xs
xsm
sm
md
lg

จี้ออก กม.คุม "ยา-ค่ารักษา" หลังศาลยกฟ้องขอเพิกถอนสินค้าควบคุม ชงแนวทางคุ้มครอง UCEP พบเข้าเกณฑ์แต่ถูกเก็บเงิน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



สภาผู้บริโภค จี้ออกกฎหมายควบคุม "ยา-ค่ารักษา" เป็นสินค้าควบคุม หลังศาลปกครองยกฟ้อง รพ.เอกชนขอเพิกถอนประกาศ หากไม่มี กม.บังคับใช้จริงจัง กระทบ ปชช.จ่ายแพงเกินจริง พร้อมเสนอคุ้มครองสิทธิ UCEP หลังพบอาการเข้าเกณฑ์แต่ยังถูกเก็บเงิน

​เมื่อวันที่ 21 ม.ค. น.ส.สุรีรัตน์ ตรีมรรคา ประธานคณะอนุกรรมการด้านบริการสุขภาพ สภาองค์กรของผู้บริโภค กล่าวว่า เมื่อวันที่ 14 มิ.ย.2565 ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษายกฟ้องคดีที่สมาคม รพ.เอกชนและ รพ.เอกชน 41 แห่ง ฟ้องขอให้ยุติการยกเลิกประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ที่กำหนดราคายา เวชภัณฑ์เกี่ยวกับการรักษาโรค บริการรักษาพยาบาล บริการทางการแพทย์ และบริการอื่นของสถานพยาบาล เป็นสินค้าและบริการควบคุม โดยคำวินิจฉัยให้ความสำคัญกับความเดือดร้อนของผู้บริโภคที่ได้รับผลกระทบจากค่ารักษาพยาบาลแพง โดยระบุว่า แม้ภาคประชาชนจะมีการร้องเรียนไปยังหน่วยงานภาครัฐ และมีการจัดประชุมกับภาครัฐและภาคเอกชนหลายครั้ง แต่กลับไม่มีหน่วยงานใดเข้าไปกำกับดูแลควบคุมค่ารักษาพยาบาลให้เป็นธรรมได้

ดังนั้น ศาลจึงวินิจฉัยว่า ประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ฉบับที่ 1 พ.ศ.2562 เรื่อง การกำหนดราคาสินค้าและบริการควบคุม ลงวันที่ 22 ม.ค. 2562 ที่กำหนดให้ยารักษาโรค เวชภัณฑ์เกี่ยวกับการรักษาโรครวมทั้งบริการรักษาพยาบาล บริการทางการแพทย์ และบริการอื่นของสถานพยาบาลเกี่ยวกับการรักษาโรค เป็นสินค้าและบริการควบคุม จึงเป็นการทำหน้าที่ที่สมเหตุสมผล

​“แม้การยกฟ้องของศาลปกครองสูงสุดจะสิ้นสุดในทางคดีแล้ว แต่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นชัยชนะของผู้บริโภค ที่ยังต้องติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง ทั้งการออกกฎหมายและการนำมาบังคับใช้ในการกำหนดราคาของสถานพยาบาล เพราะหากไม่มีกฎหมายบังคับใช้ การกำกับควบคุมราคายา เวชภัณฑ์เกี่ยวกับการรักษาโรค บริการรักษาทางการแพทย์ ใน รพ.เอกชนที่ชัดเจนแล้ว จะส่งผลกระทบอย่างยิ่งต่อผู้บริโภคเรื่องค่ารักษาพยาบาลที่แพงเกินจริง” สุรีรัตน์ ระบุ

​น.ส.สุรีรัตน์กล่าวว่า สภาองค์กรของผู้บริโภคได้รับข้อร้องเรียนเรื่องค่ารักษาพยาบาลแพง ตั้งแต่ ก.ค.2564 - ส.ค. 2565 จำนวนทั้งสิ้น 5 ราย มูลค่าความเสียหายราว 14,270 บาท นอกจากนี้ สิทธิฉุกเฉินวิกฤติ UCEP พบว่า ผู้ที่มี 6 อาการฉุกเฉินวิกฤต ได้แก่ 1) หมดสติ ไม่รู้สึกตัว ไม่หายใจ 2) หายใจเร็ว หอบเหนื่อยรุนแรงหายใจติดขัดมีเสียงดัง 3) ซึมลง เหงื่อแตก ตัวเย็น 4) เจ็บหน้าอกเฉียบพลัน รุนแรง 5) แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีกพูดไม่ชัดแบบปัจจุบันทันด่วนหรือชักต่อเนื่องไม่หยุด และ 6) อาการอื่นที่มีผลต่อการหายใจ ระบบการไหลเวียนโลหิต และระบบสมองที่เป็นอันตรายต่อชีวิต ยังคงถูกเรียกเก็บเงินค่ารักษาจาก รพ.เอกชน เริ่มตั้งแต่ 10,000 - 100,000 บาท เป็นต้นไป หากไม่สามารถชำระค่ารักษาได้ตามจำนวน จะถูกบังคับให้ลงชื่อยินยอมรับสภาพหนี้จาก รพ.เอกชน ทำให้มีภาวะหนี้สิน ล้มละลายจากการเจ็บป่วย

​ดังนั้น สภาองค์กรของผู้บริโภคได้จัดทำเสนอข้อเสนอนโยบายและการคุ้มครองผู้บริโภค กรณีเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต ดังนี้ 1. ขอให้ทบทวนเกณฑ์ประเมินคัดแยกระดับความฉุกเฉิน (PA) ในสิทธิ UCEP โดยพิจารณาจากแนวทางสิทธิ UCEP Plus ที่ครอบคลุมให้กลุ่มผู้ป่วยฉุกเฉินเร่งด่วน (สีเหลือง) สามารถเข้ารักษา รพ.ใดก็ได้จนกว่าจะหายป่วยโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ให้นำข้อคิดเห็นของผู้ป่วยและญาติ เป็นหนึ่งในเกณฑ์ประเมินการคัดแยกระดับความฉุกเฉินเข้ามาพิจารณาร่วมด้วย เนื่องจากปัจจุบันมีเพียงข้อคิดเห็นทางการแพทย์แต่เพียงฝ่ายเดียว ในการประเมินหลักการดังกล่าว

​และ 2. ขอให้กำหนดการคิดอัตราค่ารักษาพยาบาลตามสิทธิ UCEP กรณีที่ไม่สามารถส่งต่อผู้ป่วยหลังพ้นภาวะฉุกเฉินวิกฤต 72 ชั่วโมง ไปยังการรักษาพยาบาลใน รพ.ตามสิทธิได้ อันเนื่องจากข้อจำกัดของระบบและความไม่เพียงพอของ รพ.จนกว่าจะหาเตียงได้ โดยวันที่ 30 ม.ค.นี้ จะจัดประชุมเสวนา "การผลักดันนโยบายและมาตรการคุ้มครองผู้บริโภค ด้านสิทธิ UCEP” เพื่อให้เกิดความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการผลักดันข้อเสนอนโยบายและมาตรการคุ้มครองผู้บริโภค กรณีสิทธิฉุกเฉินวิกฤติ ให้ครอบคลุมผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น


กำลังโหลดความคิดเห็น