ปัญหาสิ่งแวดล้อมชายฝั่งทะเลของไทยในแถบอันดามันและอ่าวไทย กำลังก่อตัวกลายเป็นวิกฤตภัยมากขึ้น ทั้งภาวะการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่ผันผวนจนส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ และภาวะที่เกิดขึ้นโดยมนุษย์อันส่งผลเสียหายในด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ ไปจนถึงภูมิศาสตร์ของประเทศ
นั่นจึงทำให้สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) , สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) และ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จับมือทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการสนับสนุนการบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมชายฝั่ง และการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในพื้นที่ชายฝั่งทะเลอันดามันและทะเลอ่าวไทย เมื่อวันที่ 26 ธ.ค.2568 ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ทั้งนี้บันทึกข้อตกลงดังกล่าวเป็นความร่วมมือสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรมด้านการบริหารทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมชายฝั่งทะเล และการเปลี่ยรแปลงของสภาพภูมิอากาศ , บูรณาการองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมขับเคลื่อนทางสังคม , พัฒนาศักยภาพชุมชนให้การจัดการจัดการอย่างเป็นระบบและเชื่อมโยงกับการรัฐ และเอกชน และสร้างความร่วมมือระหว่างกองทุนภาครัฐและภาคีเครือข่าย เพื่อแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน
โดย สสส.จะสนับสนุนในการสร้างเสริมสุขภาพควบคู่การขับเคลื่อนและสนับสนุนการจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม , พัฒนายุทธศาสตร์ด้านการจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมให้เชื่อมโยงแผนยุทธศาสตร์ของ สสส. , ส่งเสริมการรวมกลุ่มผู้ประกอบการและสร้างเครือข่ายในพื้นที่ และ สนับสนุนกิจกรรมขับเคลื่อนในพื้นที่ชายฝั่ง เพื่อให้การจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมชายฝั่งเกิดประสิทธิภาพ และมีความยั่งยืน
ขณะที่ จุฬาฯ ให้ความร่วมมือด้านบุคลากรและนักวิจัย อาทิ สาขาธรณีวิทยาและวิทยาศาสตร์ทางทะเล , สาขาวิศวกรรมแหล่งน้ำและวิศวกรรมสำรวจ , สาขาภูมิศาสตร์กายภาพและภูมิศาสตร์มนุษย์ , สถาบันวิจัยสังคมและสถาบันวิจัยสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน โดยนำงานวิจัยมาขับเคลื่อนเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ส่วนทาง สกสว.จะเป็นกลไกกลางเชื่อมโยงหน่วยบริหารจัดการทุนวิจัย , หน่วยงานทุนสนับสนุนงานมูลฐาน , ภาครัฐ และเอกชน เพื่อสนับสนุนงานวิจัย และพัฒนาระบบฐานข้อมูลด้านการวิจัย สำหรับสนับสนุนการจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมชายฝั่ง
นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส.ระบุถึงปัญหาสำคัญของการบริหารจัดการชายฝั่งทะเลของไทยคือ การกำจัดขยะ เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีนักท่องเที่ยวค่อนข้างมาก การท่องเที่ยวและการประมงบางส่วน ก็มีผลทำให้ทรัพยากรธรรมชาติ สัตว์น้ำ และ ปะการัง ได้รับผลกระทบ ขณะที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ก็อาจจะไม่สามารถจัดการได้ จึงจะต้องเกิดการมีส่วนร่วมเข้ามาแก้ปัญหาจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะชุมชน ในการร่วมจัดการปัญหาขยะและการดูแลสิ่งแวดล้อม ผ่านการทำงานร่วมกับ อปท.โดยอาศัยข้อมูลจากภาควิชาการที่บ่งชี้ถึงความสูญเสีย , ปัญหา , วิธีการจัดการ และความร่วมมือ ซึ่งถือเป็นโจทย์ที่ท้าทายของทั้ง จุฬาฯ และ สกสว.ในการร่วมมือทำงานกับ สสส.ที่มีภาคีเครือข่ายภาคประชาสังคมและภาคประชาชนทำงานอยู่ในพื้นที่
ขณะที่ ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า การรักษาทรัพยากรของประเทศทางชายฝั่ง ทั้งด้านสภาวะภูมิศาสตร์และภูมิอากาศ ต้องการมีการจัดการ การดูแล และการบริหาร โดยอาศัยนวัตกรรม เทคโนโลยีการจัดการ เพื่อรักษาทำให้พื้นที่ยังทรงคุณค่า เพราะบ่อยครั้งมีการใช้ไปเรื่อยๆ จนอาจไม่เห็นว่าทรัพยากรได้รับผลกระทบทางลบอย่างไร การผนึกกำลังร่วมกันของ 3 องค์กร คงจะเป็นของขวัญชิ้นใหญ่ให้แก่ประชาชน ต่อทรัพยากรที่ควรหวงแหนและทำมีคุณค่าต่อคนไทยต่อไป
ด้าน ศ.ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการ สกสว.มองว่า การร่วมงานของ 3 หน่วยงานนี้เป็นจุดเริ่มต้น ในการรักษาทรัพยากรชายฝั่ง อย่างน้อยก็คงสภาพให้สวยงาม ในมุมของสถานที่ท่องเที่ยวของไทย และดำเนินการบริหารจัดการที่จะทำให้เกิดการใช้ประโยชน์สูงสุด โดยมีเป้าหมายระยะยาวคือเรื่องภัยพิบัติและการบริหารจัดการเรื่องภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งความร่วมมือของทั้ง 3 องค์กรนี้ จะเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยกันป้องกันดูแล และปกป้อง ให้เกิดการใช้ประโยชน์อย่างดี เหมาะสม ถึงแม้จะมีการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศเราก็จะยังคงสภาพของทรัพยากรเอาไว้ให้ดีที่สุด
"นี่คือจุดเริ่มต้นของการบูรณาการหน่วยงานภายในประเทศ ถ้าพูดถึงชายฝั่งทะเลมันก็มีอาณาเขตของหลายประเทศร่วมกัน ขยะอาจจะลอยมาจากที่อื่น แล้วจะทำอย่างไร ภาพของเป้าหมายของแผนวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม เราคงไม่ได้หยุดอยู่แค่นี้ เราคงจะต้องเชื่อมโยงกับการทำงานของประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านของเรา เพื่อที่จะทำให้ทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นของมวลมนุษยชาติสามารถที่จะได้ใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่า และร่วมกันทำให้เกิดการใช้ประโยชน์จากตรงนี้ให้ดีที่สุด"


