บุหรี่ไฟฟ้าอันตรายกว่าที่คิด โดยปัจจุบันมักมาในรูปลักษณ์และสีสันที่สวยงาม เช่น ในรูปแบบทอยพอด (Toy Pod) มีรสชาติและกลิ่นหอม ทำให้ดึงดูดใจ เข้าถึงเด็กและเยาวชนได้ง่าย ซึ่งยังมีความเชื่อผิด ๆ ว่าบุหรี่ไฟฟ้ามีอันตรายน้อยกว่าบุหรี่มวน แต่จริง ๆ แล้ว ไม่จริง เพราะมีโทษไม่ต่างกัน แถมบุหรี่ไฟฟ้ายังเสพติดง่ายกว่าถึง 10 เท่า และยังส่งผลกระทบต่อสุขภาพทางกาย เช่น เพิ่มโอกาสในการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดสมอง โรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ โรคมะเร็งต่าง ๆ รวมถึงสุขภาพทางใจ และกระทบต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาวได้
มีข้อมูลจากการสำรวจสุขภาพประชาชนคนไทย โดยการตรวจร่างกายครั้งที่ 7 ปี 2567-2568 พบกลุ่มอายุ 15-29 ปี สูบบุหรี่ไฟฟ้าพุ่งสูงขึ้นถึง 69.4% รองลงมาคือกลุ่มอายุ 30-44 ปี อยู่ที่ 21.3% โดยกรุงเทพฯ เป็นพื้นที่ที่มีการใช้บุหรี่ไฟฟ้าในวัยรุ่นสูงที่สุด
เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันและสังคมที่ปลอดภัยให้กับเด็กและเยาวชนจากบุหรี่ไฟฟ้า ด้วยเหตุนี้เองทาง สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จึงได้ร่วมกับ กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และภาคีเครือข่าย จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการป้องกันและแก้ไขปัญหาบุหรี่ไฟฟ้าและปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ
สสส. จับมือ สกร. ลงนาม MOU
เดินหน้าป้องกันและแก้ไขปัญหาบุหรี่ไฟฟ้า เสริมเกราะปกป้องสุขภาพคนไทย
นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้กล่าวถึงวัตถุประสงค์และขอบเขตความร่วมมือภายใต้การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการป้องกันและแก้ไขปัญหาบุหรี่ไฟฟ้าและปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพกับทางกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ว่า ตอนนี้สถานการณ์เรื่องบุหรี่ไฟฟ้าเป็นปัญหาสำคัญของประเทศ ซึ่งเด็กและเยาวชนกำลังถูกโจมตีด้วยสิ่งล่อลวงนี้เป็นจำนวนมาก การทำ MOU ในครั้งนี้เป็นการทำแบรนด์ x แบรนด์ โดยนำจุดแข็งของทั้งสององค์กร ได้แก่ กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) มาผนวกเข้าด้วยกัน โดยมองว่าทางกรมส่งเสริมการเรียนรู้นั้นมีพื้นที่ในการสร้างประสบการณ์ให้กับเด็กที่มากกว่าการให้ความรู้ การทำงานร่วมกันจะช่วยสร้างความรู้ สร้างประสบการณ์ให้กับเด็ก เยาวชน และทุกกลุ่มวัย ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องบุหรี่ไฟฟ้าแต่ยังรวมทุกเรื่องที่เกี่ยวกับสุขภาพด้วย
“โดย สสส.ได้ร่วมกับทางกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) เนื่องจากมองว่า สกร. เป็นผู้ที่เข้าถึงเด็ก เยาวชน รวมถึงผู้ใหญ่ อีกทั้งยังมีพื้นที่ในการสร้างประสบการณ์ให้กับเด็กที่มากกว่าแค่การให้ความรู้ เด็กจะมีโอกาสได้คิด วิเคราะห์ ได้จับต้อง ได้มีอุปกรณ์ ที่เขาได้เรียนรู้ถึงปัญหาต่าง ๆ ทางวิทยาศาสตร์ รวมถึงทางสุขภาพและพิษภัยของบุหรี่ไฟฟ้าที่กำลังจะโจมตีเขา ดังนั้นการที่ สกร. กรุณามาร่วมมือกันในการปกป้องสุขภาพเด็กและเยาวชนจึงเป็นส่วนสำคัญมาก และเราก็จะทำงานร่วมกันกับผู้เชี่ยวชาญหลายท่าน เพื่อส่งความรู้ไปยังเด็ก เยาวชน และทุกกลุ่มวัย ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องบุหรี่ไฟฟ้า แต่ยังรวมทุกเรื่องเกี่ยวกับสุขภาพอื่น ๆ ด้วย”
“สสส. มุ่งมั่นป้องกันและแก้ไขปัญหาบุหรี่ไฟฟ้าในกลุ่มเด็กและเยาวชน จึงได้ลงนามความร่วมมือร่วมกับ สกร. เพื่อยกระดับสร้างระบบคุ้มครองผู้เรียนให้ปลอดภัยจากบุหรี่ ผ่านการขับเคลื่อน 3 ด้าน 1.ผลักดันมาตรการและกลไกเชิงนโยบาย จัดพื้นที่เรียนรู้ปลอดบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า 2.เสริมทักษะรู้เท่าทัน สร้างภูมิคุ้มกันทางความคิดและพฤติกรรมให้บุคลากรและผู้เรียน 3.รณรงค์สร้างกระแสสังคม ใช้เทคโนโลยีเผยแพร่สื่อสุขภาพ สร้างการรับรู้อย่างต่อเนื่อง”
“ความร่วมมือครั้งนี้ ถือเป็นหมุดหมายสำคัญ เป็นการยกระดับการป้องกันและแก้ไขปัญหาบุหรี่ไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพ เพื่อสุขภาพที่ดีของเยาวชนไทยปลอดภัยจากควันบุหรี่ทุกชนิด”
ด้าน ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ได้กล่าวถึงแนวทางความร่วมมือภายใต้การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการป้องกันและแก้ไขปัญหาบุหรี่ไฟฟ้าและปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพกับทางกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ว่า ทาง สสส. มีความเชี่ยวชาญทางด้านสุขภาพโดยครอบคลุมตั้งแต่การมีองค์ความรู้ มีสื่อที่ทันสมัย ส่วนทาง สกร.มีความเข้มแข็ง มีความพร้อมที่จะนำองค์ความรู้ไปเผยแพร่สู่ทุกตำบล ทุกครัวเรือน ซึ่งการทำ MOU ร่วมกัน จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่จะช่วยกันเติมเต็ม เพื่อให้คนไทยมีสุขภาพดีอย่างถ้วนหน้า
“เรื่องสุขภาพเป็นสิ่งที่อยู่กับทุก ๆ คน และเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงอนาคตที่เราสามารถสานฝันไปให้ถึงได้ สกร. เราตามนโยบายและตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 โดยเป้าหมายของเราคือทุกช่วงวัย ผ่านการดำเนินการของการเรียนรู้ที่ไม่ใช่แค่ความรู้ แต่ต้องเป็นการเรียนรู้ที่ติดเป็นพฤติกรรม รวมทั้งเป็นจิตใต้สำนึกที่จะทำให้เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิตได้ สิ่งที่สำคัญก็คือเรียนรู้อย่างไรถึงจะสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้”
“กองทัพของกรมส่งเสริมการเรียนรู้มีความเข้มแข็งมาก เราอยู่ในทุก ๆ ที่ ทุก ๆ ตำบล แล้วก็พร้อมนำสิ่งที่ดีเข้าไปสู่ทุกครัวเรือน แต่สิ่งที่เรายังขาดและต้องการเติมเต็มคือองค์ความรู้ที่เกิดจากประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญระดับประเทศ และสื่อการเรียนรู้ที่พร้อม เราอยากได้สื่อที่จะทำให้ความรู้นั้นสามารถเคลื่อนเป็นพาหนะผ่านครู สกร.และเข้าสู่ทุกครัวเรือน นำไปใช้ได้จริง ซึ่ง สสส. มีความพร้อมตรงนี้ สสส.ครอบคลุมทุกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน มีทั้งสื่อที่ทันสมัย มีองค์ความรู้จากแพทย์และผู้เชี่ยวชาญ เพราะเรามองว่ามากกว่าการเป็นภูมิคุ้มกันคือการทำให้เกิดสุขภาพดีในทุกช่วงวัย และก็จะกลายไปเป็นสิ่งที่สำคัญที่จะทำให้เด็ก และผู้ใหญ่มีองค์ความรู้ไปต่อยอด ไปยังชุมชนให้มีความเข้มแข็ง สามารถเติมเต็มการเรียนรู้ได้ทุกรูปแบบอย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังนำไปใช้เป็นทักษะชีวิตที่ถูกต้อง สู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้”
“ที่ผ่านมาเราเห็นเชิงประจักษ์ว่า เราไม่ได้แค่คิด เราไม่ได้แค่พูด แต่เราทำ และสิ่งที่เราทำเป็นประโยชน์กับทุกครัวเรือน ตรงนี้ก็เช่นกัน ดิฉันมั่นใจว่าการที่ สกร. ได้จับมือกับทาง สสส. รวมถึงเรายังมีทีมอื่น ๆ ที่จะดำเนินการร่วมกัน โดยภายใต้ MOU สกร. และ สสส. จะร่วมกันพัฒนานโยบาย สร้างหลักสูตรและสื่อการเรียนรู้ด้านสุขภาวะที่ทันสมัย เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทของผู้เรียนในแต่ละพื้นที่ พร้อมเสริมศักยภาพผู้บริหาร ครู และผู้เรียน ให้เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงด้านสุขภาพในชุมชนของตนเอง อีกทั้งสื่อนี้จะกลายไปเป็นหลักสูตรที่มีชั่วโมงการเรียนรู้ และนำไปสู่การเทียบโอน เป็น Credit Bank (ธนาคารหน่วยกิต) ในอนาคตด้วย”
“โดยเราเชื่อมั่นว่าความร่วมมือกันในครั้งนี้จะช่วยลดความเสี่ยงด้านสุขภาพจากบุหรี่ไฟฟ้า พร้อมยังช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตในระยะยาว เพื่อคนไทยจะได้มีสุขภาพที่ดีอย่างถ้วนหน้าค่ะ”
สัญญาณน่าห่วง! เด็ก–เยาวชนติดบุหรี่ไฟฟ้าพุ่ง 69.4%
นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ของบุหรี่ไฟฟ้าในปัจจุบันว่า บุหรี่ไฟฟ้าถือเป็นยาเสพติดตัวฉกาจ ร้ายที่สุดเท่าที่มีมา เป็นภัยเงียบคุกคามสังคมไทยที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยในปี 2564 มีผู้สูบบุหรี่ไฟฟ้า 78,742 คน ปี 2567 900,459 คน ซึ่งถือว่าเพิ่มสูงขึ้นหลายเท่า
“สถานการณ์เรื่องบุหรี่ไฟฟ้าถือว่าสูงขึ้นเรื่อย ๆ โดยกลุ่มเป้าหมายส่วนใหญ่เป็นเด็กและเยาวชน ประมาณ 70% ของผู้ที่สูบบุหรี่ไฟฟ้าทั้งหมด โดยการตรวจร่างกายครั้งที่ 7 ปี 2567-2568 พบกลุ่มอายุ 15-29 ปี สูบบุหรี่ไฟฟ้าสูงถึง 69.4% รองลงมาคือ กลุ่มอายุ 30-44 ปี อยู่ที่ 21.3% กรุงเทพฯ เป็นพื้นที่ที่พบการใช้บุหรี่ไฟฟ้าในวัยรุ่นสูงที่สุด สาเหตุสำคัญมาจากการตลาดที่เข้าถึงง่าย มีรสชาติ และรูปลักษณ์ที่ดึงดูดใจ ทำให้เยาวชนเข้าถึงได้ง่าย รวมถึงเป็นประตูสู่การเสพติดนิโคตินและสารเสพติดอื่น ๆ”
นายแพทย์พงศ์เทพ ยังได้กล่าวถึงพิษภัยของบุหรี่ไฟฟ้าอีกว่า มีงานวิจัยบ่งชัดว่าเด็กสูบบุหรี่ หรือบุหรี่ไฟฟ้า ไม่เพียงแค่ทำลายปอด แต่ยังทำลายสมอง ทำลายการเรียนรู้ เพราะบุหรี่ไฟฟ้าจะทำให้สมองหรือพัฒนาการล่าช้า ยิ่งอายุน้อยเท่าไหร่ยิ่งทำลายสมองมากเท่านั้น เราจะพบว่าเมื่อเด็กสูบบุหรี่ไฟฟ้าทำให้การเรียนแย่ลง สมาธิที่จดจ่อแย่ลงด้วย
นอกจากนี้ยังทำให้เกิดโรค EVALI (E-cigarette or Vaping product use-Associated Lung Injury) คือ ภาวะปอดอักเสบรุนแรงที่เกิดจากการใช้บุหรี่ไฟฟ้า ปัจจุบันมีรายงานผู้ป่วย EVALI ในไทยหลายรายและยังพบในผู้ป่วยอายุยังน้อย และไม่เป็นโรคประจำตัวมาก่อนอีกด้วย อีกทั้งยังส่งผลกระทบต่อสุขภาพด้านอื่น ๆ เช่น ระบบหลอดเลือดและหัวใจ สภาวะทางจิตใจและอารมณ์ และทำลายคุณภาพชีวิตในระยะยาวด้วย
โดยบุหรี่ไฟฟ้า มีส่วนประกอบ ได้แก่ น้ำยา นิโคตินเหลว ไพรเพลีนไกลคอล สารปรุงแต่งกลิ่นรส สารโลหะหนัก สารก่อมะเร็ง และสารอื่น ๆ ทั้งนี้ นพ.พงศ์เทพ ได้อัปเดตสารเคมีในบุหรี่ไฟฟ้าปี 2568 ว่ามีสาร ได้แก่ บิวทาไอดีน สร้างความระคายเคืองและเมื่อสูบต่อเนื่องทำให้เสี่ยงมะเร็ง, สารฟอร์มาลดีไฮด์ หรือคนทั่วไปรู้จักในชื่อน้ำยาดองศพ และสารนิโคติน สารเดิมที่ปรับใหม่ ดูดซึมเร็ว ทำให้เกิดการเสพติดจากการสูบ
“เมื่อนิโคตินเข้าสู่ร่าง เข้าสู่ปอด จะเดินทางไปที่สมองภายใน 7-10 วินาที สมองจะหลั่งโดปามีน นิโคตินจะทำปฏิกิริยากับสมองส่วนหน้าหลั่งโดปามีน ทำให้รู้สึกสบาย มีความสุขทันทีแบบชั่วคราว หลังจากนั้นนิโคตินจะอยู่ในร่างกายประมาณ 2 ชั่วโมง เมื่อนิโคตินหมดจะรู้สึกเครียด วิตกกังวล ซึมเศร้า ประหม่า พอเริ่มเข้าสู่วงจรติด ยิ่งสูบบ่อยขึ้น ร่างกายจะชินกับนิโคติน อยากสูบบ่อยขึ้น ถี่ขึ้น มากขึ้นเรื่อย ๆ”
สร้างภูมิคุ้มกันทางใจตั้งแต่วัยเด็ก เปรียบเสมือนการฉีดวัคซีน
ให้เด็กรู้จักปฏิเสธ ลดความอยากรู้ อยากลอง
ทั้งนี้ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ยังได้กล่าวต่ออีกว่า การสร้างภูมิคุ้มกันทางใจ เหมือนเป็นการฉีดวัคซีนให้เขาตั้งแต่ยังเด็ก จะช่วยให้เด็กไม่อยากลอง ไม่อยากยุ่ง รู้จักปฏิเสธ
“เวลาใช้ชีวิต ส่วนใหญ่เราจะคิดว่าเราใช้หลักเหตุผล แต่จริง ๆ แล้ว เราใช้จิตใต้สำนึก สังเกตว่าคนสูบบุหรี่ทุกคนรู้ว่าไม่ดีแต่ก็ยังสูบ เพราะมันฝังอยู่ในจิตใต้สำนึก เราจึงต้องแก้ที่ต้นเหตุ การที่บุหรี่ไฟฟ้าเข้ามาอย่างผิดกฏหมาย เราทราบกันดีอยู่แล้วว่าตอนนี้สถานการณ์เรื่องของบุหรี่ไฟฟ้าเป็นปัญหาสำคัญของประเทศ ตอนนี้เราอยู่ในยุคโรคที่สาม โดยโรคมีสงครามอยู่ด้วยกัน 3 ยุค ได้แก่ โรคติดเชื้อซึ่งเราเอาชนะได้ง่ายจากการมียาปฏิชีวนะ การมีวัคซีน วันนี้เราจะเห็นได้ว่าอหิวาตกโรค วัณโรคต่าง ๆ หายไปแล้ว โรคยุคที่สอง คือโรคจากการแพ้ใจตัวเอง โรคจากพฤติกรรมต่าง ๆ ทั้งการกินหวาน มัน เค็ม เบาหวาน ความดัน ไขมัน และปัจจุบันโรคยุคที่สาม โรคจากพยาธิสภาพทางสังคม (Social Pathology) ซึ่งด้วยระบบทุนนิยมมีความอยากจะได้เงิน ดังนั้นจึงจะผลิตสินค้าบางอย่างเพื่อให้คนเสพติด อย่างบุหรี่ไฟฟ้า บุหรี่ที่ว่าร้ายแล้วบุหรี่ไฟฟ้าร้ายกว่าอีก เพราะว่ามันมีกระบวนการติดที่ซับซ้อนกว่า ซึ่งทั้งหมดบริษัทผลิตบุหรี่เป็นผู้ที่ได้กำไร แต่ปัญหาสุขภาพทิ้งไว้ให้กับแต่ละประเทศ ภาระที่จะต้องรักษาพยาบาล ภาระการติดเตียง ความทุกข์ในชีวิตระหว่างทาง ซึ่งการติดนิโคตินรุนแรงที่สุดในสารเสพติดทั้งหมด เพราะว่ามีเพียงแค่ 30% เท่านั้นที่จะรอดมาได้ ส่วนอีก 70% จะติดตลอดชีวิต และกลุ่มเป้าหมายที่เขาเลือกโจมตีก็คือเด็กและเยาวชน เพื่อที่จะจู่โจมไปในส่วนที่ไม่รู้ ไม่เข้าใจ ในยุคทุนนิยมบริษัทผลิตบุหรี่จะไล่ล่าเด็กและเยาวชนเพื่อให้เป็นทาสเขาตลอดชีวิต ดังนั้นการปกป้องเด็กและเยาวชน จึงเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคน”
“สิ่งสำคัญ ต้องสร้างการเรียนรู้ สร้างภูมิคุ้มกันทางใจ เหมือนเป็นการฉีดวัคซีนให้กับลูก ๆ หลาน ๆ ให้เขาไม่ไปลอง ไม่ไปยุ่ง เราต้องปลูกฝังไปถึงจิตใต้สำนึก เพราะถ้ามันฝังอยู่ในหัวของเขา เขาจะปกป้องตนเองได้ ปฏิเสธเป็น เขาจะไม่ อยากยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดทุกชนิด ไม่ว่าใครจะชวน เขาจะรู้เลยว่าสิ่งนี้ไม่ดี เขาจะไม่ทำสิ่งนั้นหรือทำสิ่งนั้นโดยกลายเป็นนิสัย ยกตัวอย่างเช่น แปรงฟัน เขาไม่ต้องถามว่าทำไมต้องแปรง หรือเด็กที่เราสอนให้เขาคาดเข็มขัดนิรภัย ขึ้นรถเขาก็จะไม่ถาม เขาจะคาดเองเลย ในส่วนเด็กเล็กเราอาจจะใช้นิทาน เกม การเล่าเรื่องสอดแทรกลงไป ถ้าเป็นวัยรุ่น วัยผู้ใหญ่ อาจจะใช้เหตุผล ใช้ความรัก ความเข้าใจ ใช้การสื่อสารเพิ่มเข้าไป เป็นต้น”
เปิดตัวเครื่องมือการเรียนรู้รับมือบุหรี่ไฟฟ้าในสถานศึกษา
พร้อมยกระดับผู้บริหารสถานศึกษา เสริมพลังครู มุ่งสู่โรงเรียนปลอดบุหรี่-บุหรี่ไฟฟ้าอย่างยั่งยืน
ผศ.ดร.เกศรา สุกเพชร สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) ได้กล่าวถึงวัตถุประสงค์กิจกรรมพัฒนาศักยภาพด้านการพัฒนายาสูบ (บุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า) สำหรับผู้บริหารสถานศึกษา ว่า ทาง NIDA เป็นเสมือนข้อโซ่กลางทำงานเรื่องการส่งเสริมศักยภาพ ความรอบรู้ประเด็นบุหรี่ไฟฟ้าและความเสี่ยงของบุหรี่ไฟฟ้าสำหรับบุคลากรและผู้เรียนนอกระบบการศึกษา ทำหน้าที่ในเรื่องของการสร้างสรรค์กระบวนการต่าง ๆ ผ่านโครงการส่งเสริมความรอบรู้ประเด็นปัจจัยเสี่ยงบุหรี่ไฟฟ้าสำหรับบุคลากรและผู้เรียนนอกระบบการศึกษา โดยมี 3 วัตถุประสงค์ ได้แก่
1. เพื่อพัฒนาชุดการเรียนรู้ ประเด็นความรอบรู้ประเด็นปัจจัยเสี่ยงบุหรี่ไฟฟ้า สำหรับบุคลากรและสังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้และผู้เรียนนอกระบบการศึกษา
2. เพื่อพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ประเด็นความรอบรู้ประเด็นปัจจัยเสี่ยงบุหรี่ไฟฟ้า สำหรับบุคลากรสังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้
3. เพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากรสังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้ให้เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงความรอบรู้ประเด็นปัจจัยเสี่ยงบุหรี่ไฟฟ้าให้แก่ผู้เรียนนอกระบบการศึกษาผ่านการขับเคลื่อนข้อมูล (Data Driven)
ทั้งนี้ผลลัพธ์ของโครงการ ได้แก่ 1. ชุดการเรียนรู้ ประเด็นความรอบรู้ประเด็นปัจจัยเสี่ยงบุหรี่ไฟฟ้า สำหรับบุคลากรและสังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้และผู้เรียนนอกระบบการศึกษา 2. ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการเรียนรู้ การประมวลผลและการสรุปผล ประเด็นความรอบรู้ประเด็นปัจจัยเสี่ยงบุหรี่ไฟฟ้า สำหรับบุคลากรและสังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้ และ 3. สื่อประกอบการสอน ตามชุดการเรียนรู้และการรายงานผลความรู้ประเด็นปัจจัยเสี่ยงบุหรี่ไฟฟ้า โดยกลุ่มเป้าหมายของโครงการชิ้นนี้ ได้แก่ กลุ่มที่ 1 ผู้บริหารสถานศึกษาในสังกัดกรมการเรียนรู้ มีความรู้ในเรื่อง Health Literacy ประเด็นบุหรี่ไฟฟ้าจากการ Pre-Test และ Post-Test หลังจากนั้นจะมีการเรียนออนไลน์ประมาณ 7 Module (40นาที) และจะได้รับประกาศนียบัตรว่าท่านได้มีความรู้เรื่องบุหรี่ไฟฟ้าในเบื้องต้นแล้ว กลุ่มที่ 2 กลุ่มครูในสังกัดกรมส่งเสริมความรู้ โดยช่วงแรกจะทำแบบ Pilot test คือ การทดสอบนำร่องครู ผ่านการเรียนในระบบออนไลน์ โดยครูกลุ่มนี้จะถูก Pre-Test และ Post-Test เพื่อนำไปถ่ายทอดความรู้สู่ผู้เรียน และส่งรายงานหลักฐานเข้าสู่ระบบ ว่าสามารถขยายผลได้จำนวนเท่าไหร่ ประเด็นอะไรบ้าง และพบเจอประเด็นอะไรที่สำคัญเพิ่มเติมบ้าง หลังจากนั้นจะได้รับใบประกาศนียบัตรโดยระบบออนไลน์ กลุ่มที่ 3 กลุ่มผู้เรียนนอกระบบการศึกษา ที่จะได้เรียนรู้จากครูผู้สอน เพื่อนำไปขยายผลสู่ครอบครัวและคนรอบข้าง
“เราจะมีชุดการเรียนรู้ที่สามารถให้ครูนำไปใช้ได้เป็นประโยชน์ สำหรับชุดการเรียนรู้ไม่ได้พัฒนามาจากโครงการนี้เพียงอย่างเดียว โดยเครื่องมือไม่ว่าจะเป็น Pre-test หรือ Post-Test ได้ถูกพัฒนามาจากโครงการที่ทางคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ทำการย่อยจากระบบเครื่องมือวัดในต่างประเทศ นำมาบวกกับบริบทประเทศไทย เพื่อพัฒนาเป็นเครื่องมือมาตรฐานสำหรับหลาย ๆ Test สำหรับประเทศไทย เพื่อจะเป็น Baseline ในการเก็บข้อมูลว่า ประเทศไทย มีความรู้หรือความเท่าทันเรื่องของ Health Literacy อยู่ในระดับไหน โดย NIDA ก็ได้ทำงานร่วมกันกับคณะคุรุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เอาเครื่องมือตรงนั้นนำมาพัฒนาสู่ชุดการเรียนรู้ ทำขึ้นเพื่อพัฒนาไปสู่กระบวนการเครื่องมือประเมิน Health Literacy หรือความรอบรู้ด้านสุขภาพ ประเด็นเรื่องบุหรี่ไฟฟ้า”
“นอกจากเครื่องมือกระบวนการเรียนรู้แล้ว เรายังได้ทำเครื่องมือเพื่อพัฒนา นำชุดกระบวนการเรียนรู้ต่าง ๆ เข้าไปสู่ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อทำให้มีกระบวนการใช้ที่ง่ายขึ้น สะดวกมากขึ้น เก็บข้อมูลได้ดีมากขึ้น และสามารถประเมินผลได้ ตรวจจับได้ว่ากระบวนการเรียนรู้หรือว่า Health Literacy เรามีเพิ่มหรือลดอย่างไร โดยบุคลากรที่อยู่ในกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ได้แก่ ผู้บริหาร หัวหน้าหน่วย หัวหน้าศูนย์ ครูผู้สอนที่มีมากกว่า 900 หน่วย ไปจนกระทั่งถึงนักเรียน จากการศึกษาเบื้องต้นเราพบว่าจะทำให้เกิดตัวคูณและเกิดผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพ โดยข้อมูลเหล่านี้จะเป็นข้อมูลเชิงคุณภาพที่สำคัญ ที่จะพาเราก้าวเดินต่อไปว่าจริง ๆ แล้วในบริบทชุมชนต่าง ๆ มีข้อควรระวังอะไรบ้าง ทั้งในประเด็นขาย ประเด็นความรู้ ความเข้าใจ ประเด็นภาพลักษณ์ ตลอดจนเทรนด์ของบุหรี่ไฟฟ้า”
“สสส. ยังได้พัฒนาระบบและเครื่องมือสนับสนุนการทำงาน 1. พัฒนาหลักสูตรและสื่อการเรียนรู้ ที่เหมาะสมกับบริบทของผู้เรียนและบุคลากร 2. สนับสนุนข้อมูล องค์ความรู้ สื่อสร้างสรรค์ในการรณรงค์ จัดทำระบบติดตามและสำรวจข้อมูลพฤติกรรมการสูบบุหรี่ไฟฟ้าในกลุ่มผู้เรียนนอกระบบ 3. สนับสนุนบุคลากร ให้มีสมรรถนะในการเป็น “ผู้นำการเปลี่ยนแปลง” ด้านสุขภาพ ซึ่งจะมีการจัดอบรมพัฒนาทักษะและให้ความรู้แก่ผู้บริหารส่วนกลางและผู้บริหารสถานศึกษาในสังกัด สกร. 1,004 คน ในประเด็นอันตรายของบุหรี่ไฟฟ้า เสริมทักษะการเฝ้าระวัง ป้องกัน และจัดการความเสี่ยงในสถานศึกษาอย่างเป็นระบบ”
“ผมต้องขอบคุณอย่างยิ่งที่ทาง สกร.ให้ความสำคัญ เพราะนอกจากบุหรี่ไฟฟ้าแล้ว ยังมีอีกหลายโครงการเลยที่เราอยากทำร่วมกัน ผมคิดว่าการนำการเรียนรู้เรื่องสุขภาพไปสู่การเรียนรู้ทุกช่วงวัยเป็นสิ่งสำคัญ เพราะจะมีอะไรสำคัญกับชีวิตไปมากกว่าชีวิตที่เหลืออยู่ อายุค่าเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้น การไม่ติดเตียง การมีสุขภาพดี การมีคุณภาพชีวิตที่ดี ต่อให้เรามีความรู้ทางด้านเศรษฐกิจ ด้านวิชาการต่าง ๆ มากมาย ก็ไม่สำคัญเท่ากับสุขภาพ เพราะสุขภาพเป็นทรัพย์สินที่มีค่าที่สุด เพื่อจะใช้ไปหาทรัพย์สินอื่น ๆ มาเพิ่มเติมได้ ดังนั้นฝากถึงผู้บริหารสถานศึกษาและคุณครูทุกท่าน อยากให้ช่วยกันนำความรู้เรื่องสุขภาพตรงนี้ไปสู่ทุกกลุ่มวัย เพื่อสุขภาพที่ดีของคนไทยทุกคนครับ” นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ กล่าวทิ้งท้าย


