กทม.เดินหน้าภารกิจสู้ภัยโควิด-19 รอบด้าน ผ่านโครงการและกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งด้านการดูแลรักษาผู้ป่วย และด้านคุณภาพชีวิตประชาชน โดยได้รับความร่วมมือ และสนับสนุนจากภาคีเครือข่ายตลอดจนหน่วยงานเอกชนที่พร้อมเป็นพลังช่วยเหลืออย่างเต็มกำลังความสามารถ
จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 กรุงเทพมหานคร ได้ประสานความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายและหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อดูแลประชาชนและผู้ป่วยโควิด อย่างครอบคลุมและทั่วถึง ผ่านโครงการต่าง ๆ ตั้งแต่การจัดตั้ง ศูนย์พักคอยเพื่อส่งต่อ (Community Isolation :CI) เพื่อใช้เป็นสถานที่รองรับผู้ป่วยโควิด-19 กลุ่มสีเขียว ซึ่งได้รับความร่วมมือทั้งจากภาครัฐ เช่น กรมศุลกากร การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) กรมอุตุนิยมวิทยา โรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพฯ สถาบันราชานุกูล นอกจากนี้ ยังมีภาคเอกชนอย่าง เครือข่ายอสังหาริมทรัพย์ไทย บริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ จำกัด บริษัท อาร์ บี เอส โลจิสติกส์ จำกัด ที่ให้ความร่วมมือในการจัดตั้งศูนย์พักคอยฯ
“กรุงเทพมหานครจะเร่งดำเนินการควบคุมการระบาด นำส่งผู้ป่วยเพื่อรักษา และเร่งฉีดวัคซีนให้กับพี่น้องประชาชนให้ได้มากที่สุด เพื่อพี่น้องชาว กรุงเทพฯ ทุกคนผ่านพ้นวิกฤติโควิดในครั้งนี้ให้ได้เร็วที่สุด และขอขอบคุณและส่งกำลังใจให้กับบุคลากรทางการแพทย์ เจ้าหน้าที่ด่านหน้าทุกคนที่ทำงานหนักอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาผู้ป่วยทุกคนอย่างเต็มที่ครับ และผมขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมมือกันควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 และช่วยเหลือด้านต่าง ๆ เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้กลับมาใช้ชีวิตปกติโดยเร็ว” พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าว
นางศิลปสวย ระวีแสงสูรย์ ปลัดกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า ปัจจุบัน กทม. สามารถเปิดให้บริการศูนย์พักคอยฯ ไปแล้วกว่า 60 แห่ง จากทั้งหมด 70 แห่ง ใน 50 เขตทั่วกรุงเทพฯ (ข้อมูลวันที่ 19 ส.ค. 64) ซึ่งแต่ละศูนย์จะเป็นการบูรณาการระหว่างโรงพยาบาล สำนักงานเขต และศูนย์บริการสาธารณสุขในพื้นที่
“ในส่วนของศูนย์พักคอยฯ เรามีการทำงานร่วมกันในทุกภาคส่วน โดยเจ้าหน้าที่ก็ต้องหมุนเวียนทำงานตลอด 24 ชั่วโมง
ซึ่งถือว่าเป็นสถานการณ์ที่ยากลำบากสำหรับเจ้าหน้าที่เช่นเดียวกัน แต่ทุกคนเสียสละและร่วมแรงร่วมใจปฏิบัติงานกันอย่างเต็มที่ ขณะที่กรุงเทพมหานคร ไม่ว่าจะเป็นท่านผู้ว่าฯ หรือหน่วยงานต่าง ๆ ก็พร้อมจะดูแลทุกภาคส่วนที่เข้ามาสนับสนุนในการดำเนินงานครั้งนี้ ทั้งเรื่องของความปลอดภัย และสวัสดิการ โดยที่ผ่านมา เราก็สามารถดำเนินการไปได้ด้วยดี”
ปลัดกรุงเทพมหานคร กล่าว
ด้าน นางจารุวรรณ ไกรรส เจ้าพนักงานธุรการชำนาญงาน ฝ่ายเทศกิจ สำนักงานเขตหลักสี่ ได้กล่าวถึงความรู้สึก ระหว่างการปฏิบัติงานว่า ตนเองประจำอยู่ศูนย์พักคอยฯ เขตหลักสี่ โดยมีหน้าที่หลักคือประสานงานรับเข้าผู้ป่วยร่วมกับฝ่ายเทศกิจ เพื่อนำผู้ป่วยเข้ารับการรักษาตามขั้นตอน พร้อมทั้งรับฝากสิ่งของจากครอบครัวที่ต้องการส่งต่อให้กับผู้ป่วยในศูนย์พักคอยฯ
“จริง ๆ เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายเหนื่อยกันมาก เนื่องจากภาระงานที่เพิ่มขึ้นตามจำนวนผู้ป่วยในแต่ละวัน บวกความกังวลระหว่างการปฏิบัติงาน แต่เพราะเราคิดว่า มันคือหน้าที่ และเราอยู่ในจุดที่สามารถช่วยเหลือผู้ป่วยได้ ซึ่งเชื่อว่าเจ้าหน้าที่ทุกคนคงคิดแบบเดียวกัน นอกจากนั้น เรายังได้กำลังใจจากผู้ป่วยหลายท่าน รวมทั้งคำขอบคุณจากผู้ป่วยที่รักษาหายและกลับบ้านได้
ซึ่งคำขอบคุณเหล่านั้นได้กลายมาเป็นกำลังใจให้เรา รวมถึงเจ้าหน้าที่ท่านอื่น ๆ ได้มีพลังในการปฏิบัติหน้าที่ต่อไป”
นางจารุวรรณ ไกรรส กล่าว
ด้าน นายสิทธิกานต์ ทับทิมใส พนักงานขับรถจักรกลเบา เก็บขนขยะมูลฝอย ฝ่ายรักษาความสะอาดฯ สำนักงานเขตหลักสี่ กล่าวว่า การทำงานในแต่ละวัน ตนไม่ได้มีความกังวลแต่อย่างใด เพราะที่ผ่านมาตนเองพยายามป้องกันให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้
“เราทำงานเก็บขยะในทุก ๆ วัน แน่นอนว่า เจ้าหน้าที่ส่วนนี้มีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อเช่นเดียวกัน เนื่องจากประชาชนบางท่านไม่ได้มีความระมัดระวังในการทิ้งขยะ โดยเฉพาะหน้ากากอนามัยที่ใช้แล้วทิ้ง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงที่เจ้าหน้าทุกคนต้องเจอ แต่ด้วยความที่ตรงนี้คือความรับผิดชอบของเราเช่นเดียวกันกับเจ้าหน้าที่ส่วนอื่น ๆ ดังนั้น เราก็ต้องพยายามปฏิบัติหน้าที่ให้ดีที่สุด” นายสิทธิกานต์ ทับทิมใส กล่าวเพิ่มเติม
ขณะเดียวกัน กทม.ยังมีการขยายศักยภาพในการรองรับผู้ป่วยโควิดกลุ่มสีเขียวเพิ่มจากเดิม โดยการจัดตั้งศูนย์พักคอยเพื่อส่งต่อในชุมชน (Semi Community Isolation : Semi CI) ซึ่งสำนักงานเขต และศูนย์บริการสาธารณสุข ร่วมกับชุมชนในพื้นที่เปลี่ยนสถานที่ภายในชุมชนให้กลายเป็นศูนย์พักคอยฯ สำหรับผู้ป่วยในชุมชน โดยมีอาสาสมัครสาธารณสุข (อสส.) ให้การดูแลตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมเตรียมส่งต่อโรงพยาบาลทันที หากผู้ป่วยมีอาการรุนแรงขึ้น โดยปัจจุบันสามารถเปิดให้บริการแล้ว 49 แห่ง จากทั้งหมด 125 แห่ง (ข้อมูล ณ วันที่ 19 ส.ค. 64)
ขณะที่ โรงพยาบาลสนามระดับกลุ่มเขต ซึ่งถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อรองรับผู้ป่วยโควิดกลุ่มสีเหลืองจำนวน 7 แห่ง นอกจาก กทม. จะเข้ามาดูแลในส่วนนี้แล้ว ยังมีหน่วยงานอื่น ๆ ร่วมพลังให้การสนับสนุน โดยเฉพาะในเรื่องสถานที่การจัดตั้ง ทั้งวัดศรีสุดารามวรวิหาร วัดสุทธิวราราม วิทยาลัยเทคโนโลยีพาณิชยการเจ้าพระยา ทั้งนี้ยังได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชน อย่างเช่น ร้านจงกั๋วเหยียน คุณตัน ภาสกรนที คุณไดอาน่า จงจินตนาการ และหมอแล็บแพนด้า สำหรับการจัดตั้ง “โรงพยาบาลสนามตันปัน เขตห้วยขวาง” อีกด้วย
นอกจากเรื่องสถานที่ ก็ยังมีการสนับสนุนในด้านอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น การสนับสนุนเตียงและมุ้งจาก SCG และชุดเครื่องนอนจากกลุ่มบริษัทที่นอนโลตัส รวมทั้งผู้มีจิตศรัทธาที่ร่วมสนับสนุนเครื่องอุปโภคบริโภคและของใช้จำเป็น
นอกจากนั้น กรุงเทพมหานครก็ได้ขยายศักยภาพการดูแลผู้ป่วยโควิด-19 เพื่อเร่งควบคุมการแพร่ระบาดของโรคอย่างเต็มที่ โดยได้เพิ่มเตียงสำหรับรองรับผู้ป่วยที่อาการรุนแรง (สีแดง) ที่ศูนย์การเรียนรู้ของโรงพยาบาลราชพิพัฒน์ เขตทวีวัฒนา ซึ่งได้รับความร่วมมือจากบริษัท ปูนซีเมนต์ไทย จำกัด (SCG) โดยใช้นวัตกรรม Modular ICU ในการปรับเพิ่มห้อง ICU โดยถูกออกแบบตามลักษณะการทำงานของข้อกำหนดห้อง ICU ที่ใช้ในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ สามารถควบคุมระบบความดันได้ ทั้งระบบความดันบวกและความดันลบ เพื่อจำกัดการแพร่กระจายและลดเชื้อไวรัสออกสู่ภายนอกอาคาร โดย SCG ได้ร่วมบริจาคทุนสำหรับสร้างอาคาร Modular ICU จำนวน 33,000,000 บาท
หอผู้ป่วยเฉพาะกิจ (Hospitel) เป็นอีกหนึ่งสถานที่รองรับผู้ป่วยโควิด ซึ่ง กทม.ได้รับการสนับสนุนจากผู้ประกอบการโรงแรม และโรงพยาบาลเอกชนหลายแห่ง เช่น โรงพยาบาลเกษมราษฎร์, โรงพยาบาลธนบุรี และหอผู้ป่วยเฉพาะกิจแห่งล่าสุด คือ ศูนย์การเรียนรู้มหานคร เขตหนองจอก ที่ได้รับความร่วมมือจากทีมหมอแล็บแพนด้า โรงพยาบาลมิตรประชา และ
โรงพยาบาลศุขเวช ช่วยดูแลผู้ป่วย
แม้การเตรียมความพร้อมเรื่องจำนวนเตียงเพื่อให้เพียงพอต่อจำนวนผู้ป่วยถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างมาก แต่การตรวจหาผู้ป่วยยังคงเป็นเรื่องที่ละทิ้งไม่ได้ ซึ่ง กทม. ได้เดินหน้าจัดทีมปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาโควิด-19 เชิงรุก หรือ Bangkok CCRT ปูพรมตรวจเชิงรุกตามชุมชน เพื่อคัดกรองผู้ป่วยออกจากครอบครัวให้เร็วที่สุด ตลอดจนการฉีดวัคซีนให้กับกลุ่ม ‘608’
ทีม Bangkok CCRT เป็นทีมเชิงรุกที่ลงพื้นที่อย่างต่อเนื่องกว่า 3,100 ชุมชนทั่วกรุงเทพฯ (ข้อมูล 19 ส.ค. 64) ซึ่งเป็นความร่วมมือหลายภาคส่วน เช่น สำนักอนามัย สำนักงานเขต ศูนย์บริการสาธารณสุขทั้ง 69 แห่ง เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคง (ศปม.) อาสาสมัครสาธารณสุข (อสส.) จิตอาสาพระราชทาน 904 ตลอดจนภาคประชาชน
สำหรับประชาชนทั่วไปในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่อายุตั้งแต่ 18-59 ปี ซึ่งไม่ได้เป็น 7 กลุ่มโรคเสี่ยง หากต้องการฉีดวัคซีน สามารถลงทะเบียนผ่านระบบ "ไทยร่วมใจ กรุงเทพปลอดภัย" ซึ่งอยู่ภายใต้การสนับสนุนจากหอการค้าไทย สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน พร้อมด้วยค่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่
อย่างไรก็ตาม เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและช่วยในการค้นหาผู้ป่วยได้เร็วยิ่งขึ้น มีการปรับจัดตั้ง 6 หน่วยตรวจคัดกรองเชิงรุกโควิด-19 แทนการออกหน่วยคัดกรองเชิงรุกหมุนเวียนไปตามเขตต่าง ๆ โดยตรวจคัดกรองด้วยชุด Antigen Test Kit (ATK) ซึ่งทราบผลภายใน 30 นาที
นายสมบัติ กนกทิพย์วรรณ ผู้อำนวยการเขตหลักสี่ ได้กล่าวถึงบทบาทความร่วมมือในครั้งนี้ว่า สำนักงานเขต กับ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำงานร่วมงานกันในหลาย ๆ ส่วน เช่น การตรวจเชิงรุกสำหรับคลัสเตอร์แคมป์ก่อสร้าง และการจัดตั้งศูนย์พักคอยเพื่อส่งต่อฯ ซึ่งในพื้นที่มีทั้งหมด 2 แห่งด้วยกัน เป็นต้น
“ล่าสุดมีการจัดตั้ง 6 หน่วยตรวจคัดกรองเชิงรุกโควิด-19 โดยเขตหลักสี่ได้ใช้พื้นที่ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ บริเวณอาคารจอดรถ (อาคารบี) ทั้งนี้ เขตได้มีการส่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายสิ่งแวดล้อม เทศกิจ รวมทั้งฝ่ายรักษาความสะอาดฯ เข้าไปสนับสนุนในพื้นที่จุดตรวจ เพื่อดูแลและอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนที่มารับบริการ โดยจะมีการจัดที่นั่งพักระหว่างรอผล 30 นาที และจัดระบบจองคิวล่วงหน้าเพื่อลดความแออัด” ผู้อำนวยการเขตหลักสี่ กล่าว
สำหรับการตรวจหาเชื้อด้วย ATK นั้น ทำให้พบผู้ติดเชื้อเป็นจำนวนมาก กทม. จึงได้มีการเปิดจุดบริการตรวจหาเชื้อ RT-PCR 14 จุด เพื่อรับเฉพาะผู้ที่มีผลตรวจ ATK เป็นบวก สามารถมาตรวจยืนยันการติดเชื้อด้วยวิธี RT-PCR โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ซึ่งต้องมีการโทรศัพท์นัดหมายล่วงหน้า และเดินทางมาตรวจตามเวลานัดหมาย (ไม่รับ walk in) เพื่อลดความแออัดและความเสี่ยงในการแพร่เชื้อต่อ
นอกจากการเตรียมความพร้อมเรื่องเตียงและการตรวจเชิงรุกแล้ว การอำนวยความสะดวกให้กับผู้ป่วยก็เป็นอีกหนึ่งงานที่ กทม. ได้เข้ามาให้การสนับสนุนด้วยการเพิ่มรถนำส่งผู้ป่วยของศูนย์เอราวัณ 1669 โดยบูรณาการความร่วมมือกับ 50 สำนักงานเขต เพื่อสามารถรับผู้ป่วยได้เพิ่มวันละ 200 – 300 ราย ทั้งนี้ยังมีการเพิ่มเจ้าหน้าที่รับสายด่วนศูนย์เอราวัณ 1669 ในช่วงเวลากลางวัน ตั้งแต่เวลา 08.00 - 16.00 น. ซึ่งเป็นช่วงที่มีผู้ใช้บริการจำนวนมาก นอกจากนี้ สำนักเทศกิจได้จัดตั้งเทศกิจอาสา ซึ่งเป็นหน่วยประสานงานช่วยเหลือผู้ป่วยโควิด-19 ใน กทม. โดยประสานกับสำนักงานเขต พร้อมหน่วยงานอื่น เช่น ทหาร มูลนิธิหรือโรงพยาบาล เข้าช่วยเหลือผู้ป่วย อาทิ ส่งมอบถังออกซิเจน รับ-ส่งผู้ป่วยเข้ารับการรักษา ส่งมอบยาและอุปกรณ์ยังชีพให้แก่ผู้ป่วยที่กักตัวที่บ้าน
ด้วยตระหนักถึงการปฏิบัติงานที่ค่อนข้างหนักของบุคลากรด่านหน้า รวมถึงทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง กทม. โดยสำนักพัฒนาสังคม จึงได้มีการจัดตั้ง โรงครัวสนาม กทม. (รถครัวสนามเคลื่อนที่) เพื่อประกอบอาหารปรุงสุกใหม่บรรจุกล่องสำหรับมื้อกลางวันและมื้อเย็น ทุกวันอังคารและวันศุกร์ในทุก ๆ สัปดาห์ เพื่อมอบให้กับบุคลากรทางการแพทย์ และเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงาน โดยได้แรงสนับสนุนจากประชาชน ตลอดจนหน่วยงานต่าง ๆ ที่ได้ส่งมอบวัตถุดิบเพื่อนำไปประกอบอาหาร
ด้านประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ กทม. ได้มอบ “ถุงยังชีพ” ซึ่งภายในบรรจุเครื่องอุปโภคบริโภค ตลอดจนสิ่งจำเป็นต่าง ๆ ในการดำรงชีวิต ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ ภาคเอกชนและประชาชนมากกว่า 100 หน่วยงาน เช่น มูลนิธิโอสถานุเคราะห์ บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) โดยล่าสุดก็ยังได้รับมอบ ถุงยังชีพ จำนวน 8,000 ชุด จากสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทยอีกด้วย
ทั้งนี้ ผู้ประสงค์บริจาคสิ่งของสนับสนุนภารกิจป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ของกรุงเทพมหานคร สามารถติดต่อได้ที่ สำนักงานเลขานุการปลัดกรุงเทพมหานคร โทร. 0-2224-8651 และ
0-2221-2141-69 ต่อ 1280 ในวันและเวลาราชการ หรือสำนักงานเขตพื้นที่


