xs
xsm
sm
md
lg

เรียนฟิสิกส์ยังไงให้เข้าใจ? รวมเทคนิคที่ควรรู้

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



สำหรับนักเรียนสายวิทย์-คณิต เชื่อว่าวิชาที่สร้างความปวดหัวและทำเอาหลายคนถอดใจมากที่สุดคงหนีไม่พ้นฟิสิกส์ (Physics) เพราะนอกจากเนื้อหาที่เป็นนามธรรม มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าแล้ว ยังเต็มไปด้วยสูตรคำนวณยั้วเยี้ยและตัวแปรภาษาอังกฤษที่ชวนสับสน จนกลายเป็นปัญหาโลกแตกที่ทำให้ใครหลายคนตั้งคำถามว่า จะเรียนฟิสิกส์ยังไงให้รู้เรื่อง?

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังเผชิญกับปัญหานี้ บทความนี้ได้รวบรวมเทคนิคและวิธีคิดที่จะช่วยเปลี่ยนยาขมอย่างฟิสิกส์ให้กลายเป็นขนมหวาน พร้อมแนะนำตัวช่วยสำคัญอย่าง ติวเตอร์ฟิสิกส์ ที่จะทำให้การเรียนของคุณง่ายขึ้นแบบก้าวกระโดด


ทำไมคนส่วนใหญ่ถึงเรียนฟิสิกส์ไม่รู้เรื่อง?

ก่อนจะไปดูวิธีแก้ เราต้องรู้สาเหตุของปัญหาก่อน ทำไมเพื่อนบางคนนั่งเรียนห้องเดียวกัน เรียนกับครูสอนฟิสิกส์คนเดียวกัน ถึงเข้าใจทะลุปรุโปร่ง ในขณะที่เรานั่งมึน? สาเหตุหลักที่ทำให้คนส่วนใหญ่ตกม้าตายในวิชานี้ มักเกิดจาก 2 ปัจจัยหลัก คือ:

1. การเน้นท่องจำสูตร มากกว่าความเข้าใจ

นี่คือกับดักที่ใหญ่ที่สุด การพยายามจำว่า $F=ma$ หรือ $v=u+at$ โดยไม่เข้าใจว่าตัวแปรแต่ละตัวคืออะไร หรือสูตรนี้ใช้ในสถานการณ์ไหน เปรียบเสมือนการจำคำศัพท์ภาษาต่างประเทศได้แต่แต่งประโยคไม่เป็น พอเจอโจทย์พลิกแพลงนิดหน่อยก็ไปไม่เป็น เพราะไม่เข้าใจที่มาของสูตร (Fundamental Concepts) นั่นเอง

2. พื้นฐานคณิตศาสตร์ไม่แข็งแรง

ฟิสิกส์กับคณิตศาสตร์เป็นของคู่กัน การแก้โจทย์ฟิสิกส์ต้องใช้เครื่องมือทางคณิตศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นการย้ายข้างสมการ, ตรีโกณมิติ (Sin Cos Tan), เวกเตอร์ หรือแม้แต่แคลคูลัสพื้นฐาน หากพื้นฐานเลขไม่แน่น ก็จะไปติดขัดในขั้นตอนการคำนวณตัวแปร ทำให้แก้โจทย์ไม่ได้แม้จะตั้งสมการถูกก็ตาม


5 เทคนิคการเรียนฟิสิกส์ให้เก่งและเข้าใจลึกซึ้ง

เมื่อรู้ปัญหาแล้ว เรามาดูวิธีแก้กันบ้าง เทคนิคเหล่านี้คือสิ่งที่รุ่นพี่ที่เก่งฟิสิกส์หรือ สอนพิเศษฟิสิกส์ มักจะแนะนำให้น้องๆ นำไปปรับใช้ เพื่อเปลี่ยนเกรดจาก C เป็น A ได้จริง

1. เข้าใจนิยามและทฤษฎีก่อนจำสูตร
หัวใจสำคัญที่สุดคือ อย่าเริ่มที่สูตร ให้เริ่มที่ นิยาม ยกตัวอย่างเช่น เรื่องงานและพลังงาน อย่าเพิ่งรีบจำสูตร $W = FScos\theta$ แต่ให้ทำความเข้าใจก่อนว่า "งาน" ในทางฟิสิกส์ เกิดขึ้นเมื่อมีแรงกระทำต่อวัตถุแล้ววัตถุมีการเคลื่อนที่ ถ้าเราออกแรงดันกำแพงแล้วกำแพงไม่ขยับ ทางฟิสิกส์ถือว่าไม่เกิดงาน เมื่อเราเข้าใจภาพรวม (Concept) ของปรากฏการณ์ธรรมชาติเหล่านี้ สูตรจะเป็นเพียงเครื่องมือที่ตามมาเองโดยอัตโนมัติ และเราจะรู้ทันทีว่าสูตรไหนใช้เมื่อไหร่

2. ฝึกวาดรูป (Free Body Diagram) จากโจทย์
โจทย์ฟิสิกส์มักมาเป็นตัวหนังสือยาวเหยียด การอ่านวนไปวนมาอาจทำให้งงได้ เทคนิคที่ดีที่สุดคือ เปลี่ยนตัวหนังสือให้เป็นภาพ โดยเฉพาะเรื่องกลศาสตร์ การวาด Free Body Diagram (แผนภาพวัตถุอิสระ) เพื่อเขียนแรงทั้งหมดที่กระทำต่อวัตถุ จะช่วยให้เรามองเห็นภาพรวมว่ามีแรงอะไรบ้าง ทิศทางไปทางไหน และควรตั้งสมการอย่างไร การวาดรูปจะช่วยลดความผิดพลาดในการวิเคราะห์โจทย์ได้เกิน 50% เลยทีเดียว

3. ฝึกทำโจทย์ย้อนหลังอย่างสม่ำเสมอ
การอ่านหนังสืออย่างเดียวไม่เพียงพอสำหรับวิชานี้ เพราะฟิสิกส์คือวิชาทักษะ (Skill) เหมือนกับการว่ายน้ำ คุณอ่านวิธีว่ายน้ำจนจบเล่มก็ไม่ได้แปลว่าจะว่ายน้ำเป็น การ ติวฟิสิกส์ ด้วยตัวเองผ่านการตะลุยทำโจทย์ข้อสอบเก่าๆ จะช่วยให้เราเห็นรูปแบบของปัญหาที่หลากหลาย การฝึกทำซ้ำๆ จะทำให้เราเกิดสัญชาตญาณในการแก้โจทย์ รู้จักพลิกแพลง และมองออกทันทีว่าโจทย์ข้อนี้ต้องการวัดความรู้อะไร

4. เชื่อมโยงฟิสิกส์กับชีวิตประจำวัน
ลองมองไปรอบตัวแล้วตั้งคำถาม เช่น ทำไมรถเลี้ยวโค้งแล้วไม่หลุดถนน? (เรื่องแรงสู่ศูนย์กลาง), ทำไมน้ำแข็งลอยน้ำ? (เรื่องแรงพยุง), หรือทำไมสายกีตาร์เส้นเล็กถึงเสียงแหลมกว่าเส้นใหญ่? (เรื่องคลื่นเสียง) การพยายามหาคำตอบของสิ่งรอบตัวด้วยหลักการฟิสิกส์ จะช่วยให้เราจดจำเนื้อหาได้แม่นยำขึ้นโดยไม่ต้องท่องจำ เพราะมันกลายเป็นส่วนหนึ่งของความเข้าใจในชีวิตจริงไปแล้ว

5. สรุปสูตรเป็น Mind Map ด้วยตัวเอง
ก่อนสอบ แทนที่จะอ่านสรุปของคนอื่น ให้ลองเขียนสรุปความเชื่อมโยงของแต่ละบทด้วยตัวเอง การเขียนออกมาจะช่วยจัดระเบียบความคิดในสมอง เช่น บทการเคลื่อนที่แนวตรง เชื่อมโยงกับกฎของนิวตันอย่างไร และไปต่อที่เรื่องงานและพลังงานตรงไหน การเห็นภาพรวมทั้งโครงสร้างจะช่วยให้เราหยิบความรู้มาใช้ได้ไวยิ่งขึ้น

ระหว่างอ่านเองกับเรียนพิเศษ แบบไหนได้ผลกว่ากัน?

คำถามโลกแตกที่นักเรียนและผู้ปกครองสงสัย คือจำเป็นต้อง เรียนพิเศษฟิสิกส์ หรือไม่? ลองมาเปรียบเทียบข้อดี-ข้อเสีย เพื่อประกอบการตัดสินใจครับ

การอ่านเอง (Self-Study)
○ ข้อดี: ประหยัดค่าใช้จ่าย ฝึกความรับผิดชอบ และสามารถจัดสรรเวลาได้ตามสะดวก
○ ข้อจำกัด: ต้องมีวินัยสูงมาก และหากเจอจุดที่ไม่เข้าใจ อาจต้องใช้เวลาค้นคว้านานกว่าจะเคลียร์ หรือบางครั้งอาจเข้าใจผิดไปเองโดยไม่มีคนทักท้วง
การเรียนพิเศษ (Tutoring)
○ ข้อดี: มี ครูสอนฟิสิกส์ หรือผู้เชี่ยวชาญช่วยสรุปเนื้อหาที่ซับซ้อนให้เข้าใจง่ายขึ้น มีเทคนิคลัด และช่วยชี้จุดอ่อนที่เรามองไม่เห็น การมีโค้ชช่วยแนะนำมักทำให้พัฒนาได้ไวกว่าการงมเข็มด้วยตัวเอง โดยเฉพาะในสนามสอบที่มีการแข่งขันสูง
○ ข้อจำกัด: มีค่าใช้จ่าย และต้องเดินทาง (หากไม่ได้เรียนออนไลน์)

สรุปคือ หากคุณมีพื้นฐานดีและมีวินัยสูง การอ่านเองก็เพียงพอ แต่ถ้าพื้นฐานไม่แน่น หรือต้องการทางลัดเพื่อทำคะแนนสอบให้ทันเวลา การหาคนช่วย สอนพิเศษฟิสิกส์ จะเป็นตัวช่วยทุ่นแรงที่ดีมากครับ

เกรดพุ่ง เข้าใจไว หา "ติวเตอร์ฟิสิกส์" มืออาชีพได้ที่ Fastwork

หากคุณตัดสินใจแล้วว่า ฉันต้องการตัวช่วย! แต่ไม่รู้จะไปหาที่ไหน หรือไม่อยากไปนั่งเรียนรวมกับคนเยอะๆ ในโรงเรียนกวดวิชาแบบเดิมๆ แพลตฟอร์ม Fastwork คือคำตอบที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ที่สุดในขณะนี้

ที่ Fastwork เราได้รวบรวม ติวเตอร์ฟิสิกส์ มืออาชีพมากมาย ทั้งนิสิตนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำ วิศวกร หรืออาจารย์ผู้มากประสบการณ์ ที่พร้อมจะมาถ่ายทอดเทคนิคการคำนวณและการวิเคราะห์โจทย์แบบตัวต่อตัว

ทำไมต้องหาติวเตอร์ที่ Fastwork?

เลือกได้ตามใจ: คุณสามารถดูประวัติ ผลงาน และ "รีวิวจากผู้เรียนจริง" เพื่อประกอบการตัดสินใจก่อนจ้างได้
สะดวกสบาย: นัดเรียนได้ทั้งแบบ Online ผ่าน Zoom/Google Meet หรือจะนัดเจอแบบตัวต่อตัว (On-site) ก็ตกลงกันได้
คุมงบประมาณได้: มีเรทราคาให้เลือกหลากหลาย ตั้งแต่พี่สอนน้องราคาประหยัด ไปจนถึงระดับปรมาจารย์
การันตีความรู้: ระบบของ Fastwork ช่วยคัดกรองฟรีแลนซ์ที่มีคุณภาพ มั่นใจได้ว่าเงินที่จ่ายไปจะคุ้มค่ากับความรู้ที่ได้รับแน่นอน

อย่าปล่อยให้ฟิสิกส์เป็นยาขมที่ฉุดเกรดเฉลี่ยของคุณ ลองเปิดใจเข้ามาเลือกดูโปรไฟล์พี่ๆ ติวเตอร์ใน Fastwork วันนี้ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการสอบครั้งต่อไป แล้วคุณจะรู้ว่าฟิสิกส์... สนุกกว่าที่คิด!
กำลังโหลดความคิดเห็น