xs
xsm
sm
md
lg

“หมอธีระวัฒน์” เผยผลชันสูตรผู้ตายหลังฉีดวัคซีนโควิดในสหรัฐฯ พบ 73.9% เกี่ยวข้องกับวัคซีน คาดรายงานตัวเลขต่ำกว่าจริง 20 เท่า

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“ธีระวัฒน์” เผยรายงานการชันสูตรศพผู้เสียชีวิตหลังจากฉีดวัคซีนโควิด 326 รายในสหรัฐฯ พบ 240 รายหรือ 73.9% เกี่ยวข้องกับวัคซีน ขณะเดียวกันผลการศึกษาในยุโรป 31 ประเทศ พบว่าประเทศที่ฉีดวัคซีนโควิดมากในปี 2021 จะมีการเสียชีวิตเพิ่มขึ้นในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2022 และประเมินว่า การตายจากวัคซีนที่รายงานเข้าในระบบ VAERS ของสหรัฐฯ ต่ำกว่าความจริงกว่า 20 เท่า

นนี้(17 ธ.ค.) ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ได้เปิดเผยถึงรายงานการชันสูตรศพผู้ตายจากหลังจากฉีดวัคซีนโควิดจำนวน 326 รายด้วยการพิสูจน์ชิ้นเนื้อเพื่อหาหลักฐานว่า วัคซีนโควิดเป็นสาเหตุตรงหรือเป็นปัจจัยร่วมที่ทำให้เสียชีวิต โดยระบุว่า ในระยะระยะเวลาที่ผ่านมา ตั้งแต่เกิดการระบาดโควิด นอกจากผู้ที่เสียชีวิตจากโควิดโดยตรงแล้ว ยังมีรายงานผลข้างเคียงของวัคซีน จนกระทั่งแท้จริงแล้วมีการเสียชีวิตอย่างมากด้วย

รายงานเหล่านี้ ทั้งจากประชาชน จากแพทย์ผู้ดูแลผู้ป่วย ถูกมองข้าม ทั้งนี้ด้วยหลักการและความเชื่อที่ว่าวัคซีนช่วยป้องกันไม่ให้ติดเชื้อ จนกระทั่งแม้ว่าติดก็จะมีอาการไม่มากและป้องกันการเสียชีวิตได้จนถึงป้องกันการเกิดลองโควิด และการที่เจ็บป่วยหรือมีการเสียชีวิตจากวัคซีนนั้น มีปริมาณสัดส่วนน้อยมากกับประโยชน์ของวัคซีนที่ให้ทั้งโลก

แม้ในระยะต่อมา มีรายงานทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์ ซึ่งให้ข้อมูลอีกด้าน กลับถูกมองไปว่าเป็นกลุ่มต่อต้านวัคซีน โดยไม่ได้พิจารณาถึงข้อมูลและหลักฐานให้ชัดเจน และประการสำคัญก็คือในผู้เสียชีวิตนั้นไม่ได้รับการชันสูตรศพจึงไม่สามารถหาความเชื่อมโยงได้ชัดเจน

รายงานนี้ มีคณะทำงานประกอบไปด้วยแพทย์และนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน จากมหาวิทยาลัยเยล จากสถาบันมะเร็ง (Cross cancer institute) แคนาดา องค์กรอิสระจากสหรัฐอเมริกา ได้ร่วมกันวิเคราะห์และรายงานในคลังฐานข้อมูล Zenodo ที่ดำเนินการภายใต้สหภาพยุโรป โปรแกรม openAIRE และองค์กร CERN (European Organization for Nuclear Research) เพื่อส่งเสริมทางเชื่อมโยงการสื่อสารทางวิทยาศาสตร์ อย่างยั่งยืน

รายงานนี้ รวบรวมการศึกษาที่มีรายงานมาล่วงหน้าจนกระทั่งถึงวันที่ 18 พฤษภาคม 2023 ที่เกี่ยวข้องกับการได้รับวัคซีนโควิดและตาย

หลังจากที่มีการกลั่นกรองข้อมูลทั้งหมดจาก 678 รายการ พบว่ามี 44 รายงานที่มีการวินิจฉัยโดยมีการชันสูตรศพด้วย โดยมี 325 ราย และอีกหนึ่งรายเป็นการพิสูจน์ชิ้นเนื้อ โดยจุดประสงค์เพื่อที่จะให้หลักฐานว่า วัคซีนโควิดเป็นสาเหตุตรงหรือเป็นปัจจัยร่วมที่ทำให้เสียชีวิต และเพื่อให้เป็นประโยชน์แก่วงการแพทย์เพื่อให้เข้าใจในลักษณะอาการหรือกลุ่มอาการที่วัคซีนโควิดก่อให้เกิดผลแทรกซ้อนหรือผลข้างเคียงได้

ระบบที่เสียหายและเกี่ยวข้องกับวัคซีนโควิดจนถึงเสียชีวิตนั้น ประกอบไปด้วย ระบบหัวใจและหลอดเลือด 53% ระบบทางโลหิตวิทยา 17% ระบบทางเดินหายใจ 8% และมีหลายระบบเสียหายร่วมกัน 7% ทั้งนี้ 21 รายในจำนวนผู้เสียชีวิตดังกล่าวมีอวัยวะที่ได้รับผลกระทบสามระบบหรือมากกว่า โดยที่ 302 รายเกิดจากระบบอวัยวะเดียว สามรายเกิดจากสองระบบ แปดรายเกิดขึ้นในสามระบบและ 13 รายเกิดขึ้นในสี่ระบบหรือมากกว่า

ระยะเวลาจากที่ได้รับวัคซีนจนกระทั่งเสียชีวิตโดยเฉลี่ย 14.3 วัน และผู้ที่เสียชีวิตส่วนใหญ่เกิดขึ้นภายในเจ็ดวันหลังจากที่ได้รับวัคซีน

240 รายหรือ 73.9% ได้มีการพิจารณาจากหลักฐานต่างๆ ว่าเกี่ยวข้องกับวัคซีนโควิดจากความสัมพันธ์กับเงื่อนไขเวลา ความเป็นไปได้ในการอธิบายจากกลไกทางการกำเนิดพยาธิสภาพ และลักษณะเดียวกันที่เกิดขึ้นซ้ำๆ กันในหลายรายงาน เป็นต้น

ประเด็นจากรายงานนี้ ควรจะได้รับการสืบสวนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถประเมิน ไม่ใช่แต่ประโยชน์หรือประสิทธิภาพของวัคซีน แต่ต้องเป็นความปลอดภัยสูงสุดของวัคซีน และมีความจำเป็นหรือไม่ที่จะมีการบังคับฉีดวัคซีนในแทบทุกอายุ และมีกลไกในการเซ็นเซอร์ข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับผลข้างเคียงของวัคซีน ดังที่มีการสอบสวนในรัฐสภาสหรัฐในขณะนี้ ที่เปิดโปงหน่วยงานของรัฐ และบริษัทที่มีอิทธิพลต่อสื่อ รวมกระทั่งถึงมีโปรแกรม AI ที่พัฒนาจากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในสหรัฐและนำมาใช้ตรวจตรา ตรวจสอบ บทความข้อมูลและในสื่อ เพื่อที่จะตอบโต้และดิสเครดิตทั้งหมด และมีการยอมรับจากการสอบสวน จากการที่มีกฎหมายความโปร่งใสของข้อมูลมากำกับ

จากผู้เสียชีวิตทั้งหมด ที่มีการชันสูตรศพทั้งร่าง 325 ราย และชิ้นเนื้อหัวใจ 1 ราย เป็นหญิง 139 ราย (42.6%) อายุโดยเฉลี่ย 70.4 ปี 41% ได้รับวัคซีนไฟเซอร์ 37% ได้รับวัคซีนชิโนแวค 13% แอสตร้าเซเนกา 7% โมเดอร์นา 1% Johnson และ Johnson และอีก 1% ชิโนฟาร์ม

รายงานนี้สอดคล้องกับหลายรายงานที่มีการศึกษาการเสียชีวิตที่มากขึ้นอย่างผิดปกติหลังจากได้รับวัคซีน

Pantazatos และ Seligmann พบว่าการเสียชีวิตเพิ่มขึ้น (increased mortality) ผิดปกติและน่าจะเกี่ยวเนื่องกับวัคซีน ภายในห้าสัปดาห์หลังได้รับวัคซีน ในทุกกลุ่มอายุ เป็นจำนวน 146,000 ถึง 187,000 ในสหรัฐอเมริกา ระหว่างกุมภาพันธ์ถึงสิงหาคมปี 2021

Skidmore ประเมินว่าประมาณ 278,000 รายอาจจะเสียชีวิตจากโควิดวัคซีนในสหรัฐเมื่อสิ้นเดือนธันวาคม 2021

Aarstad และ Kvitastein ได้ทำการศึกษาประเทศในยุโรป 31 ประเทศด้วยกันและพบว่าประเทศใดที่มีการฉีดวัคซีนโควิดมากในปี 2021 จะมีความสัมพันธ์กับการเสียชีวิตเพิ่มขึ้นในช่วงเก้าเดือนแรกของปี 2022 หลังจากที่ได้มีการตัดสาเหตุอย่างอื่นออก รวมทั้งมีรายงานในลักษณะนี้ขนาดใหญ่อีกหลายรายงานด้วยกัน

Pantazatos ได้ทำการวิเคราะห์และประเมินว่าสาเหตุการตายจากวัคซีนที่รายงานเข้าใน ระบบ VAERS (Vaccine Adverse Event Reporting System) ของสหรัฐอาจจะต่ำกว่าความเป็นจริงไม่ต่ำกว่า 20 เท่า

ดังนั้นการเสียชีวิตจากวัคซีนที่มีการรายงานจากระบบของสหรัฐ จนกระทั่งถึงวันที่ 5 พฤษภาคม 2023 อาจจะสูงถึง 706,480 รายจากตัวเลขที่รายงาน 35,324 ราย

กลไกที่อธิบายอันตรายที่เกิดจาก modified mRNA วัคซีน จากรายงานทางวิทยาศาสตร์ พบว่าโปรตีนหนาม (spike protein) ไม่ได้กองอยู่ที่ตำแหน่งที่ฉีดที่แขน แต่ล่องลอยในกระแสเลือดได้นานถึงหนึ่งเดือน

รวมทั้งพบได้ในอวัยวะของคนที่หัวใจวายหรือมีการตายโดยกะทันหัน ภายในระยะเวลาหนึ่งเดือนหลังจากที่ฉีดวัคซีน และการที่เป็นอนุภาคนาโนไขมัน ทำให้สามารถซึมเข้าเซลล์ได้ทุกระบบทุก อวัยวะและในเส้นเลือด และบังคับให้เซลล์สร้างโปรตีนหนามอย่างต่อเนื่อง โดยที่คนที่มีกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบจากวัคซีนจะพบว่ามีโปรตีนหนามล่องลอยอยู่ในกระแสเลือด และในเนื้อเยื่อหัวใจ และไม่ได้อธิบายจากการที่วัคซีนไปกระทบกับตัวรับ ACE2 ที่ เบี่ยงเบนไปทางด้านการอักเสบเท่านั้น อย่างที่เข้าใจกันตอนแรก

ซึ่งแม้แต่กลไกดังกล่าวอย่างเดียว ก็ทำให้มีการอักเสบในร่างกายในเลือดอย่างต่อเนื่องได้แล้ว และทำให้หลอดเลือดเกร็งตีบจนกระทั่งถึงตันหรือผนังหลอดเลือดรั่ว
 
จากการที่มีการพัฒนาวัคซีน mRNA และกระบวนการผลิตวัคซีน ที่มีการปรับเปลี่ยนกรดนิวคลีโอไทด์ เพื่อให้เสถียรขึ้นและคงทนได้จากการถูกทำลายจากระบบภูมิคุ้มกัน

แต่ปรากฏว่า มีการแปลรหัสผิด มีการตกหล่นของ mRNA ไปหนึ่งถึงสองตัว แต่ก็มากพอที่จะทำให้เกิดการบังคับให้ผลิตโปรตีนที่ไม่ต้องการ (aberrant protein) แทนที่จะเป็นโปรตีนหนาม โดยกระบวนการนี้ เรียกว่า frameshift และโปรตีนที่แปรเปลี่ยนไปนี้ สามารถที่จะมีลักษณะคล้ายกับโปรตีน ตามธรรมชาติในร่างกายมนุษย์ และสามารถทำให้เกิดโรคแพ้ภูมิตัวเองจนกระทั่งถึงมะเร็ง ดังที่มีการรายงานในวารสารเนเจอร์ในเดือนธันวาคม 2023 และอีกทั้งยังมีการปนเปื้อนในวัคซีน modified mRNA นี้ ด้วย DNA ยีน SV40 enhancer และ ori ซึ่งจะเป็นตัวช่วยในกระบวนการเพิ่มปริมาณ DNA ของ spike ซึ่งทำให้มีโอกาสที่จะแทรกเข้าไปในเซลล์มนุษย์และสั่งให้สร้างโปรตีนที่ผิดรูปแบบและทำให้เกิดโรคต่างๆ ในระยะหลังจากที่ได้รับวัคซีนไป และ กลไกต่างๆนี้สามารถทำให้กระบวนการขจัดโปรตีนพิษบิดเกลียวผิดเพี้ยน

ซึ่งปกติแล้ว เซลล์ในร่างกายมีกลไกที่จะคลี่เกลียวออกเป็นโปรตีนที่นำมาใช้ใหม่หรือถ้าทำไม่สำเร็จก็ต้องขจัดออกไปให้หมด โดยที่ถ้ามีการสะสมของโปรตีนพิษเหล่านี้จะทำให้เซลล์ตายและถ้าเป็นในสมองจะเกิดสมองเสื่อม

ในส่วนของระบบภูมิคุ้มกันเองนั้น เซลล์ในระบบภูมิคุ้มกันสามารถที่จะยอมรับอนุภาคนาโนไขมันเหล่านี้และปล่อยกลับเข้าไปในกระแสเลือด ในรูปของ Exosome ที่มีจำนวนมากขึ้น โดยที่ในอนุภาคนั้นจะประกอบไปด้วยโปรตีนหนาม และ microRNAs ที่สามารถล่องลอยไปยังอวัยวะที่ห่างไกลและสามารถกระตุ้นสัญญาณทำให้เกิดมีการอักเสบที่อาจจะเกิดเด่นในระบบเดียวหรือในหลายระบบพร้อมกัน และเกิดการเบี่ยงเบนจนเกิดมะเร็ง การอักเสบไม่รู้จบ การแพ้ภูมิตนเอง โรคหัวใจ การเกิดมะเร็งจาก mRNA วัคซีนที่ปรับแต่งนี้ยังสามารถอธิบายได้จากการที่มีการยับยั้ง IRF7 และ 9 อีกด้วย รวมทั้งการอักเสบ

และเป็นส่วนที่ควรจะเป็นอีกหนึ่งสาเหตุของการตายที่เพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติ โดยอธิบายไม่ได้

รายงานรายละเอียดของวิธีการวินิจฉัยทั้งหมดของทุกราย สามารถดูได้จาก supplemental table โดยที่ผู้ตาย แม้ว่าจะมีอายุเฉลี่ยค่อนข้างสูงคือ 70 ปี แต่มีอายุตั้งแต่ 14 รวมระหว่าง ช่วง 20 ถึง 30 และตั้งแต่ 30 ถึง 50 และอายุมากกว่านั้น

จุดมุ่งหมายของวัคซีนอยู่ที่การป้องกันโรคและช่วยชีวิตเป็นสำคัญ ไม่ใช่ก่อให้เกิดโรคและตายในคนแข็งแรงและคนที่เปราะบาง


กำลังโหลดความคิดเห็น