บุหรี่ไฟฟ้า ถือเป็นภัยร้ายหนึ่งที่หลายคนยังมีความเข้าใจผิด ๆ ว่าอันตรายน้อยกว่าบุหรี่มวน ทั้งที่ความจริงแล้วกลับมีพิษภัยไม่แตกต่างกันเลย ซึ่งปัจจุบันถูกออกแบบให้ดูน่าใช้ ด้วยสีสันสดใสและรูปลักษณ์ทันสมัย เช่น แบบทอยพอด (Toy Pod) ที่มาพร้อมกลิ่นและรสชาติหอมหวาน จึงยิ่งดึงดูดใจและเข้าถึงกลุ่มเด็ก เยาวชน ผู้หญิง หรือแม้แต่กลุ่ม LGBTQIA+ ได้ง่าย และนอกจากความอันตรายที่ส่งผลต่อสุขภาพกายและใจแล้ว การสูบบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า ยังทำลายคุณภาพชีวิต รวมถึงความมั่นคงทางด้านการเงินในระยะยาวได้อีกด้วย
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จึงได้ร่วมกับคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เผยแพร่ผลการศึกษาและรับฟังความคิดเห็น เรื่อง “การศึกษาสถานการณ์ค่าใช้จ่ายในการสูบบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า รวมถึงพฤติกรรมการสูบของกลุ่มผู้สูบในประเทศไทย ด้วยแบบจำลองทางเศรษฐมิติ” ทั้งนี้เพื่อร่วมกันหาทางออก เดินหน้าขับเคลื่อนสังคมไทยปลอดบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า
สสส.-คณะเศรษฐศาสตร์ มธ. เปิดผลวิจัยเชิงลึก ใช้เศรษฐมิติถอดรหัสพฤติกรรมสูบบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าคนไทย
ดร.ไพโรจน์ เสาน่วม รองผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้กล่าวถึงงานวิจัยเรื่อง “การศึกษาสถานการณ์ค่าใช้จ่ายในการสูบบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า รวมถึงพฤติกรรมการสูบของกลุ่มผู้สูบในประเทศไทย ด้วยแบบจำลองทางเศรษฐมิติ” ว่า สสส. ได้สนับสนุนทีมวิจัยคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศึกษาวิจัยสถานการณ์ค่าใช้จ่ายในการสูบบุหรี่/บุหรี่ไฟฟ้า และพฤติกรรมการสูบของคนไทย 6 ภูมิภาค ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก ภาคตะวันตก ภาคใต้ กรุงเทพฯ และปริมณฑล ทั้งหมด 19 จังหวัด โดยที่ผ่านมา สสส. ได้ดำเนินการและขับเคลื่อนเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าผ่านการให้ความรู้ ความเข้าใจ และงานเชิงวิชาการมาอย่างต่อเนื่อง
“สสส. ได้ทำงานร่วมกันกับทีมวิจัยคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่จะมาลงรายละเอียดเชิงลึกของการสูบบุหรี่ไฟฟ้า เรายังมีคำถามที่ยังต้องสืบค้น ทีมวิจัยได้เข้ามาร่วมสำรวจเชิงลึกในเชิงวิชาการ ซึ่งทำให้ทราบถึงพฤติกรรมของเด็กรุ่นใหม่ว่าทำไมเขาถึงสูบบุหรี่ไฟฟ้า มีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่อย่างไร มีช่องทางการซื้อทางไหนบ้าง โดยจากการทำงานที่ผ่านมา สสส. ได้เน้นย้ำถึงความรู้ ความเข้าใจในเชิงวิชาการเป็นพื้นฐาน เราทำงานเชิงวิชาอย่างเข้มแข็ง เข้มข้น ในสถานการณ์ควบคุมยาสูบเราจะเห็นความท้าทาย คือการเข้ามาของบุหรี่ไฟฟ้าที่ปัจจุบันโครงสร้างตลาดยาสูบเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นอีกหนึ่งความท้าทายที่เป็นคู่ขนานกับของเดิม เพราะการสูบบุหรี่มวนก็ยังเป็นปัญหาของประเทศอยู่ พอบุหรี่ไฟฟ้าเข้ามา ก็เป็นสิ่งที่เราจะต้องรวมพลังทำงานร่วมกันทุกภาคส่วน”
รองผู้จัดการกองทุน สสส. ได้กล่าวถึงผลการศึกษาวิจัยต่ออีกว่า ผลการศึกษาแสดงให้เห็นถึงความท้าทายใหม่ ๆ ซึ่งหัวใจหลักสำคัญของการวิจัยครั้งนี้ เป็นการนำแบบจำลองทางเศรษฐมิติ และแนวคิดเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม มาช่วยวิเคราะห์ให้เห็นถึงความยืดหยุ่นของรายได้ และแรงจูงใจที่แตกต่างกันในแต่ละกลุ่มประชากร ทั้งเด็กเยาวชน ผู้ชาย ผู้หญิง และกลุ่ม LGBTQIA+
“อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือการวิเคราะห์ได้ใช้เศรษฐมิติ(Econometrics) มาช่วยดูเชิงลึก ซึ่งถือเป็นเครื่องมือที่ยอมรับในแวดวงวิชาการ และได้นำแนวคิดเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมมาช่วยหาว่าจะใช้มาตรการใดในการสะกิดพฤติกรรม ความร่วมมือคือเราจะนำผลวิจัยเหล่านี้ไปใช้ประโยชน์ต่อในการผลักดันนโยบายควบคุมยาสูบและควบคุมบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งข้อมูลในวิจัยนี้จะทำหน้าที่เสมือนจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญในการต่อยอดการออกแบบชุดนโยบายสุขภาพสาธารณะ โดยมุ่งเน้นแนวคิดการสะกิดพฤติกรรม (Nudge) เพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพสูงสุดในการควบคุมการบริโภคยาสูบของประเทศไทยในอนาคต”
เจาะลึกพฤติกรรมการสูบของคนไทย 19 จังหวัด ทุกภูมิภาค พบเด็กเยาวชน เพศหญิงLGBTQIA+ สูบบุหรี่ไฟฟ้ามากกว่าเพศชาย ผู้สูบ 76.4% ไม่เคยคำนวณค่าใช้จ่าย
ผศ.ดร.วศิน ศิวสฤษดิ์ หัวหน้าโครงการวิจัยฯเผยถึง การศึกษาวิจัยดังกล่าวว่า ได้ทำร่วมกับผศ.ดร.ษิฌา ทับทิมพรรณ์ และ อ.ดร.สัณห์สิรี โฆษินทร์เดชา โดยเป็นการเก็บตัวอย่างจากกลุ่มผู้สูบบุหรี่มวนและบุหรี่ไฟฟ้าในไทย 5,078 คน ประกอบไปด้วย เพศชาย เพศหญิง และ LGBTQIA+ อายุตั้งแต่ 15-60 ปี กระจายทุกภาคของไทย รวม 19 จังหวัด ซึ่งโครงสร้างของแบบสอบถามจะแบ่งออกเป็น 7 ส่วน ได้แก่
- ข้อมูลด้านประชากรศาสตร์ เพื่อจำแนกลักษณะประชากรศาสตร์ของกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ เพศ อายุ การศึกษา รายได้ และขนาดของครอบครัว
- พฤติกรรมการสูบบุหรี่ / บุหรี่ไฟฟ้า และค่าใช้จ่ายของผู้สูบ
- สาเหตุที่สูบบุหรี่ไฟฟ้า
- ความคิดเห็นเกี่ยวกับภาระทางการเงินในการสูบบุหรี่ / บุหรี่ไฟฟ้า
- พฤติกรรม ดื่มเหล้า หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และการใช้สารเสพติด
- ความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า
- พฤติกรรมความต้องการซื้อบุหรี่ / บุหรี่ไฟฟ้า ในเชิงเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม
“จากการศึกษาวิจัย พบว่า บุหรี่ไฟฟ้าเจาะกลุ่มเป้าหมายใหม่ คือกลุ่มเยาวชน 15-20 ปี เป็นผู้สูบถึง 48.95% และผู้หญิง 52.9% สาเหตุหลักที่ทำให้เข้าสู่วงจรการสูบไม่ใช่การติดนิโคติน แต่เป็นรสชาติและกลิ่น รวมถึงการมีภาพลักษณ์ อุปกรณ์ที่ทันสมัย และยังพบอีกว่า กลุ่ม LGBTQIA+ สูบบุหรี่ไฟฟ้ามากกว่าผู้ชาย และประเมินตนเองว่ามีความรู้สูงสุด ยอมรับความเสี่ยงต่อสุขภาพได้มากที่สุด นอกจากนี้ งานวิจัยยังพบอีกว่า การสูบบุหรี่เริ่มต้นมาจากการนำมาใช้เพื่อช่วยคลายเครียด รองลงมาคือ ติดและไม่สามารถเลิกได้ เป็นส่วนหนึ่งของการเข้าสังคม รู้สึกว่าทำให้ดูเท่ คิดว่าสูบน้อยไม่น่าอันตรายต่อสุขภาพ อยากรู้ อยากลอง (ตามลำดับ)”
ทั้งนี้ข้อมูลเชิงลึกด้านทัศนคติ พบว่า กลุ่มที่มีการศึกษาสูง (ระดับปริญญาตรีขึ้นไป) มีความเข้าใจผิดว่าบุหรี่ไฟฟ้าอันตรายน้อยกว่าบุหรี่มวน โดยผู้สูบที่มีพฤติกรรมสูบทันทีภายใน 5 นาทีหลังตื่นนอน สูงถึง 14.6% สะท้อนการเสพติดนิโคตินระดับรุนแรง โดยคนที่มีเพื่อนสูบบุหรี่มีสูงถึง 86.3% และมีคนในครอบครัวสูบบุหรี่มี 46.1% ชี้ให้เห็นว่าสังคมเพื่อนมีอิทธิพลมากกว่าคนในบ้าน
ส่วนการวิเคราะห์ค่าความยืดหยุ่น พบว่าบุหรี่มวนและบุหรี่ไฟฟ้ามีค่าความยืดหยุ่นใกล้เคียงกัน แม้รายได้จะเปลี่ยนไป แต่พฤติกรรมการสูบกลับไม่ค่อยเปลี่ยนแปลง โดยกลุ่มที่สูบทั้งบุหรี่มวนและบุหรี่ไฟฟ้ามีค่าความยืดหยุ่นสูงถึง 0.47 สะท้อนว่าหากคนกลุ่มนี้มีรายได้มากขึ้น จะใช้เงินไปกับการสูบเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว โดยผู้ชายมีค่าใช้จ่ายบุหรี่/บุหรี่ไฟฟ้าเฉลี่ยต่อเดือนสูงสุด 925.56 บาท กลุ่ม LGBTQIA+ อยู่ที่ 847.70 บาท และผู้หญิงมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 697.09 บาท
อย่างไรก็ตาม ‘อคติชอบปัจจุบัน’ (Present Bias) ทำคนไทยเลือกควันมากกว่าสุขภาพและเงินออม จากการวิเคราะห์เชิงลึกทางเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมทำให้ค้นพบว่า อคติทางพฤติกรรมเป็นอุปสรรคสำคัญในการเลิกสูบบุหรี่ ได้แก่ 1.อคติชอบปัจจุบันที่ผู้สูบส่วนใหญ่เห็นแก่ความสุขเล็กน้อยในวันนี้มากกว่าสุขภาพที่ดีในวันข้างหน้า 2. ผู้สูบส่วนใหญ่ 76.4% ไม่เคยประมาณค่าใช้จ่าย ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าผู้สูบส่วนใหญ่ไม่ได้ตระหนักถึงภาระค่าใช้จ่ายระยะยาวที่เกิดขึ้นจากการสูบบุหรี่อย่างแท้จริง ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคสำคัญในการตัดสินใจเลิกสูบในอนาคต และ 3. ผู้สูบรู้สึกเป็นทุกข์จากการไม่ได้สูบถึง 2.5 เท่า ทำให้การตัดสินใจเลิกบุหรี่ทำได้ยาก ซึ่งพบมากสุดในกลุ่มเยาวชน ผศ.ดร.วศิน ศิวสฤษดิ์ กล่าว
4 ทางออก ควบคุมบุหรี่ / บุหรี่ไฟฟ้า
เพิ่มภาษี–ปิดช่องทางขายออนไลน์–สื่อสารเรื่องการเงินระยะยาว-สะกิดพฤติกรรม
ทั้งนี้เพื่อยกระดับข้อเสนอเชิงนโยบาย สู่การปฏิบัติจริง ผ่านกลไกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อขับเคลื่อนการแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม ผศ.ดร.วศิน ศิวสฤษดิ์ ได้ร่วมเสนอ 4 ทางออก ในการแก้ปัญหาบุหรี่ /บุหรี่ไฟฟ้า ดังนี้
ควรใช้มาตรการทางภาษีเพื่อเพิ่มราคาบุหรี่ เนื่องจากค่าความยืดหยุ่นต่อรายได้ต่ำและกลุ่มเยาวชนมีความอ่อนไหวต่อราคา จะส่งผลให้ลดปริมาณการสูบลงได้
มุ่งเป้าไปที่เยาวชนและบุหรี่ไฟฟ้า ต้องมีการบังคับใช้กฎหมายและควบคุมช่องทางการตลาดออนไลน์อย่างเข้มงวด
สื่อสารภาระทางการเงินระยะยาว ควรเน้นย้ำถึงมูลค่าของการประหยัดในระยะยาว ที่จะเกิดขึ้นหากเลิกสูบ แทนการสื่อสารถึงภาระในปัจจุบันซึ่งผู้สูบส่วนใหญ่ไม่รู้สึก
ออกแบบโครงการเลิกสูบโดยใช้แนวคิดเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม ได้แก่ เอาชนะอคติชอบปัจจุบันที่ให้รางวัลหรือแรงจูงใจในการเลิกสูบระยะยาวที่ชัดเจน หรือใช้เครื่องมือผูกมัดตนเอง และการสะกิดพฤติกรรม (Nudge) ตามกลุ่มเป้าหมาย โดยกลุ่มเยาวชนเน้นเรื่องบรรทัดฐานทางสังคม และแรงกดดันจากเพื่อน (Peer Pressure) เช่น สร้างค่านิยม "สูบ = ไม่เท่" หรือ "สูบ = เห็นแก่ตัว", กลุ่มสูบเพราะเครียด สร้างทางลัดทางความคิดใหม่ เช่น "ถึงเครียด ก็ไม่สูบ", กลุ่มสูบแบบเสพติด ใช้เครื่องมือผูกมัดที่เชื่อมโยงกับแรงจูงใจทางการเงินและสังคม และกลุ่มทั่วไป ให้ข้อมูลเพื่อเพิ่มความรอบรู้ด้านสุขภาพ เช่น แคมเปญ "บุหรี่ไฟฟ้า รู้มั้ยว่าร้าย ร้ายจัด...กว่าที่คิด" เพื่อชี้ให้เห็นว่าความเสี่ยงจากการสุบบุหรี่มีมากกว่าที่คิด
“กระบวนการหนึ่งซึ่งมันน่าจะออกแบบในเชิงเศรษฐศาสตร์ที่สะกิดต่อมพฤติกรรมได้ คือ ‘ภาพต้องชัด’ เพราะว่าคนเรามีอคติชอบในปัจจุบันสูง เพราะฉะนั้นการที่ภาพในอนาคตไม่ชัด จะทำให้กลไกของนโยบายอาจจะยังไม่ค่อยมีประสิทธิภาพเท่าที่ควร เราในฐานะนักวิจัย พยายามจะฉายภาพว่า ถ้าเราทำให้เขาเห็นตัวเงินที่เป็นรูปธรรม ที่เขาจะได้รับในวงจรช่วงอายุในการสูบว่ามีเท่าไหร่ แล้วจะช่วยลดภาระเรื่องการเงินได้ในระยะยาว ซึ่งถ้าเราไปสะกิดเขาถูกจุด เขาจะเห็นภาพชัด ภาพนั้นจะฉายขึ้นในหัวชัด เขาจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้ง่ายขึ้น”
“นอกจากนี้เราต้องให้ความรู้ความเข้าใจ ความอันตรายของบุหรี่ / บุหรี่ไฟฟ้า ทั้งต่อตนเองและผู้อื่น ซึ่งตรงนี้ยังมีส่วนสำคัญมาก เราค้นพบข้อเท็จจริงว่า บุหรี่ไฟฟ้าเป็นประตูบานแรกสำหรับเด็กและเยาวชน ซึ่งเหตุผลหลักในการสูบของกลุ่มนี้ คือความเครียดจากการสอบที่จะต้องวัดประเมินผลต่าง ๆ ในเชิงของนโยบาย ถ้าเราเอามาใช้ประโยชน์ ออกแบบกลไกสร้างสังคมที่ทำให้เขารู้สึกว่ามีที่ที่ปลอดภัยสำหรับเขา รู้สึกว่าเขาสามารถที่จะสลัดความเครียดได้โดยที่ไม่นึกถึงบุหรี่ อันนี้ก็น่าจะดีสำหรับกลุ่มเด็กและเยาวชน เพราะว่าจริง ๆ น้อง ๆ หลายคนที่ทำโฟกัสกรุ๊ปก็พูดได้น่าสนใจมาก เขาบอกว่าอาจารย์รู้ไหมว่า ถ้าพวกเขามีกิจกรรมอะไรที่ทำกับเพื่อน ๆ วันนั้นทั้งวันความคิดเรื่องบุหรี่จะไม่อยู่ในหัวเลย ฉะนั้นการรณรงค์ต้องมุ่งเน้นว่าจริง ๆ แล้วความสุขที่ได้จากการสูบมันเป็นความสุขชั่วคราว แต่สิ่งที่จะอยู่ถาวรกับเขาไปตลอดก็คือสุขภาพที่ดี และแน่นอนที่สุดคือเรื่องการเงินที่จะมีความมั่นคงมากขึ้น”
“อีกอย่างคือ กลไกมาตรการภาษีบุหรี่ เชื่อว่าถ้าเราสามารถออกแบบให้เหมาะสมได้ น่าจะมีส่วนช่วยเป็นพลังในการสกัดกั้นตัวบุหรี่ / บุหรี่ไฟฟ้าที่จะเข้าสู่เด็กและเยาวชนได้ ต้องบอกว่าผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ไม่ต้องการให้ขึ้นภาษีบุหรี่ / บุหรี่ไฟฟ้า แต่จากผลการศึกษา พบว่าหากเพิ่มภาษีจะส่งผลให้ผู้สูบบุหรี่ลดการสูบลง เพราะภาษีที่สูงขึ้นทำให้ราคาหลังภาษีแพงขึ้น และทำให้ความสามารถในการจ่ายซื้อบุหรี่ลดลง ประกอบกับค่าความยืดหยุ่นค่าใช้จ่ายต่อรายได้ต่ำสะท้อนให้เห็นการใช้จ่ายเงินเพื่อสูบบุหรี่ค่อนข้างคงที่ หากราคาเพิ่ม จะทำให้มีส่วนช่วยให้พฤติกรรมการสูบลดลงได้ในอนาคต” ศ.ดร.วศิน ศิวสฤษดิ์ กล่าว
รัฐพร้อมเดินหน้า รับข้อเสนอวิจัยเศรษฐมิติจาก สสส.–มธ.
ดันสังคมไทยปลอดบุหรี่ไฟฟ้าอย่างแท้จริง
ดร.พรภัทร์ รอดโพธิ์ทอง บุญถนอม เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวว่า รัฐบาลได้ให้ความสำคัญต่อการแก้ปัญหาเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าอย่างจริงจัง โดยมีมาตรการหลาย ๆ อย่าง ทั้งด้านการรณรงค์ ป้องกัน การปราบปราม และการบังคับใช้กฏหมาย เพื่อสร้างความตระหนักรู้ในสังคม เพื่อลดผลกระทบด้านสุขภาพและเศรษฐกิจ
“ปัญหายาสูบไม่ได้เป็นเพียงเฉพาะปัญหาด้านสุขภาพ แต่ยังเป็นปัญหาด้านเศรษฐกิจและสังคมที่รัฐบาลของเราให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในสภาวะปัจจุบันที่เรากำลังเผชิญกับการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าที่ลุกคืบเข้าสู่กลุ่มเยาวชนและกลุ่มผู้หญิง ซึ่งมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นทุกวัน จากการศึกษาของคณะผู้วิจัยพบข้อมูลที่น่ากังวลเป็นอย่างยิ่งว่า บุหรี่ไฟฟ้ากลายเป็นประตูบานแรกของเยาวชนอายุตั้งแต่ 15-20 ปี โดยมีปัจจัยดึงดูดจากรูปลักษณ์และรสชาติ นอกจากนี้ยังมีกับดักทางความคิดหรืออคติทางพฤติกรรมที่ทำให้ผู้สูบประเมินความอันตรายต่ำกว่าความเป็นจริง นอกจากนี้ยังมีข้อมูลที่ระบุชัดเจนว่าผู้สูบถึงร้อยละ 76.4 ไม่คำนวณถึงค่าใช้จ่ายที่สูญเสียไปกับการสูบ และยังมีภาวะอคติชอบปัจจุบัน หรือ (Present Bias) ที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพชั่วคราวมากกว่าความยั่งยืนทางสุขภาพ และเงินทองในอนาคต ข้อมูลเชิงเศรษฐมิติที่นำมาเสนอในวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องความยืดหยุ่นต่อรายได้แสดงให้เห็นว่าบุหรี่ถูกมองเป็นสินค้าจำเป็นของผู้ที่ติดบุหรี่ไปแล้ว การจะทำให้เลิกสูบเป็นเรื่องที่ยาก หากเรายังใช้มาตรการเดิม ๆ อยู่ ดังนั้นการนำแนวความคิดเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมมาใช้เพื่อออกแบบนโยบายสะกิดพฤติกรรมจึงเป็นมิติใหม่ที่จะช่วยให้เราสามารถสื่อสารและออกแบบมาตรการให้ตรงจุดตามบริบทของกลุ่มเป้าหมายได้”
“ที่ผ่านมา เราได้มีการประชุมร่วมกับแพลตฟอร์มที่หลากหลาย เพื่อจะปิดกั้นการซื้อขายบุหรี่ไฟฟ้าผ่านออนไลน์ ต้องยอมรับว่ามีอีกหลายอย่างที่ยังต้องพัฒนา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเว็บไซต์ที่เราปิดแล้วก็เปิดใหม่ด้วยความรวดเร็ว หรือในเรื่องของแพลตฟอร์มต่าง ๆ ที่ขายของออนไลน์ ก็จะมีคีย์เวิร์ดใหม่ ๆ ที่ทำให้หน่วยงานของรัฐหรือเอกชนต้องวิ่งตามคีย์เวิร์ดของกลุ่มวัยรุ่นให้ทันด้วย ตอนนี้ก็ยังมีการระดมจับกันอยู่ เราเพิ่งทำลายไปล็อตใหญ่เมื่อสิ้นปีที่ผ่านมาค่ะ”
“ในนามของสำนักนายกรัฐมนตรี ต้องขอขอบคุณ สสส. และคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ได้ศึกษาเจาะลึกและครอบคลุมถึง 6 ภูมิภาค โดยผลการศึกษาและข้อเสนอเชิงนโยบาย รวมถึงการควบคุมตลาดออนไลน์และการใช้มาตรการทางภาษีจะเป็นประโยชน์ต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างยิ่งในการนำไปพัฒนาชุดนโยบายสุขภาพสาธารณะ การวิจัยนี้จะเป็นโอกาสที่ดีที่จะนำไปขยายต่อในส่วนภูมิภาคต่าง ๆ ให้ไทยก้าวสู่สังคมที่เข้มแข็ง มีสุขภาวะที่ดีอย่างยั่งยืน และปลอดบุหรี่ไฟฟ้าอย่างแท้จริง” ดร.พรภัทร์ รอดโพธิ์ทอง บุญถนอม กล่าว
นางสาว รุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก (สสส.) (ซ้าย) และ ดร.พรภัทร์ รอดโพธิ์ทอง บุญถนอม เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (ขวา)
นางสาว รุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก (สสส.) กล่าวปิดท้าย ถึงการทำงานของ สสส. โดย สสส. ได้ใช้สื่อหลากหลายช่องทาง เน้นถึงความอันตรายของบุหรี่ไฟฟ้า เพื่อให้เข้าถึงทุกกลุ่ม ทุกวัย
“เราค่อนข้างจะมีความหวัง และมีเป้าหมายที่จะทำให้การสูบลดลงทั้งกับกลุ่มเยาวชนหรือแม้กระทั่งกลุ่มวัยทำงาน เราพยายามทำให้เด็กเยาวชนลุกขึ้นมาเป็นเครือข่ายสำคัญ ซึ่งขณะนี้ก็มีการขยายไปในกลุ่ม Gen Z ทั่วประเทศ ซึ่งคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบก็มีนโยบายร่วมกับภาคีเครือข่าย มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ และเครือข่ายต่าง ๆ ที่ทำงานกับเด็กเยาวชน ขยายให้มีเยาวชนที่มีความรู้สามารถเป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมได้ หรือกลุ่ม LGBTQIA+ เราทำงานกับสำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ (สำนัก 9) ที่ดูแลและส่งเสริมสุขภาวะกลุ่มเปราะบาง รวมถึงกลุ่มหลากหลายทางเพศ (LGBTQIA+) ซึ่งเราก็จะเอาสื่อ เอาความรู้ ไปลงกับกลุ่มนี้ให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น”
ทั้งนี้ ข้อมูลจากการศึกษาครั้งนี้ จะไม่เพียงช่วยเติมเต็มองค์ความรู้ทางวิชาการเท่านั้น หากยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นข้อมูลประกอบการกำหนดนโยบายด้านสาธารณสุข การควบคุมยาสูบ และการสนับสนุนมาตรการส่งเสริมสุขภาวะของประชาชนได้อย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับบริบทของสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาเชิงนโยบายและยกระดับสุขภาพของประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป


