อย.เผยข้อมูลร้องเรียนปี 66 พบเกี่ยวกับอาหาร 2,106 เรื่อง ยา 1,145 เรื่อง เครื่องสำอาง 420 เรื่อง พบเป้นเรื่องโฆษณาอาหารมากสุด ตามด้วยโฆษณายาทางเว็บไซต์ ฉลากอาหาร แนะผู้บริโภคปกป้องสิทธิร้องเรียนผลิตภัณฑ์สุขภาพผิดกฎหมาย เนื่องในวันสิทธิผู้บริโภคสากล เครือข่ายผู้บริโภคหนุนแก้กฎหมายไม่ให้ล้าหลัง
เมื่อวันที่ 15 มี.ค. นพ.ณรงค์ อภิกุลวณิช เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เปิดเผยว่า วันที่ 15 มีนาคมของทุกปี เป็น “วันสิทธิผู้บริโภคสากล” หรือ World Consumer Rights Day เป็นวันที่กระตุ้นเตือนให้ผู้บริโภคทั่วโลกตระหนักถึงสิทธิขั้นพื้นฐานของตนเอง และส่งเสริมให้มีการเคารพ ปกป้องสิทธิของตน ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง เพราะหากผู้บริโภคมีความเข้มแข็ง รู้จักการปกป้องสิทธิ์ จะเป็นกลไกที่ช่วยให้ภาครัฐสามารถดำเนินงานคุ้มครองผู้บริโภคได้อย่างทั่วถึง สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ในฐานะหน่วยงานที่มีภารกิจหลักในการดำเนินงานคุ้มครองผู้บริโภคด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพ มีความห่วงใยผู้บริโภคที่ได้รับความเสียหายจากการบริโภคผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ไม่มีคุณภาพมาตรฐาน หรือตกเป็นเหยื่อของการโฆษณาโอ้อวดหลอกลวง จึงขอเป็นแรงผลักดันให้ผู้บริโภคแสดงจุดยืนและเรียกร้องสิทธิของตนเอง โดย อย. ได้เปิดช่องทางให้ผู้บริโภคสามารถร้องเรียนผ่านสายด่วน อย. 1556 Line @FDAThai Facebook : FDAThai Email: 1556@fda.moph.go.th ตู้ ปณ. 1556 ปณฝ.กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี 11004 หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ
ทั้งนี้ อย. ให้ความสำคัญกับเสียงของผู้บริโภค โดยในปีงบประมาณ 2566 อย. ได้รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับอาหาร 2,106 เรื่อง ยา 1,145 เรื่อง เครื่องสำอาง 420 เรื่อง เครื่องมือแพทย์ 189 เรื่อง สมุนไพร 129 เรื่อง วัตถุอันตราย 49 เรื่อง วัตถุเสพติด 31 เรื่อง อื่น ๆ 38 เรื่อง รวม 4,107 เรื่อง
สำหรับ 10 อันดับเรื่องร้องเรียน ได้แก่ 1. โฆษณาอาหาร 959 เรื่อง 2. โฆษณาขายยาทางเว็บไซต์ 946 เรื่อง 3. ฉลากอาหาร 904 เรื่อง 4. โฆษณาเครื่องสำอาง 207 เรื่อง 5. การขออนุญาตอาหาร 149 เรื่อง 6. การขายยา 145 เรื่อง 7. การขออนุญาตเครื่องสำอาง 110 เรื่อง 8. โฆษณาเครื่องมือแพทย์ 104 เรื่อง 9. โฆษณาผลิตภัณฑ์สมุนไพร 69 เรื่อง การขออนุญาตเครื่องมือแพทย์ 69 เรื่อง และ 10. สงสัยคุณภาพอาหาร 63 เรื่อง
"อย. จะตรวจสอบเฝ้าระวังการจำหน่ายผลิตภัณฑ์และโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพผิดกฎหมายทุกช่องทางอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ปลอดภัย และไม่ตกเป็นเหยื่อของการโฆษณาโอ้อวดเกินจริง หากพบการกระทำความผิดจะดำเนินคดีอย่างเคร่งครัดต่อไป" เลขาธิการ อย.กล่าว
ขณะที่ด้านเครือข่ายผู้บริโภคเรียกร้องให้แก้กฎหมายเกี่ยวกับผู้บริโภค อย่าให้ล้าหลัง โดย ศ.กิตติคุณ ดร.โซตี ราชการ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยนิลัย ประเทศมาเลเซีย ตั้งข้อสังเกตในเวทีเสวนา “เราจะช่วยกันยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภคไทยได้อย่างไร?” ที่จัดโดยสภาผู้บริโภค เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2567 ว่า ส่วนสำคัญอีกส่วนนอกจากการทำให้ผู้บริโภคเท่าทันและเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ คือ การทำให้กฎหมายผู้บริโภคอยู่บนพื้นฐานของการคุ้มครองผู้บริโภคและทำให้ผู้บริโภคทุกคนเข้าถึงได้อย่างแท้จริง เพราะที่ผ่านมาพบปัญหาว่าผู้บริโภคไม่ถูกคุ้มครองด้วยกฎหมายสำหรับผู้บริโภค ด้วยรูปแบบการให้บริการสินค้าและบริการที่เปลี่ยนไปที่ทำให้ปัจจุบันไม่ว่าใครสามารถเป็นกลุ่มเปราะบางได้ในเรื่องของเทคโนโลยี โดยการปรับแก้ไขหรือการออกกฎหมายต้องคำนึงถึงการเพิ่มมาตรฐานเข้ามากำหนดร่วมด้วย เช่น ประเทศไทยมีมาตรฐานสินค้าหรือไอเอสไอ (ISO) แต่ยังขาดมาตรฐานบริการ ที่ผู้ประกอบการต้องรายงานแก่ผู้บริโภค ทั้งด้านสิ่งแวดล้อมสังคมและธรรมาภิบาล หรือหลักการบริหารจัดการที่ดี
ยกตัวอย่าง เช่น ในต่างประเทศจะมีการกำหนดมาตรฐานที่กำหนดแนวทางปฏิบัติสำหรับองค์กรในการออกแบบและให้บริการที่ยุติธรรมสำหรับผู้บริโภคเพื่อลดความเสี่ยงที่จะเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค หรือ ISO 22458:2022 Consumer Vulnerability
ดร.เอมผกา เตชะอภัยคุณ อาจารย์จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่สามารถรณรงค์และผลักดันให้เกิดกฎหมายกลางสำหรับการคุ้มครองผู้บริโภค ได้แก่ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 สำเร็จเป็นประเทศแรก ๆ ของโลก แต่ปัจจุบันกลายเป็นว่ากฎหมายดังกล่าวกลับมีเนื้อหาที่ไม่ทันสมัย ไม่สอดคล้องกับปัญหาของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอย่างมากจากในอดีต เมื่อสิทธิผู้บริโภคยังคงถูกจำกัดอยู่เพียง 5 ข้อ ขณะที่ประเทศอื่น ๆ เดินหน้าไปสู่สิทธิผู้บริโภคสากล 8 หรือ 10 ข้อหรือมากกว่านั้น รวมถึงข้อจำกัดในกฎหมายบางประการ อาทิ นิยามของคำว่าผู้บริโภคที่ยังไม่มีความชัดเจน สัดส่วนและอำนาจคณะกรรมการคุ้มครองที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัญหาผู้บริโภคที่เกิดขึ้นมากมายในปัจจุบัน โดยเฉพาะในปัญหาผู้บริโภคที่เกี่ยวข้องกับออนไลน์ ซึ่งทำให้ไม่สามารถคุ้มครองผู้บริโภคได้อย่างเต็มที่
ดังนั้น จากการข้อค้นพบในการศึกษากฎหมายสำหรับการคุ้มครองผู้บริโภคเปรียบเทียบระหว่างไทยและสากลในการนำมาปรับแก้ไขกฎหมายสำหรับการคุ้มครองผู้บริโภคของไทยที่ควรเพิ่มเติมเข้าไป ได้แก่ การบรรจุเรื่องการบริโภคอย่างยั่งยืนในกฎหมายให้มีความชัดเจน ที่ผ่านมาเรื่องดังกล่าวอาจถูกมองว่าเกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียว ซึ่งอาจทำให้มองไม่เห็นถึงความเชื่อมโยงเกี่ยวกับการบริโภคอย่างยั่งยืนและไม่ได้ระบุเรื่องดังกล่าวในกฎหมาย อย่างไรก็ตาม สหประชาชาติหรือยูเอ็น (UN) ได้ระบุเรื่องดังกล่าวไว้เป็นหลักการสำหรับการคุ้มครองผู้บริโภคที่ผู้ผลิตและผู้บริโภคจะต้องผลิตและผู้บริโภคสินค้าหรือบริการที่มีความรับผิดชอบมากขึ้นตามลำดับ หรือภาครัฐและผู้ประกอบการในประเทศเกาหลีใต้ระบุหลักการที่จะต้องเคารพหลักการบริโภคอย่างยั่งยืน
หรือกฎหมายเกี่ยวกับความชำรุดบกพร่องในสหภาพยุโรป ระบุชัดว่าผู้ผลิตสินค้าต้องผลิตสินค้าที่มีความทนทาน เพื่อลดการซื้อซ้ำ ลดขยะ และลดการผลิตที่ไม่จำเป็น หรือการเพิ่มบทลงโทษกับผู้ประกอบการในประเด็นการอ้างเพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่รับผิดชอบต่อสังคมและรักษ์โลกแก่บริษัทแต่อาจไม่ได้มีช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจริง หรือที่เรียกว่าการฟอกเขียว (Greenwashing) ทั้งนี้ การผลักดันและระบุให้ชัดเจนในกฎหมายในประเด็นข้างต้นจะทำให้ผู้บริโภคเริ่มหันมาสนใจเรื่องดังกล่าวเพิ่มมากและทำให้บรรลุเป้าหมายการบริโภคที่ยั่งยืนได้
นอกจากนี้ ในต่างประเทศนั้นการผลักดันการคุ้มครองผู้บริโภคเกิดขึ้นในทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มข้นจากภาครัฐ เอกชนไม่กล้าเอาเปรียบผู้บริโภค และผู้บริโภคเกิดความตระหนักสามารถเรียกร้องสิทธิตนเองเมื่อได้รับความเสียหายได้ ดังนั้น เพื่อการยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภคในไทยให้มีประสิทธิภาพ จึงมีความคิดเห็นว่าทุกภาคส่วนตั้งแต่ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ต้องร่วมมือจัดการ แก้ไข หาทางป้องกันร่วมกันเพื่อไม่ให้เกิดการเอาเปรียบผู้บริโภคและทำให้ผู้บริโภครู้เท่าทันมากยิ่งขึ้น โดยอาจให้มีหน่วยงานหลักในการจัดประชุมเพื่อบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วนอย่างเป็นทางการขึ้นทุกปี
สอดคล้องกับ นางสาวสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค ที่มีความคิดเห็นว่าการคุ้มครองผู้บริโภคจะไม่มีประสิทธิภาพมากพอหากกฎหมายกลางสำหรับการคุ้มครองผู้บริโภคยังไม่สามารถคุ้มครองผู้บริโภคได้เต็มที่ ดังนั้น สภาผู้บริโภคจึงเรียกร้องให้การปรับปรุงกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค ขยายสิทธิผู้บริโภคให้เท่าเทียมสากล เช่น สิทธิในการอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี สิทธิในการ เพิ่มอำนาจต่อรองให้ผู้บริโภค ปรับโครงการคณะกรรมการเพิ่มสัดส่วนผู้บริโภคเข้าไปให้เป็นธรรม สนับสนุนองค์กรของผู้บริโภคให้สามารถฟ้องคดีแทนได้ เพื่อทำให้เป็นกฎหมายกลางสำหรับการคุ้มครองผู้บริโภคได้อย่างแท้จริงในยุคปัจจุบัน ซึ่งตัวอย่างหนึ่งของเหตุผลที่ต้องปรับแก้ไขกฎหมายดังกล่าวเกิดจากการที่สภาผู้บริโภคพบว่าประธานของคณะกรรมการเฉพาะเรื่อง ด้านความปลอดภัยของสินค้าและบริการมาจากนายทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ อีกทั้งประเด็นการจัดการกับปัญหาถุงลมนิรภัยยี่ห้อทาคาตะซึ่งมีความอันตราย คณะกรรมการเฉพาะเรื่องในด้านดังกล่าวยังให้ความสำคัญไม่มากพอกับการแก้ไขปัญหาการประชาสัมพันธ์หรือออกมาตรการเพื่อให้ผู้บริโภคเปลี่ยนถุงลมอันตรายออกจากรถของตนเอง
เพื่อยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภค นางสาวสารีกล่าวว่า ปัจจุบันสภาผู้บริโภคได้เดินหน้าขยายฐานการคุ้มครองผู้บริโภคผ่านการผลักดันให้มีองค์กรสมาชิกครอบคลุมในทุกจังหวัดทั่วไทย ซึ่งปัจจุบันสภาผู้บริโภคมีองค์กรสมาชิกจำนวน 319 องค์กร ครอบคลุมพื้นที่ 43 จังหวัด โดยมีหน่วยงานประจำจังหวัดที่สามารถรับเรื่องร้องเรียน เจรจาไกล่เกลี่ย ฟ้องร้องคดีเพื่อช่วยเหลือผู้บริโภค จำนวน 17 จังหวัด ทั้งนี้ ตั้งแต่การจัดตั้งสภาผู้บริโภคมาเป็นเวลาเกือบ 3 ปีได้ช่วยเหลือผู้บริโภคกว่า 4.3 หมื่นราย ที่ได้รับการชดเชยเยียวยาความเสียหายได้กว่า 358 ล้านบาท ทั้งนี้ ในปัจจุบันสภาผู้บริโภคได้เดินหน้าฟ้องร้องคดีความช่วยเหลือผู้บริโภคจำนวน 75 คดี ใน 14 คดีเป็นการฟ้องร้องธนาคารต่าง ๆ ในประเทศไทยเพื่อให้มีส่วนในการรับผิดจากการที่ผู้บริโภคถูกดูดเงินออกจากระบบ รวมถึงยังมีการฟ้องร้องในประเด็นการควบรวมกิจการโทรคมนาคมกับศาลปกครอง
นอกจากนี้ เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค กล่าวถึงความคาดหวังเกี่ยวกับการใช้เอไอ (AI) ซึ่งเป็นประเด็นการรณรงค์ในวันสิทธิผู้บริโภคสากลปี 2567 นี้ ว่า ปัจจุบันเราต่างพบว่าเอไอมาพร้อมกับความสะดวก เช่น ตู้เย็นในปัจจุบันที่สามารถดูวิดีโอ ใช้โซเชียลมีเดียได้ แต่ในอีกทางเอไออาจมีการให้ข้อมูลที่เป็นเท็จ ไม่ถูกต้อง ละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัว จนอาจกลายเป็นเครื่องมือของผู้ไม่หวังดีในการสร้างความสับสนหรือนำเอไอไปสร้างข้อมูลปลอมเพื่อหลอกลวงผู้บริโภคได้ ดังนั้นสภาผู้บริโภคเรียกร้องให้ภาครัฐ หน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องออกมาตรการหรือกฎหมายเพื่อกำกับดูแลการใช้เอไอไม่ให้เกิดผลกระทบกับผู้บริโภค นอกจากนี้หากผู้บริโภคได้รับความเสียหายหรือถูกละเมิดจากการใช้เอไอมีสิทธิที่จะร้องเรียนกับหน่วยงานกำกับดูแลได้ทันที
ด้าน พันตำรวจเอกประทีป เจริญกัลป์ รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ที่กล่าวถึงบทบาทการคุ้มครองผู้บริโภคของ สคบ. ในการทำหน้าที่ปกป้องและคุ้มครองผู้บริโภค ตั้งแต่การรับเรื่องร้องเรียนพร้อมแก้ปัญหา รวมถึงการตรวจสอบการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการให้เป็นไปอย่างมีธรรมาภิบาลและไม่เอาเปรียบผู้บริโภค ทั้งนี้ การเกิดขึ้นของสภาผู้บริโภคในปัจจุบันมีส่วนช่วยยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภคในไทยได้จากการเป็นผู้แทนผู้บริโภคตามกฎหมายที่สามารถเสนอแนะข้อเสนอนโยบายที่เป็นประโยชน์กับผู้บริโภคถึงภาครัฐและภาคเอกชน รวมทั้งสภาผู้บริโภคยังเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่สามารถให้ความช่วยเหลือผู้บริโภคได้เช่นเดียวกับ สคบ. ซึ่งทำให้ผู้บริโภคมีช่องทางในการร้องเรียนปัญหาผู้บริโภคได้หลากหลายขึ้น
พันตำรวจเอกประทีป กล่าวอีกว่า นอกจากการมีกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคแล้ว สิ่งสำคัญคือผู้บริโภคต้องรู้จักสิทธิของตนเองและตระหนักในการใช้สิทธิของตน ในพ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 4 ระบุว่า ผู้บริโภคมีสิทธิได้รับข้อมูล ข่าวสาร ที่ถูกต้องและเพียงพอเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการ สิทธิที่จะมีอิสระในการเลือกสินค้าหรือบริการ สิทธิที่จะได้รับความปลอดภัยจากสินค้าหรือบริการ สิทธิที่จะได้รับความเป็นธรรมในการทำสัญญา และสิทธิที่จะได้รับการชดเชยเยียวยาความเสียหาย ดังนั้น หากไม่ได้รับสินค้าหรือบริการตามสิทธิที่ควรจะได้ เช่น ได้รับสินค้าไม่ตรงตามที่สั่ง ข้อความโฆษณาไม่ตรงกับบริการที่ได้รับ สามารถเก็บหลักฐานต่าง ๆ อาทิ แชทของร้านค้า ข้อความโฆษณา หรือใบเสร็จเพื่อนำมาประกอบการร้องเรียนได้ทันทีผ่านสายด่วน สคบ. ที่เบอร์ 1166 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
แต่ทั้งนี้ในการป้องกันตัวเองในเบื้องต้น ผู้บริโภคอาจต้องใช้หลักการสังเกตร่วมด้วย ตัวอย่างเช่น การสังเกตราคาสินค้าที่ถูกเกินจริงเกินไปหรือไม่ หรือตรวจสอบผู้ประกอบการว่ามีการจดทะเบียนบริษัทแล้วหรือไม่ หรือการตรวจสอบใบขออนุญาตผลิตหรือดูเลข อย. ประกอบก่อนตัดสินใจซื้อสินค้า
ปิดท้ายที่ นายภัณฑิล น่วมเจิม โฆษกคณะกรรมาธิการการคุ้มครองผู้บริโภค สภาผู้แทนราษฎร (กมธ.คุ้มครองผู้บริโภค สส.) กล่าวแสดงความชื่นชมในการรวมตัวขององค์กรของผู้บริโภคจนเกิดการจัดตั้งสภาผู้บริโภคขึ้น นอกจากจะทำให้เกิดพลังในการคุ้มครองผู้บริโภคที่มีประสิทธิภาพ ที่สำคัญคือทำให้ผู้บริโภคไม่รู้สึกโดดเดี่ยวในการเรียกร้องสิทธิผู้บริโภคของตัวเองและตระหนักถึงสิทธิมากยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม นายภัณฑิล ระบุว่า กมธ.คุ้มครองผู้บริโภค สส. พร้อมเดินหน้าสนับสนุน ส่งเสริม และขับเคลื่อนการคุ้มครองผู้บริโภคเชิงระบบอย่างเข้มแข็ง เนื่องจากปัจจุบันผู้บริโภคถูกเอารัดเอาเปรียบมากขึ้น รวมถึงนโยบาย กฎหมาย หลักเกณฑ์ต่าง ๆ ที่มาจากภาครัฐเป็นส่วนที่ทำให้การร้องเรียนของผู้บริโภคเพิ่มมากขึ้นด้วย ตัวอย่างเช่น เรื่องร้องเรียนที่ กมธ.คุ้มครองผู้บริโภค สส. ได้รับในช่วงที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นปัญหาถูกเอาเปรียบด้านสัญญา ซื้อบ้านหรือคอนโดมิเนียมและพบปัญหาสร้างไม่เสร็จตามที่กำหนด แก๊งคอลเซนเตอร์ เอสเอ็มเอสหลอกลวง สัญญาณอินเทอร์เน็ตช้า ค่าบริการแพงซึ่งเกิดจากการอนุญาตให้ควบรวมกิจการโทรคมนาคมทำให้เกิดการผูกขาด รวมถึงการบริหารจัดการที่ไม่มีประสิทธิภาพของภาครัฐจนเกิดการเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุน เช่น ไฟฟ้า น้ำมัน ขณะที่ภาครัฐควรส่งเสริมการแข่งขันที่เป็นธรรม เพื่อทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกและมีอิสระในการเลือกซื้อและ


