หมอเตือน "ปอดอักเสบ" เกิดจากติดเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส หรือเชื้อรา เกิดได้ทุกช่วงอายุ ส่วนใหญ่พบมากในเด็กเล็กหรือสูงอายุ ห่วงยิ่งอายุเกิน 65 ปี หากมีปอดบวม จะเสี่ยงโรคแทรกซ้อนมากขึ้น ทั้งระบบทางเดินหายใจล้มเหลว ติดเชื้อในกระแสเลือด ทำให้เสียชีวิต
เมื่อวันที่ 8 ก.ย. นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวถึงโรคปอดอักเสบหรือ “ปอดบวม” ว่า เป็นโรคของการอักเสบในเนื้อปอด เกิดจากการติดเชื้อเฉียบพลันในระบบทางเดินหายใจ พบได้ในทุกกลุ่มอายุ แต่ส่วนมากพบในเด็กเล็กและผู้สูงอายุ เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส และเชื้อรา โดยเชื้อสามารถแพร่กระจายเข้าสู่ร่างกายได้ผ่านระบบทางเดินหายใจ ด้วยการ ไอ จาม อีกทั้งในกลุ่มผู้สูงอายุ มักติดเชื้อจากการสำลักน้ำลาย น้ำดื่ม หรืออาหาร ส่งผลให้เชื้อที่สะสมอยู่บริเวณทางเดินหายใจส่วนบน เข้าสู่บริเวณปอด จนเกิดโรคปอดอักเสบในที่สุด ปอดอักเสบมีระยะเวลาดำเนินโรคที่ไม่แน่ชัดขึ้นอยู่กับชนิดของเชื้อ อาจสั้นเพียง 1–3 วัน หรือนานเป็นสัปดาห์ ซึ่งส่วนใหญ่โรคปอดอักเสบจะเกิดหลังจากเริ่มป่วยเป็นไข้หวัด ผู้ป่วยมักมีอาการมีไข้สูง อ่อนเพลีย ไอมีเสมหะ ร่วมกับอาการคลื่นไส้ อาเจียน หายใจลำบาก เจ็บแน่นหน้าอก นอกจากนี้ผู้ป่วยที่สูงอายุที่มีโรคปอดอักเสบร่วมด้วย จะเริ่มมีอาการสับสนหรือซึมลง
นพ.เอนก กนกศิลป์ ผอ.สถาบันโรคทรวงอก กล่าวว่า หากเกิดโรคปอดอักเสบในผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไป จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคแทรกซ้อนมากกว่าปกติ เช่น ระบบทางเดินหายใจล้มเหลว หรือ การติดเชื้อในกระแสเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุให้เสียชีวิตได้ เพราะผู้สูงอายุจะมีภูมิต้านทานโรคต่ำ จากความเสื่อมสภาพของร่างกาย โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ไตวาย หัวใจ ไขมันพอกตับ ภูมิคุ้มกันบกพร่อง ดังนั้น ผู้สูงอายุควรดูแลสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ ด้วยการรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ดื่มน้ำสะอาดและพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ผู้ป่วยโรคหวัดหรือไข้หวัดใหญ่ หลีกเลี่ยงการใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น ลดการออกไปในสถานที่แออัด เว้นและรักษาระยะห่าง ฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่เป็นประจำทุกปี และหมั่นสังเกตอาการตนเอง หากพบว่ามีอาการ ไข้สูง อ่อนเพลีย หายใจลำบาก เจ็บแน่นหน้าอก ให้รีบมาพบแพทย์ทันที เพื่อทำการวินิจฉัยและรักษาได้อย่างถูกต้อง


