สบส. อุบชื่อสถานพยาบาลรับอุ้มบุญแก๊งชาวจีน พัวพันอุ้มเรียกค่าไถ่ เหตุอยู่ในชั้นของตำรวจ เผย 9 ปี หลังมี กม.อุ้มบุญ ฟันคดี 40 เคส ไม่เยอะแต่เป็นข่าวคึกโครม โฆษณาขายไข่-อสุจิมากสุด เร่งแก้ กม.ใหม่ เอื้อต่างชาติ คู่รักเพศเดัยวกัน ให้หมอรับผิดเองทุกเคส ปิดช่องทางรับจ้าง
เมื่อวันที่ 12 เม.ย. ทพ.อาคม ประดิษฐ์สุวรรณ รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กล่าวถึงกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบขยายผลกรณีอุ้มเหยื่อชาวจีนเรียกค่าไถ่ จนพบข้อสงสัยเชื่อมโยงขบวนการรับจ้างอุ้มบุญในประเทศไทย ว่า เรื่องนี้ สบส.ให้ความร่วมมือในการดำเนินการตรวจสอบ ซึ่งอยู่ในชั้นของเจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงยังไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลรายละเอียดของสถานพยาบาลที่รับดำเนินการเรื่องนี้ได้ว่า เป็นสถานพยาบาลที่เคยมีปัญหามาก่อนหน้านี้ หรือเป็นสถานพยาบาลใด หรือมีแพทย์ บุคลากรการแพทย์เกี่ยวข้องอย่างไร
เมื่อถามว่าที่ผ่านมาประเทศไทยมีคดีลักลอบอุ้มบุญมาตลอด ทำให้ถูกตราหน้าว่าเป็นมดลูกของโลก ทพ.อาคม กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นประเทศแรกของโลกที่มี พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ.2558 (กฎหมายอุ้มบุญ) มีการควบคุมป้องกันมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกรณีที่กระทำผิดนั้นถือว่าไม่มาก แต่พอเป็นข่าวก็เป็นข่าวคึกโครม เลยถูกมองในเรื่องนี้ได้ ที่ผ่านมานับตั้งแต่มีกฎหมายออกมาจนถึงปัจจุบัน มีเคสที่ สบส. ส่งเรื่องถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดีประมาณ 40 คดี ทั้งโฆษณาขายไข่ ขายอสุจิ กรณีพบเด็กที่เกิดจากการอุ้มบุญถูกทอดทิ้ง ราวๆ 10 ราย ซึ่งอยู่ในการดูแลของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)
"ปัญหามากสุดคือการโฆษณาขายไข่ ขายอสุจิ ส่วนสถานพยาบาล หรือบุคลากรการแพทย์ที่รับทำ ตอนหลังจะพบว่ามีการบินออกไปทำหัตถการในต่างประเทศมากกว่าเพื่อเลี่ยงกฎหมาย เรื่องพวกนี้เป็นเรื่องของการสมประโยชน์ คนรับจ้างอุ้มบุญก็ได้ค่าจ้าง 3 - 5 แสนบาท หมอ สถานพยาบาลก็ได้ด้วย ทำให้ไม่มีการร้องเรียนเข้ามา จะรู้ก็เมื่อมีประชาชนร้องเรียน หรือพบเด็กถูกทิ้ง หรือมีลักษณะทางกายภาพ เช่น สีผิว สีตา แตกต่างจากมารดาที่อุ้มท้อง ซึ่งเราก็ไม่รู้จุดประสงค์คนที่มาจ้างคนอุ้มบุญแทน ว่าต้องการเด็กไปเป็นลูกจริงๆ หรือเป็นธนาคารเลือด อวัยวะ” ทพ.อาคม กล่าว
ทพ.อาคม กล่าวว่า ขณะนี้กำลังแก้ไขกฎหมายอุ้มบุญ มีสาระสำคัญหลายเรื่องของการรับจ้างอุ้มบุญนั้นไม่อนุญาตให้ทำได้แน่ๆ เพื่อเป็นการคุ้มครองเด็กที่เกิดมา แต่จะมีการอนุญาตให้คู่สามี ภรรยา ชาวต่างชาติที่จดทะเบียนสมรส และประเทศต้นทางให้การรับรองสามารถมาทำการอุ้มบุญได้ รวมถึงอนุญาตให้คู่ชาย-ชาย คู่หญิง-หญิง ที่ต้องการมีลูกสามารถมาใช้เทคโนโลยีนี้ได้ โดยผู้ที่จะทำการอุ้มบุญต้องมีคุณลักษณะตามที่กำหนด และใช้ไข่ หรือเซลล์ของคู่นั้นๆ มาทำการอุ้มบุญ ทั้งนี้ไม่ได้จำกัดว่าคนที่จะอุ้มบุญนั้นต้องเป็นญาติของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ไม่ปิดโอกาสสำหรับคนที่ไม่มีญาติ แต่ก็มีข้อกังวลว่าจะมีช่องว่างให้เกิดการรับจ้างอุ้มบุญหรือไม่ ตรงนี้มีการรับกฎหมายให้แพทย์เป็นผู้รับผิดชอบทั้งหมด ตั้งแต่การยื่นขออนุญาตทำหัตถการอุ้มบุญเป็นรายกรณีจากคณะกรรมการคุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ฯ คาดว่าน่าจะใช้เวลาประมาณ 2 ปี


