xs
xsm
sm
md
lg

“ชัชชาติ” หารือ สสส.-หลากมูลนิธิ ปมสิทธิ-สวัสดิการประชากร “ไม่มีสัญชาติไทย” ย้ำดูแลทุกคนเท่าเทียม

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ผู้ว่าฯ กทม.ประสานงานแนวทางการบริการและสวัสดิการกลุ่มประชากรไม่มีสัญชาติไทยให้เข้าถึงสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานอย่างเท่าเทียม

(19 ก.ค.65) เวลา 15.15 น. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ประชุมหารือแนวทางการบริการสิทธิและสวัสดิการกลุ่มประชากรไม่มีสัญชาติไทยในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยมี นายชาตรี วัฒนเขจร รองปลัดกรุงเทพมหานคร ผู้บริหารจากหน่วยงานกรุงเทพมหานคร ประกอบด้วย สำนักการแพทย์ สำนักอนามัย สำนักการศึกษา สำนักงานปกครองและทะเบียน เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ (สำนัก 9) และเจ้าหน้าที่จากเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ อาทิ Migrant Working Group APASS มูลนิธิเพื่อเยาวชนชนบท โครงการให้ความช่วยเหลือผู้ลี้ภัยทางกฎหมาย มูลนิธิรักษ์ไทย ร่วมประชุม ณ ห้องสุทัศน์ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร(เสาชิงช้า) เขตพระนคร

ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า วันนี้เป็นการหารือแนวทางการบริการสิทธิและสวัสดิการกลุ่มประชากรไม่มีสัญชาติไทยในพื้นที่กรุงเทพมหานครกับกลุ่มเครือข่ายที่ดูแลเด็กที่ไม่มีสัญชาติไทย บางส่วนเป็นแรงงานข้ามชาติที่มีลูกมาด้วย ซึ่งอาจจะเข้าไม่ถึงระบบการศึกษา การรักษาพยาบาล หรือการทะเบียน ซึ่ง กทม.จะดูแลทุกคนโดยเท่าเทียมกัน ซึ่งในส่วนของสำนักการศึกษาปีที่ผ่านมาดูแลเด็กที่ไม่มีสัญชาติไทย 8,480 คน ไม่มีเลขประจำตัวประชาชน 2,520 คน เด็กที่มีเลขประจำตัว 13 หลักที่ขึ้นต้นด้วยเลข 0 มีอยู่ 5,960 คน ส่วนเรื่องการรักษาพยาบาลเราก็ดูแลทุกคน มีบัตรประกับสุขภาพที่เป็นราย 2 ปี ด้วย ทางเครือข่ายได้มีข้อเสนอแนะในการดูแลตามสิทธิมนุษยชนซึ่งกทม.ก็ยินดีและถือปฏิบัติอยู่แล้ว ส่วนเรื่องการจดทะเบียนการศึกษา ระบบบริการสาธารณสุข โรงพยาบาล และศูนย์บริการสาธารณสุข ได้ให้แนวทางกับเครือข่ายว่า สิ่งสำคัญคือการสำรวจจำนวนซึ่งต้องช่วยกันในการหาข้อมูลพื้นฐานด้วย เพราะถ้ารู้จำนวนเราจะสามารถวางแผนและบริหารจัดการเรื่องต่างๆได้ดีขึ้น เช่น สรุปจำนวนผู้ที่ไม่มีสัญชาติและต้องการความช่วยเหลือในระบบ นอกจากนี้ให้ดูแลไปถึงกลุ่มคนไร้บ้านที่เป็นคนต่างชาติรวมถึงขอทานด้วยซึ่งมีจำนวนมาก บางกลุ่มอาจเข้าข่ายการค้ามนุษย์ ก็ต้องช่วยกันดูแลโดยนำข้อเสนอไปปฏิบัติ ซึ่งกทม.ดูแลทุกคนโดยไม่มียกเว้นเมื่อเข้ามาในประเทศไทยก็จะต้องดูแลเรื่องฉีดวัคซีน สุขภาพ การศึกษา ให้ทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน

นอกจากนี้ แรงงานที่ถูกกฎหมายต้องมีการเข้าจดทะเบียนและสามารถซื้อบัตรประกันสุขภาพราย 2 ปีเพื่อเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลได้ และถึงแม้ไม่มีบัตรประกันสังคมกทม.ก็จะดูแลตามสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน แต่ไม่ได้ขยายอะไรมากเกินสิทธิคนทั่วไป และดูแลตามหลักมนุษยธรรม จึงขอแนะนำและสนับสนุนให้จดทะเบียนเป็นแรงงานที่ถูกกฎหมาย และสิ่งสำคัญคือเด็กต้องมีการศึกษา ซึ่งก็มีแนวคิดจะสร้าง อสต. คืออาสาสมัครต่างชาติเพื่อแก้ปัญหาเรื่องภาษาในการสื่อสารโดยทางเครือข่ายเองอาจจะมีอาสาสมัครที่พูดภาษาต่างชาติได้ ซึ่งไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพราะเป็นอาสาสมัครที่ช่วยประสานงานดูแลเรื่องต่าง ๆ เช่น มูลนิธิรักษ์ไทย เป็นต้น

ผู้อำนวยการสำนักอนามัย กล่าวเพิ่มเติมว่า กรณีที่เป็นแรงงานข้ามชาติไม่มีบัตรประกันสังคม ไม่มีประกันสุขภาพ ทางศูนย์บริการสาธารณสุขในพื้นที่ก็ยินดีให้บริการโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เพื่อให้แรงงานมีสุขภาพที่ดี แข็งแรง และไม่เจ็บป่วย ซึ่งที่ผ่านมาได้ทำงานร่วมกันกับมูลนิธิองค์กรต่าง ๆอยู่แล้ว วันนี้ทาง NGO ได้เสนอให้แรงงานนำบัตรประกันสุขภาพที่ซื้อจากโรงพยาบาลสังกัดสำนักการแพทย์ สามารถนำไปใช้บริการที่ศูนย์บริการสาธารณสุขทั้ง 69 แห่งเหมือนบัตรประกันสังคมได้ ซึ่งผู้อำนวยการสำนักการแพทย์ก็พร้อมที่จะนำไปวางแผนการทำงานให้เหมือนกับบัตรประกันสังคม ซึ่งตรงนี้สามารถลดปัญหาที่แรงงานต้องเดินทางไปโรงพยาบาลหลัก แต่ต้องอย่าลืมว่าแรงงานข้ามชาติห้ามออกนอกพื้นที่เขตที่จดทะเบียนไว้ เพราะฉะนั้นต้องขอเน้นย้ำในระเบียบปฏิบัตินี้ เพราะตามกฎหมายแรงงานระบุไว้ว่าแรงงานข้ามชาติต้องอยู่ในพื้นที่เขตที่จดทะเบียน ฉะนั้นต้องไปศูนย์บริการสาธารณสุขที่อยู่ในพื้นที่เท่านั้น