ที่ผ่านมาว่าด้วยเรื่องของสุขภาวะมักถูกมองผ่านภาพของการรักษาและเยียวยาเมื่อปัญหาเกิดขึ้นแล้ว แต่สำหรับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. เชื่อว่า คำตอบของสุขภาวะที่ยั่งยืนไม่ได้อยู่ปลายทาง หากแต่อยู่ที่การเริ่มต้นตั้งแต่ “วัยเด็ก” เพราะช่วงวัยนี้คือรากฐานสำคัญที่จะกำหนดคุณภาพชีวิตในระยะยาว
แล้วทำไมต้องเป็น ‘เด็ก?’
อาจไม่มีใครสะท้อนคำถามนี้ได้ชัดเจนไปกว่าผู้ที่ทำงานด้านสุขภาวะมาอย่างต่อเนื่อง นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เริ่มต้นอธิบายว่า ปัจจุบัน “ทุนชีวิต” ของเด็กหลายคนมีปัญหา เพราะเด็กแต่ละคนมีความเหลื่อมล้ำและได้รับการดูแลไม่เท่ากัน บางคนเกิดในครอบครัวยากจน พ่อแม่หย่าร้าง ถูกใช้ความรุนแรง หรือเผชิญกับการพนันและสารเสพติด รวมถึงปัญหาสุขภาพจิต เช่น โรคซึมเศร้า ซึ่งอาจนำไปสู่ความคิดอยากทำร้ายตนเอง การที่สภาพสังคมเป็นแบบนี้ในภาวะที่เด็กเกิดน้อย เป็นสิ่งที่ทั้งสังคมต้องมารวมพลังในการปลูกฝังให้เด็กมีภูมิคุ้มกันทางกาย ใจ และทางสังคมอย่างรอบด้าน
สิ่งที่ นพ.พงศ์เทพ และ สสส. ย้ำเสมอคือการ “เลี้ยงเด็กหนึ่งคน ใช้คนทั้งหมู่บ้าน” ซึ่งหมายถึง เราต้องสร้างสังคมแห่งสุขภาวะทั้งทางกายและทางใจให้กับเด็กรุ่นใหม่ โดยที่ต้องเริ่มทั้งครอบครัวที่มีความเข้มแข็ง และการดูแลในส่วนของหมู่บ้าน ชุมชน โรงเรียน หรือในสังคม
จึงเป็นเหตุผลที่ว่า ภายใต้เวที ThaiHealth Watch 2026 จับตาทิศทางสุขภาพคนไทย ปี 2569 โดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) แนวคิด “Roots of Health ปลูกอนาคตเด็กไทยด้วยสุขภาพกายใจที่แข็งแรง” จึงถูกหยิบมาใช้เป็นกรอบหลัก
“การปลูกฝังเด็กแต่ละคน ผมอยากเปรียบเทียบเหมือนการปลูกต้นไม้ แน่นอนว่า ทุกคนอยากเห็นผลที่หอมหวาน แต่สิ่งที่มักถูกมองข้ามคือ ‘ราก’ ของต้นไม้ หากรากแข็งแรง ยึดดินได้ดี ก็จะสามารถดูดซึมสารอาหาร หล่อเลี้ยงลำต้นให้แข็งแรง มีใบที่เขียวขจี และนำไปสู่ดอกและผลที่สมบูรณ์ในที่สุด”
“เด็กแต่ละคนมีต้นทุนชีวิตไม่เท่ากัน หากมองในด้านลบ เราจะเห็นภาพของเด็กที่เติบโตท่ามกลางความยากจน ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ ถูกกลั่นแกล้ง ใช้ชีวิตอยู่กับหน้าจอ หรือการใช้ความรุนแรงตลอดชีวิต สิ่งเหล่านี้ย่อมส่งผลต่อการเติบโต ทำให้เด็กไม่อยากเรียน ไม่สามารถเข้าถึงการศึกษา ใช้ความรุนแรงกับผู้อื่น ใจร้อน เครียด และอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพเรื้อรังหรือพฤติกรรมเสี่ยงต่าง ๆ”
“เมื่อสังคมเห็นภาพเหล่านี้ ก็มักตั้งคำถามว่า ทำไมจึงมีเด็กที่มีปัญหามากขึ้น แต่แท้จริงแล้ว หากเราต้องการสร้างเด็กที่มีคุณภาพ จำเป็นต้องเริ่มจากการปลูกฝังจิตใต้สำนึกตั้งแต่วัยเด็ก” นพ.พงศ์เทพ กล่าว
4 วิกฤตสุขภาวะเด็กไทย
สสส. อยากชวนทุกภาคส่วนหันกลับมามองสุขภาวะเด็กและเยาวชน เพราะสุขภาวะของเด็กเยาวชนก็สะท้อนสุขภาวะของประเทศเช่นกันใน 4 ประเด็น คือ
1.พลิกวิกฤตประชากรไทย ด้วยการลงทุนในพัฒนาการตั้งแต่วัยแรกเริ่ม เมื่อพัฒนาการของเด็กเล็กหรือเด็กปฐมวัย อายุ 0-6 ปี ถือเป็นรากฐานสำคัญที่สุดของชีวิต ขณะที่จำนวนเด็กเกิดใหม่ลดน้อยลงทุกปี จึงต้องใส่ใจจึงต้องใส่ใจสร้างรากฐานการพัฒนาเด็ก
สสส. สานพลังภาคีผลักดันให้เกิดมาตรฐานคุณวุฒิวิชาชีพผู้อำนวยการเล่น ตลอดจนขับเคลื่อนให้มีลานเล่นอิสระในชุมชนเพิ่มขึ้น จากรายงานผลการดำเนินงานส่งเสริมการเล่นอิสระปี 2565-2566 พบว่า เด็กปฐมวัยและวัยประถมศึกษามีความสุขเพิ่มขึ้น มีพัฒนาการตามวัย มีทักษะชีวิต และลดเวลาการใช้หน้าจอมากถึง 21,000 คน
2.อ้วนในเด็กไม่ใช่แค่เรื่องบนจาน แต่คือความเคยชินที่ฝังลึกในบ้านและโรงเรียน รายงานแผนที่โรคอ้วนโลก (World Obesity Atlas 2024) ระบุว่า เด็กไทยเกือบ 1 ใน 3 คน มีภาวะอ้วน และเสี่ยงต้องเผชิญกับโรคไม่ติดต่อ (NCDs) กระทบการเรียนรู้ และพัฒนาการทางสังคม สสส. สร้างระบบสุขภาพ แก้ปัญหาเด็กอ้วนผ่านการสร้างต้นแบบโรงเรียนรู้เท่าทันสื่อสุขภาพในหัวข้อ “อย่าปล่อยให้เด็กอ้วน (ลดหวาน มัน เค็ม เพิ่มผักและผลไม้)” เพื่อสร้างค่านิยมเปลี่ยนพฤติกรรมโภชนาการผ่านกระบวนการออกแบบสื่อสร้างสรรค์การลดอ้วนในเด็ก ผลลัพธ์การดำเนินงานพบว่า นักเรียนสามารถเลือกบริโภคอาหารได้อย่างเหมาะสม สนใจเคลื่อนไหวร่างกายมากขึ้น และน้ำหนักตัวที่ลดลงอย่างเป็นระบบ
3.คลิกแรกสู่หนี้ก้อนโต สร้างภูมิคุ้มกันเยาวชนเท่าทันออนไลน์ ก่อนถึงคลิกที่แพงที่สุด การติดตามความเคลื่อนไหวบนสื่อสังคมออนไลน์ช่วง 1 ปีที่ผ่านมา (1 ก.ค. 2567-30 มิ.ย. 2568) พบว่า บาคาร่า สล็อต และเว็บพนัน ถูกพูดถึงเป็นอย่างมาก โดยมีการเข้าถึงรวมมากกว่า 5 ล้านคนตลอดทั้งปีสสส. สานพลังภาคีขับเคลื่อนร่างกฎหมายว่าด้วยการกระทำผิดต่อเด็กผ่านสื่อออนไลน์ มุ่งสร้างปัจจัยแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีระบบนิเวศสื่อเพื่อสุขภาวะผ่าน ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (การกระทำความผิดต่อเด็กผ่านสื่อออนไลน์) ตามที่กระทรวงยุติธรรม (ยธ.) เสนอ โดยร่างกฎหมายอยู่ระหว่างส่งต่อให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาแก้ไข ก่อนเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาต่อไป
4.เมื่อสถิติไม่เคยโกหก ความเสี่ยงที่ผู้ใหญ่กำลังส่งต่อลูกหลานบนท้องถนน ปี 2567 มีผู้เสียชีวิตจากรถจักรยานยนต์ 14,144 ราย โดยเป็นเด็กไทยเฉลี่ยกว่า 1,300 คนต่อปี โดยเฉพาะกลุ่มอายุต่ำกว่า 2 ปีที่อุ้มซ้อนท้าย ขณะที่ผลการสำรวจของเด็ก มีการสวมหมวกกันน็อกอยู่ที่ประมาณ 8-16% เท่านั้น
สสส. สานพลังภาคีเครือข่ายโดยองค์การปกครองท้องถิ่น กองการศึกษา ศูนย์เด็กเล็ก รพ.สต. และอื่นๆ จัดทำเป้าหมายการขยายผลและขับเคลื่อนธนาคารหมวกกันน็อกด้วยกองทุนสุขภาพตำบล (สปสช.) โดยหวังผลให้เกิดเป็นธนาคารหมวกกันน็อกในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กต้นแบบร้อยละ 80 จากพื้นที่ดำเนินงานเดิม หรือคิดเป็นจำนวน 2,430 แห่งทั่วประเทศ เพื่อลดความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับเด็กเยาวชนให้ได้มากที่สุด”
“อย่างไรก็ดี การที่จะปลูกฝังและดูแลเด็กในช่วงต้น ต้องเริ่มจากการให้เด็กฟังนิทาน ปัจจุบัน สสส. เข้าไปทำงานในศูนย์เด็กเล็ก โดยมีนิทานเรื่องการสวมหมวกนิรภัย การดื่มไม่ขับ และการห่างไกลจากสุรา ยาเสพติด และบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งเป็นการปลูกฝังแนวคิดเหล่านี้ตั้งแต่เด็ก”การใช้นิทานยังสำคัญในแง่พฤติกรรมสังคม เพราะบางครั้งเด็กอาจแกล้งหรือบูลลี่เพื่อน หากถูกตำหนิตรง ๆ เขาอาจต่อต้าน แต่หากสอดแทรกผ่านนิทาน เช่น หมูน้อย หมีน้อย ที่ไม่แกล้งเพื่อนและมีน้ำใจ จะฝังแนวคิดเหล่านี้เข้าไปในจิตใต้สำนึก และการทำให้เด็กรู้สึกว่า ตนเองมีคุณค่า เมื่อเด็กได้ซึมซับความรู้สึกเหล่านี้ เขาจะอยากทำสิ่งดีงามให้กับพ่อแม่ ครอบครัว และสังคม ซึ่งจะกลายเป็นรางวัลสำคัญที่ผลักดันให้เขาอยากเป็นคนดี มีพลังในการเรียนรู้ต่อไป”
นพ.พงศ์เทพ เสริมว่า อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในการยกระดับสุขภาวะเด็กและเยาวชน คือ นโยบายสาธารณะ ที่ต้องออกแบบมาเพื่อดูแลเด็กอย่างครบวงจร ไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ตั้งแต่การปกป้องเด็กจากความรุนแรง การสร้างโอกาสเข้าถึงการศึกษาและโภชนาการที่เหมาะสม ไปจนถึงการเลี้ยงดูที่เอื้อต่อการเรียนรู้และการเติบโต
นโยบายดังกล่าวยังต้องส่งเสริมการเล่นอย่างอิสระและความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นทักษะสำคัญในยุค AI การเปิดพื้นที่ให้เด็กได้ทดลอง จินตนาการ และเรียนรู้ผ่านการเล่น ไม่เพียงช่วยพัฒนาทักษะชีวิตระยะสั้น แต่ยังสร้างอิสระทางความคิดและต่อยอดสู่การคิดค้นแนวทางใหม่ในระยะยาว เป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาคน
พลังของการ ‘เล่น’ ที่ สสส. และคนเบื้องหลังเชื่อมั่น
ในบรรดางานด้านสุขภาวะเด็กที่ สสส. ขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง การเล่นอิสระ คืออีกหนึ่งตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นว่า การสร้างสุขภาวะเด็ก อาจเริ่มต้นจากเรื่องง่าย ๆ อย่างการเปิดพื้นที่ให้เด็กได้เล่นอย่างเป็นธรรมชาติ
น.ส.ประสพสุข โบราณมูล ผู้ประสานงานเครือข่ายเล่นเปลี่ยนโลกและมูลนิธิส่งเสริมสื่อเด็กและเยาวชน ซึ่งทำงานด้านการส่งเสริมการเล่นอิสระมากว่า 20 ปี กล่าวว่า ผู้ใหญ่จำนวนมากหวังดี วางกรอบทุกอย่างเพื่อพัฒนาเด็กให้ไปถึงเป้าหมายที่คาดหวัง แต่เมื่อเด็กต้องเดินตามกรอบเหล่านั้น ความเครียดและปัญหาสุขภาพจิตจึงเริ่มก่อตัว ประกอบกับเทคโนโลยีและสื่อดิจิทัลที่เข้ามาอย่างรวดเร็ว ทำให้เด็กจำนวนไม่น้อยติดหน้าจอ ขณะที่การเล่นอิสระค่อย ๆ หายไป ส่งผลกระทบทั้งต่อสุขภาพกายและสุขภาพใจ
“แนวคิดของเครือข่าย ‘เล่นเปลี่ยนโลก’ มองว่า การเล่นคือชีวิตและความสุขของเด็ก เป็นสัญชาตญาณของมนุษย์ที่เกิดจากการเรียนรู้ เด็กอยากเล่นจากข้างใน จากแรงบันดาลใจของตัวเอง เขาเลือกหยิบสิ่งต่าง ๆ มาเล่น เลือกว่าจะทำอย่างไร จะหยุดเมื่อไร และจะเล่นกับใคร ซึ่งการเปิดโอกาสให้เด็กได้เล่นอิสระ เราจะเห็นทั้งตัวตน ศักยภาพ และแม้กระทั่งปัญหาที่ซ่อนอยู่ในตัวเด็ก แต่ผู้ใหญ่กับเด็กมองเรื่องการเล่นต่างกัน ผู้ใหญ่มักมีภาพในใจว่า เด็กควรเล่นแบบไหน และนำกรอบความคิดของตนเองไปกำกับเด็ก จนมองเห็นเพียงตัวเราเอง มากกว่ามองเห็นตัวเด็ก” พร้อมระบุว่า แนวคิดนี้ถูกนำมาใช้ในการทำงานมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2544 โดยมี สสส. เป็นภาคีหลักในการขับเคลื่อน
หนึ่งในพื้นที่ที่เห็นผลชัดเจนคือ จังหวัดหนองบัวลำภู ซึ่งเครือข่ายเล่นเปลี่ยนโลกลงพื้นที่ร่วมกับ สสส. และกรมสุขภาพจิต หลังเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงในชุมชน เด็กจำนวนมากมีภาวะเครียด และเริ่มแสดงสัญญาณปัญหาสุขภาพจิต การเปิดลานเล่นอิสระในศูนย์เด็กเล็ก โรงเรียน และพื้นที่ชุมชน กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการฟื้นฟูจิตใจเด็ก
ต่อมาชุมชนเริ่มลุกขึ้นมาสร้างพื้นที่เล่นด้วยตัวเอง จากทรัพยากรที่มีอยู่ ไม่ว่าจากบ้านร้างเป็นบ้านเล่น ไม้ไผ่ ก้านกล้วย โอ่ง ไห หรือวัสดุพื้นบ้าน ผู้สูงอายุซึ่งเดิมไม่มั่นใจว่าจะดูแลเด็กอย่างไร กลับมีบทบาทสำคัญในการทำของเล่น ดูแลพื้นที่ และถ่ายทอดประสบการณ์การเล่นในอดีต เกิดการเชื่อมโยงระหว่างวัย
ผลการประเมินในพื้นที่พบว่า ชุมชนมีความสุขเพิ่มขึ้น ความสัมพันธ์ในครอบครัวและชุมชนแน่นแฟ้นขึ้น ลดช่องว่างระหว่างวัย และแกนนำชุมชนยังมองว่า แนวทางนี้สามารถช่วยป้องกันปัญหายาเสพติดได้ในระยะยาว โดยไม่จำเป็นต้องพูดถึงปัญหาโดยตรง จากการขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง หนองบัวลำภูจึงประกาศความร่วมมือกับ สสส. และภาคีเครือข่าย ผลักดันสู่การเป็น “เมืองเล่นอิสระสร้างสุข”
น.ส.ประสพสุข ย้ำว่า ในทุกภาวะวิกฤต เด็กยิ่งต้องได้เล่น เพราะการเล่นเปรียบเสมือนท่อระบายน้ำทางอารมณ์ ที่ช่วยระบายความกลัว ความกดดัน และทำให้เด็กสามารถรับมือกับสถานการณ์ใหม่ ๆ ได้อย่างแข็งแรงในยุคดิจิทัล
‘เทศกาลการเล่นอิสระ’
พลังเครือข่ายที่ ‘เปลี่ยนเมือง’ ให้ ‘เด็กเล่น’
สสส. ยังคงขยายแนวคิดการเล่นอิสระ ผ่านความร่วมมือกับกรุงเทพมหานครอย่างต่อเนื่องกว่า 3 ปี เปิดพื้นที่เมืองให้เด็กได้กลับมาเล่นอย่างเป็นธรรมชาติ
นายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า แม้กรุงเทพฯ จะถูกมองว่า เป็นเมืองที่มีทรัพยากรพร้อม แต่ในความเป็นจริง เด็กปฐมวัยจำนวนมากกลับไม่ได้รับโอกาสทางการศึกษาที่มีคุณภาพ เนื่องจากยังไม่อยู่ในระบบการศึกษาภาคบังคับ โรงเรียนปฐมวัยส่วนใหญ่เป็นอนุบาล เนอสเซอรี่ หรือศูนย์เด็กเล็กที่อยู่นอกระบบรัฐ งบประมาณและคุณภาพจึงไม่เท่ากัน ผู้ปกครองบางส่วนเลือกไม่ส่งเด็กเรียน ส่งผลให้เกิดปัญหาพัฒนาการล่าช้าและออทิสติกเทียมเพิ่มขึ้น
รองผู้ว่าฯ กทม. ระบุว่า จุดคอขวดสำคัญคือการยกระดับคุณภาพการศึกษาปฐมวัยนอกระบบ ซึ่งมีสัดส่วนมากกว่าระบบในเมืองหลวง โดยที่ผ่านมา กทม. พยายามนำกรอบวิชาการและหลักสูตรมาตรฐานลงสู่ศูนย์เด็กเล็ก แต่พบว่า สามารถเข้าถึงได้เพียงราวร้อยละ 10 ของศูนย์ทั้งหมด ซึ่งจากการทำงานร่วมกับ สสส. ทำให้ค้นพบว่า “การเล่นอิสระ” เป็นเครื่องมือที่เรียบง่าย แต่ทรงพลังในการพัฒนาเด็ก
“เริ่มจากการเชิญวิทยากรมาอบรม ซึ่งได้ดำเนินการไปแล้วเมื่อปีที่ผ่านมา หลังจากนั้นก็มีศูนย์ที่แสดงความสนใจเข้าร่วม เราจึงดูว่า ศูนย์ไหนอยากจะทำต่อจริง ๆ ตอนนี้มีประมาณ 20 ศูนย์ที่ยัง Active อยู่แล้ว จากตรงนั้น เราก็มาคุยกันว่า จะทำอย่างไรให้ครอบคลุมครบทุกโซน อาจจะเป็นศูนย์เดิมก็ได้ แต่ขอให้กระจายอยู่ครบทุกพื้นที่ และมีเครื่องไม้เครื่องมือสำหรับการต่อยอดการทำงาน”
“แนวทางการต่อยอดที่คุยกันมีอยู่หลายแบบ แบบแรกคือ อยากให้มี Play Worker ที่ทำงานเป็นเครือข่ายในแต่ละโซน ซึ่งเราเชื่อว่า ถ้ามีโครงสร้างแบบนี้ก็จะสามารถขยายผลต่อได้”
“อีกส่วนหนึ่งคือการหารือกับทาง สปสช. ว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่จะมีงบประมาณบางส่วนให้ศูนย์สามารถยื่นขอได้เอง เหมือนที่ผ่านมาที่ สปสช. ทำเรื่องฝุ่น PM2.5 จะเน้นแค่การจัดซื้อหน้ากากอนามัยทุกปี จนเรามองว่า น่าจะทำอะไรได้มากกว่านั้น ปัจจุบันจึงมีการขยายโครงการให้สามารถขอเป็นห้องปลอดฝุ่นได้แล้ว”“จากแนวคิดนี้ เราก็มองต่อว่าเรื่อง “การเล่นอิสระ” ก็น่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยส่งเสริมพัฒนาการเด็กในหลายด้าน และน่าจะสามารถพัฒนาเป็นโครงการเพื่อขอทุนจาก สปสช. ได้ หากมีคนที่มีความเข้าใจกระจายอยู่ทุกโซน และมีเครื่องมือสนับสนุน ทั้งงบประมาณจากกองทุน สปสช. รวมถึงงบอุดหนุนจากกรุงเทพมหานครที่มีการสนับสนุนอยู่แล้วทุกปี เราเชื่อว่า สามารถขยายผลได้ เพราะเป็นกิจกรรมที่ทำได้ไม่ยาก ใช้ทรัพยากรไม่มาก แต่ให้ผลลัพธ์ค่อนข้างมาก และน่าจะเป็นส่วนสำคัญในการขยายผลในภาพรวมได้ทั้งหมด”
โดยเทศกาลการเล่นอิสระที่อุทยาน 100 ปี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยครั้งล่าสุด ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นทุกปีจากผู้เข้าร่วมราว 5,000 คนในปีแรก สู่เกือบ 15,000 คน
ก้าวต่อไปของ สสส.
สำหรับปีหน้า สสส. จะเป็นการขับเคลื่อนแบบควบคู่ขนาน โดย นพ.พงศ์เทพ เชื่อว่า การลงทุนในเด็กอาจไม่เห็นผลทันที แต่จะเห็นผลชัดในอีก 10–20 ปีข้างหน้า ผ่านพฤติกรรมสุขภาพที่ฝังเป็นนิสัย เช่น การออกกำลังกาย การเลือกกินอาหาร การไม่สูบบุหรี่ไฟฟ้า เมาไม่ขับ และการสวมหมวกนิรภัย
ขณะที่ในระดับพื้นที่ ปีหน้า สสส. จะเร่งทำงานร่วมกับชุมชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยเฉพาะศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก หนึ่งในแผนงานสำคัญคือการขยายโครงการ ธนาคารหมวกนิรภัย ร่วมกับ สปสช.
ในช่วงวัยอื่น สสส. ยังคงเดินหน้าจัดแคมเปญสร้างความรู้ผ่านสื่อออนไลน์ และทำงานกับชุมชนเข้มแข็ง เพื่อให้ชุมชนเห็นข้อมูลสุขภาพของตนเอง และร่วมกันปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยง
“สุดท้ายนี้ ผมอยากฝากไว้ว่า สุขภาวะของเด็กหนึ่งคน คืออนาคตของประเทศ สิ่งที่ผมคิดเสมอคือ เราทุกคนกำลังอยู่ในเหมือนการนั่ง Time Machine ที่พาเราข้ามเวลากลับมาอยู่กับเด็กแต่ละคน ทั้งลูกของเราเอง และเด็กทุกคนในสังคม ในช่วงเวลาที่เขายังไม่ป่วย”
“หากเราดูแลเขา ฉีดวัคซีนเข็มที่หนึ่ง เข็มที่สอง เข็มที่สาม สร้างภูมิคุ้มกันทั้งทางกายและทางใจ รวมถึงสอนให้เขารู้จักดูแลสุขภาพของตนเองในอนาคต นั่นเท่ากับว่า เราได้ใช้ Time Machine ป้องกันโรค และช่วยให้เขามีชีวิตที่ยืนยาวขึ้นแล้ว”
“สิ่งสำคัญคือ เด็กไม่ใช่เพียงทรัพยากรของครอบครัวเท่านั้น แต่เป็นทรัพยากรของชุมชน สังคม และประเทศ ที่ต้องร่วมกันออกแบบและดูแล เพื่อให้เด็กเติบโตเป็นคนดีของสังคมในวันข้างหน้า ผมขอส่งกำลังใจให้ทุกคนร่วมกันดูแลและปกป้องเด็กต่อไป”
“เพราะสิ่งที่ สสส. อยากเห็นคือเด็กที่เคารพตนเอง มีความคิดสร้างสรรค์ มีจิตใจดีงาม ร่าเริง มีจิตอาสา ดูแลคนอื่นได้ และที่สำคัญคือสุขภาพแข็งแรง” นพ.พงศ์เทพ ปิดท้าย
สำหรับผู้ที่สนใจสามารถติดตามข้อมูลได้เว็บไซต์ศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ
ที่ https://resourcecenter.thaihealth.or.th/healthtrend


