองสิทธิพื้นฐานของประชาชนในการมีอากาศที่สะอาดอย่างแท้จริง” นายวีระศักดิ์กล่าว


