xs
xsm
sm
md
lg

พลิกยุทธศาสตร์ สสส. 2026 “สร้างนำซ่อม” ในวันที่สุขภาพไทยถูกล้อมด้วยวิกฤตบุหรี่ไฟฟ้าและกลเกมทุนปัจจัยเสี่ยง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



สสส. กางแผนยุทธศาสตร์ปี 2569 ปฏิวัติแนวคิดจาก "ซ่อม" สู่ "สร้าง" พลิกบทบาทนวัตกรรมสังคมระดับ "เลเวล 1" มุ่งรื้อถอนปัจจัยเสี่ยงในเชิงโครงสร้างผ่านกฎบัตรออตตาวา 5 มิติ ท่ามกลางการเผชิญหน้ากับ "ระเบิดเวลา" ลูกใหม่อย่างบุหรี่ไฟฟ้าที่แฝงพิษร้ายทำลายปอดเยาวชนได้รวดเร็วเพียง 3 ปี และสงครามตัวแทนเชิงนโยบายที่กลุ่มทุนปัจจัยเสี่ยงใช้กลเกม "นอมินี" แทรกแซงกฎหมายรัฐ รวมถึงการตีแผ่ความจริงเบื้องหลังธุรกิจคราฟต์เบียร์รายย่อยที่ถูกใช้เป็นโล่มนุษย์ขยายฐานนักดื่มหน้าใหม่ เจาะลึกตั้งแต่หมัดเด็ด "ภาษีโซเดียม" ไปจนถึงระบบบำบัดยาเสพติดโดยชุมชน (CBTx) เพื่อสร้างนิเวศสุขภาวะที่ยั่งยืน ให้ "สุขภาพดี" เป็นเรื่องที่เลือกง่ายที่สุดสำหรับคนไทยทุกคน

ในมิติด้านสาธารณสุข คนไทยส่วนใหญ่มักคุ้นเคยกับภาพการรักษาพยาบาลเมื่อเกิดโรคภัยไข้เจ็บ แต่ท่ามกลางงบประมาณการรักษาที่พุ่งสูงขึ้นทุกปี สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ภายใต้การนำของ นางสาวรุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก (สสส.) กำลังเดินหน้ายุทธศาสตร์ที่แตกต่าง นั่นคือการทำงานใน "ระดับที่ 1" (Level 1) หรือการสร้างเสริมสุขภาพ (Health Promotion) เพื่อทำให้คนไทยที่มีสุขภาพดีอยู่แล้วไม่ต้องเดินเข้าสู่โรงพยาบาล 



1. ถอดรหัส Level 1: เมื่อ "สร้าง" สำคัญกว่า "ซ่อม"
นางสาวรุ่งอรุณ อธิบายว่า งานของ สสส. แตกต่างจากงานของกระทรวงสาธารณสุขที่เน้นการรักษา (Level 3) หรือการป้องกันโรค เช่น การฉีดวัคซีน (Level 2) งานสร้างเสริมสุขภาพของ สสส. คือนวัตกรรมทางสังคมที่มุ่งเน้นไปที่การจัดระเบียบ "สิ่งแวดล้อม" และ "นโยบาย" เพื่อให้ประชาชนสามารถดำรงชีวิตที่มีสุขภาวะได้โดยง่าย 

โดยยึดหลัก "กฎบัตรออตตาวา" (Ottawa Charter) เป็นเข็มทิศในการทำงาน 5 มิติสำคัญ:
1. นโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพ: เช่น การผลักดัน "ภาษีน้ำตาล" ที่ทำให้ผู้ประกอบการต้องลดปริมาณความหวานในเครื่องดื่มเพื่อเลี่ยงภาษีแพง ซึ่งเป็นการปกป้องสุขภาพผู้บริโภคในวงกว้างโดยที่พวกเขาอาจไม่รู้ตัว
2. สิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพ: เช่น การปรับลดการเสิร์ฟกาแฟในที่ประชุมเพื่อลดการเข้าถึงปัจจัยเสี่ยง แต่จัดวางไว้ภายนอกสำหรับผู้ที่ต้องการจริงๆ
3. ความเข้มแข็งของชุมชน: การสร้างกลไกจัดการตนเอง เช่น "งานศพปลอดเหล้า" ในต่างจังหวัดเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายและอุบัติเหตุ
4. ทักษะส่วนบุคคล (Health Literacy): การสร้างความรอบรู้ที่ไม่ใช่แค่รู้ว่า "อะไรไม่ดี" แต่ต้อง "รู้แล้วนำมาประกอบการตัดสินใจได้ถูกต้อง"
5. การปรับเปลี่ยนระบบบริการ: เช่น การยกระดับ "สายเลิกบุหรี่ 1600" ให้เป็นหน่วยบริการระดับชาติที่โทรฟรีทุกเครือข่าย เพื่อเป็นที่พึ่งให้กับผู้ที่ต้องการเลิกบุหรี่จริงจัง

2. สงครามบุหรี่ไฟฟ้า: ระเบิดเวลาในปอดเยาวชนที่มาเร็วกว่าบุหรี่มวน
หนึ่งใน "จุดเน้น" (Key Focus) ที่สำคัญที่สุดในแผนปี 2569 คือการรับมือกับ "บุหรี่ไฟฟ้า" ซึ่งกำลังเป็นวิกฤตในกลุ่มเด็กและเยาวชน คุณรุ่งอรุณเปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจว่า ในน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้านั้นแฝงไปด้วยสารพิษอย่าง ฟอร์มาลดีไฮด์ สารหนู และโลหะหนัก ซึ่งไม่มีหน่วยงานใดรับรองคุณภาพ

ความเชื่อที่ว่าบุหรี่ไฟฟ้าปลอดภัยกว่าบุหรี่มวนคือความเข้าใจผิดที่อันตราย เพราะผลการศึกษาระบุว่าผู้สูบบุหรี่ไฟฟ้าเพียง 3 ปี ก็เริ่มมีอาการ ปอดอักเสบเฉียบพลัน (EVALI) ซึ่งรวดเร็วกว่าบุหรี่มวนที่มักใช้เวลาหลายปีกว่าจะแสดงอาการรุนแรง, นอกจากนี้ สสส. ยังร่วมกับ กทม. ในการผลักดันให้สังคมมองบุหรี่ไฟฟ้าเป็น "ขยะมีพิษ" เนื่องจากมีส่วนประกอบของแบตเตอรี่ที่เสี่ยงต่อการระเบิดและทำลายสิ่งแวดล้อมหากทิ้งไม่ถูกวิธี

3. มาตรา 5.3 FCTC: เกราะคุ้มครองนโยบายจากการแทรกแซงของ "นอมินี"
ในระดับนโยบาย สสส. ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับ มาตรา 5.3 ของ FCTC ซึ่งเป็นกรอบอนุสัญญาระหว่างประเทศที่ระบุว่า ห้ามผู้ผลิตหรือผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียในธุรกิจปัจจัยเสี่ยง (เหล้า-บุหรี่) เข้ามามีส่วนในการกำหนดนโยบายสาธารณะ

ทว่าในปัจจุบัน นางสาวรุ่งอรุณชี้ให้เห็นว่าสังคมไทยกำลังเผชิญกับการส่ง "นอมินี" จากกลุ่มธุรกิจเข้าไปนั่งในคณะกรรมการพิจารณากฎหมาย เช่น พ.ร.บ. ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อบิดเบือนเจตนารมณ์ของกฎหมายให้เอื้อประโยชน์ทางการค้ามากกว่าสุขภาพประชาชน, ยิ่งไปกว่านั้น การทดลองเปิดขายแอลกอฮอล์ในช่วงเวลา 14:00-17:00 น. (ซึ่งถูกปลดล็อก 180 วัน) เป็นสิ่งที่ สสส. กังวลอย่างมาก เพราะเป็นช่วงเวลาที่เด็กนักเรียนมัธยมเลิกเรียนและสามารถเข้าถึงร้านสะดวกซื้อได้ง่ายที่สุด

4. เบื้องลึกธุรกิจ "คราฟต์เบียร์" และกลยุทธ์ "โล่มนุษย์" ของทุนใหญ่
ข้อมูลเชิงลึกจากการทำงานระบุว่า ผู้ผลิตคราฟต์เบียร์รายย่อยส่วนใหญ่มักอยู่รอดไม่เกิน 3 ปี เนื่องจากต้องใช้เงินลงทุนสูงถึง 10 ล้านบาท และผลิตภัณฑ์มีวงจรชีวิตสั้นเพียง 2 ปี เพราะผู้บริโภคกลุ่มนี้มักแสวงหารสชาติใหม่ๆ อยู่เสมอ

สิ่งที่น่าสนใจคือ บริษัทยักษ์ใหญ่บางแห่งได้เข้าไปสนับสนุนรายย่อย ทั้งการออกแบบสูตรและวางแผนการตลาด เพื่อใช้รายย่อยเหล่านี้เป็น "เสียง" ในการต่อต้านกฎหมายควบคุม และเพื่อขยายฐานจำนวนคนดื่มในตลาดภาพรวม นางสาวรุ่งอรุณยืนยันว่า หากต้องการสนับสนุนสุราชุมชนที่แท้จริง ควรดูโมเดลจากประเทศญี่ปุ่นที่เน้นการผลิตและขายในพื้นที่เพื่อลดค่าขนส่ง (Logistics) และสร้างเอกลักษณ์ท้องถิ่น ไม่ใช่การขยายเป็นธุรกิจอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่เน้นแต่การเพิ่มจำนวนคนดื่ม


5. สถิติอาชญากรรมและข้อมูล 3 ฐาน: เมื่อ "น้ำเมา" คือต้นเหตุของคดีเยาวชน 90%
สสส. ได้บูรณาการ "ข้อมูล 3 ฐาน" (ตำรวจ, โรงพยาบาล, ประกันภัย) โดยใช้เลขบัตรประชาชนเชื่อมโยง เพื่อให้ได้สถิติอุบัติเหตุและความสูญเสียที่ใกล้เคียงความจริงที่สุด ข้อมูลจากการวิจัยพบว่า เด็กและเยาวชนที่ก่อคดีอาชญากรรมกว่า 85-90% มีการดื่มแอลกอฮอล์ภายใน 5 ชั่วโมงก่อนก่อเหตุ สถิตินี้เป็นหลักฐานสำคัญในการสร้างมาตรการป้องกันและคัดกรองเยาวชนในสถานพินิจ เพื่อตัดวงจรการเข้าสู่ปัจจัยเสี่ยง

6. นวัตกรรมการบำบัดโดยชุมชน (CBTx) และก้าวต่อไปสู่ "ภาษีความเค็ม"
ในมิติด้านยาเสพติด สสส. มุ่งเน้นไปที่ระบบ CBTx (Community Based Treatment) หรือการบำบัดโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน เนื่องจากสมองของผู้ที่ติดสารเสพติดต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1 ปี ในการฟื้นฟูจากการถูกสารเสพติดกดทับ, สสส. จึงทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมประสานระหว่างกระทรวงสาธารณสุข มหาดไทย และตำรวจ เพื่อให้คนในชุมชนช่วยดูแลผู้ป่วยหลังออกจากกระบวนการรักษาปกติอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ในอนาคต สสส. เตรียมผลักดัน "ภาษีความเค็ม" หรือภาษีโซเดียม เพื่อลดอัตราการเป็นโรคไตในคนไทย โดยให้ผู้ผลิตต้องวางขายผลิตภัณฑ์ที่มีโซเดียมต่ำในราคาที่เข้าถึงง่ายขึ้น เช่นเดียวกับความสำเร็จในอดีตที่เคยผลักดันให้ยาสีฟันทุกยี่ห้อต้องผสมฟลูออไรด์เพื่อป้องกันฟันผุในเด็กได้อย่างยั่งยืน

7. การสื่อสารในยุคดิจิทัล: จาก "ให้เหล้าเท่ากับแช่ง" สู่ TikTok Gen Z
แคมเปญในตำนานอย่าง "ให้เหล้าเท่ากับแช่ง" เคยประสบความสำเร็จสูงสุดเพราะทำงานควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายห้ามขายพ่วงกระเช้าของขวัญ แต่ในยุคปัจจุบัน สสส. ได้ปรับเปลี่ยนวิธีสื่อสารให้เข้าถึงกลุ่ม Gen Z ผ่านแพลตฟอร์ม TikTok โดยการสร้างเครือข่าย Content Creator ในกลุ่มเด็กอาชีวะที่มีผู้ติดตามหลักแสน เพื่อให้เยาวชนเป็นผู้สื่อสารความจริงเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าหรือพนันออนไลน์แก่กันเองในภาษาที่พวกเขาเข้าใจ

บทสรุป: นิเวศสุขภาวะเพื่อคนไทยทุกคน
แม้ในปัจจุบัน สสส. จะเผชิญกับงบประมาณที่ลดลงตามรายได้ภาษีสรรพสามิต (จาก 4,000 ล้านบาท เหลือประมาณ 3,800-3,900 ล้านบาทต่อปี) เนื่องจากคนดื่มและคนสูบลดน้อยลง แต่ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก (สำนัก1) สสส.มองว่านี่คือตัวชี้วัดความสำเร็จที่คุ้มค่าที่สุด เพราะการลดลงของปัจจัยเสี่ยงหมายถึงภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลของประเทศที่ลดลงตามไปด้วย

การทำงานของ สสส. เปรียบเสมือนการ "จัดระเบียบผังเมืองและสร้างสะพานลอย" แทนที่จะรอรักษาคนเจ็บจากอุบัติเหตุข้ามถนน สสส. มุ่งเน้นไปที่การสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ปลอดภัย (นโยบาย) และการฝึกอบรมให้ประชาชนเคารพกฎจราจร (ความรอบรู้ด้านสุขภาพ) เพื่อให้เมืองทั้งเมืองก้าวเดินไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงโดยไม่ต้องเสี่ยงภัยตั้งแต่ก้าวแรก


กำลังโหลดความคิดเห็น