xs
xsm
sm
md
lg

สุขใดจะเท่าศุกร์เสาร์อาทิตย์/ดร.สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ภาพประกอบบทความ
เมื่อสัปดาห์ที่แล้วพี่ชายชวนน้องชายไปเข้าค่ายเยาวชนผู้นำแห่งหนึ่ง ภายหลังกลับมาบ้าน เจ้าลูกชายคนเล็ก “สิน สิทธิสมาน” มีเรื่องเล่ามากมายที่สะท้อนมุมมองให้พ่อแม่ฟัง หนึ่งในนั้นคือเรื่อง “ความสุข” เป็นมุมมองที่ง่ายงาม ใกล้ตัว แต่สะท้อนความคิดของเขาได้เป็นอย่างดี เพราะเรื่องความสุข เป็นเรื่องของใครก็ของใคร อยู่ที่เราจะมองเห็นความสุขหรือไม่ และอย่างไร ?

………………

เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว พี่ชายชวนผมให้ไปเข้าค่ายผู้นำเยาวชนค่ายหนึ่งระหว่างวันที่ 29 - 31 มีนาคมที่ผ่านมา พี่ชายบอกว่าถ้าว่างก็ควรไปนะ เพราะค่ายนี้มีประโยชน์จริง ๆ พอดีผมไม่ติดธุระอะไร เลยตอบตกลงรับคำชวน และเมื่อลองอ่านรายละเอียดของค่ายก็ใช้เวลาคิดไม่นานตัดสินใจกรอกแบบฟอร์มสมัครไปทันที

กิจกรรมในค่ายมีค่อนข้างหลากหลาย ทั้งกิจกรรมละลายพฤติกรรมให้เข้ากับเพื่อนใหม่ ๆ รอบข้าง ทั้งการบรรยายจากวิทยากรเก่ง ๆ มากความสามารถ ทั้งเรื่องของความคิด และการเริ่มต้นธุรกิจ มีการฝึกทักษะการทำงานเป็นทีมและภาวะผู้นำ โดยมีการแบ่งกลุ่มคนที่ไม่ได้มาจากสถาบันเดียวกันให้มาอยู่รวมกัน พูดง่าย ๆ คือคนในกลุ่มเกือบทั้งหมดจะไม่รู้จักกันมาก่อน จะมารู้จักกันในค่ายนี้เกือบทั้งหมดครับ

กิจกรรมที่เป็นไฮไลท์เลยก็คือ การแลกเปลี่ยนเรื่องราวชีวิตของกันและกัน

โดยเล่ากับทั้งคนในกลุ่มและคนนอกกลุ่ม โจทย์บอกว่าเล่าเรื่องราวแบบไหนก็ได้ จะเป็นการเล่าเรื่องชีวิตตั้งแต่เด็กจนโต หรือจะเป็นการเล่ากราฟชีวิตของตัวเองในช่วงระยะเวลาหนึ่งว่ามีขึ้นมีลงอย่างไรบ้างก็ได้

ผมก็เป็นคนที่ไม่ค่อยจะชอบพูดคนแรกอยู่แล้ว อาจจะด้วยเพราะความตื่นเต้น หรือเพราะประหม่าอยู่นิดหน่อยด้วย เลยทำให้ผมอยากนั่งฟังเรื่องราวของเพื่อน ๆ คนอื่นก่อน

เรื่องราวที่เพื่อน ๆ หลายคนเลือกพูดก็ค่อนข้างหลากหลาย บางคนเล่าเรื่องปัญหาในชีวิตครอบครัว บางคนเล่าช่วงชีวิตกับเพื่อนและแฟน บางคนเล่าเรื่องปัญหาธุรกิจที่บ้านอันเป็นเหตุให้ตัวเค้าต้องลุกขึ้นมาสู้ บางคนก็เล่าปัญหาช่วงชีวิตในมหาวิทยาลัย หรือบางคนก็เล่าเรื่องของสุขภาพก็มี แต่สิ่งที่ค่อนข้างจะคล้าย ๆ กันคือทุกครั้งที่เพื่อน ๆ เล่าจบ จะมีพี่เลี้ยงที่ดูแลประจำกลุ่มคอยถามอยู่เสมอว่าแล้วเป้าหมายสูงสุดของชีวิตคืออะไร เพื่อน ๆ ทุกคนล้วนมีเป้าหมายที่ต่างกัน

แต่สิ่งที่เพื่อนเกือบทุกคนจะพูดถึงก็คือ “ความสุข” ครับ

มีเพื่อนคนหนึ่งกล่าวจบเรื่องเล่าของเขาประมาณว่า “เป้าหมายของผมก็คือการมีความสุข แล้วตอนนี้ผมก็ค้นพบมันแล้ว เมื่อประมาณอาทิตย์ถึง 2 อาทิตย์ที่แล้วเองครับ” ประโยคจบนั้นทำให้ผมอ้ำอึ้งนิดหน่อย และทำให้ผมรู้เลยว่าเรื่องที่ผมจะนำมาแลกเปลี่ยนนั้นคือเรื่องอะไร

แน่นอนล่ะครับ มันคือเรื่อง “ความสุข” เช่นกัน

แต่อาจจะแปลกกว่าคนอื่นสักหน่อย

คือผมเล่าว่าผมเป็นคนที่พบเจอกับความสุขได้ง่ายและเร็วมากครับ ผมค่อนข้างคุ้นเคยกับมัน และมีมันอยู่ในทุก ๆ วัน

ครั้งแรกที่ผมรู้ว่าความสุขของผมคืออะไร มันเกิดขึ้นนานมาแล้วตอนเรียนอยู่ชั้นป.4 หรือตอนเข้าโรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัยเป็นปีแรก ความที่เป็นโรงเรียนประจำ กลับบ้านทุก 2 สัปดาห์ ครั้งละ 2 คืน เท่ากับในเดือนหนึ่งผมจะได้อยู่บ้านแค่ 4 คืน วันที่ผมมีความสุขที่สุดคือวันศุกร์หลังเที่ยงช่วงกลับบ้าน และวันที่ผมมีความสุขน้อยที่สุดคือวันอาทิตย์หลังเที่ยงช่วงกลับเข้าโรงเรียน

นี่แหละที่ผมว่า “สุขใดจะเท่าศุกร์เสาร์อาทิตย์” ไงล่ะครับ555

ในช่วงแรก ๆ ของทุก ๆ วันกลับเข้าโรงเรียนจะเป็นวันที่ผมร้องไห้ก่อนจะจากลาคุณพ่อคุณแม่ พอเข้าโรงเรียนไป ช่วงเวลาว่างผมก็จะนั่งจับกลุ่มตั้งแก๊ง Club Friday กับเพื่อน ๆ ที่คิดถึงบ้านเหมือนกัน นั่งคุยกันไปก็นับวันกันไป รอจนถึงวันกลับบ้านวันที่มีความสุขก็มาถึง

ฟีลลิ่งตอนนั้นมันเหมือนกับว่าวันกลับบ้านคือวันปีใหม่

การกลับบ้านของผมช่วงป. 4 เหมือนการที่คนเรานั่งรอพรวันปีใหม่ตอนเวลาเที่ยงคืนตรงอย่างไรอย่างนั้นเลยครับ

พอผ่านพ้นปีแรกมาได้ ก็เริ่มมีสังคมใหม่ ๆ มากขึ้น ทำให้อาการคิดถึงบ้านน้อยลง จนเลิกร้องไห้ไป แต่เนื่องด้วยเป็นโรงเรียนประจำชายล้วน หลาย ๆ ครั้งบททดสอบทั้งเรื่องของร่างกายและจิตใจมันก็ค่อนข้างหนักหนาอยู่พอสมควรสำหรับเด็กชายคนหนึ่ง นี่ยังไม่รวมกับที่เจอรุ่นพี่ที่โหด ๆ อีกนะ แต่ทุกๆครั้งที่ผมกลับมาบ้านผมก็จะเล่าให้คุณพ่อคุณแม่ฟังเสมอว่าผมไปเจออะไรมาบ้าง

แค่การเล่าและคุณพ่อคุณแม่รับฟังมันก็เพียงพอแล้ว ผมเชื่อมั่นว่าตัวเองจะสามารถผ่านมันไปได้ แค่กลับมาถึงบ้านได้อยู่กับพวกท่าน มันก็ฟื้นฟูพลังของผมให้พร้อมกลับเข้าไปสู้ต่อในโรงเรียนอีกครั้งเสมอ

ผมกลายเป็นคน “ติดบ้าน” โดยไม่รู้ตัว

อารมณ์ประมาณนี้ติดตามผมมาถึงเมื่อมาเรียนหนานจิงและเซี่ยงไฮ้ ไม่ใช่ว่าจะเจอเฉพาะเรื่องดี ๆ เรื่องแย่ ๆ ที่เกือบเอาตัวไม่รอดก็เจอมาบ้าง แม้จะไม่ได้กลับบ้านทุก 2 สัปดาห์ แต่ก็มีโทรศัพท์ผ่านแอพพลิเคชั่นวีแชท กลับมาคุยกับคุณพ่อคุณแม่ได้ นอกจากนั้นผมยังโชคดีที่ได้พี่ชายเป็นรูมเมท และผมไม่เก็บอะไรไว้กับตัวนาน อย่างมากไม่เกิน 2 อาทิตย์ก็เป็นปกติ

ความสุขของผมนั้นเรียบง่ายและค้นพบง่ายมากเลย

คือครอบครัว
คือบ้าน
คือเพื่อน
คือคนที่เรารักและคนที่รักเรา

และทุกวันนี้ผมก็มีพวกเค้าเหล่านี้อยู่เคียงข้างและข้างเคียงอยู่ตลอดเวลา มันทำให้ผมมีความสุข ไม่ว่าผมจะพบเจอกับความทุกข์ หรือปัญหาใด ๆ ที่ผ่านเข้ามา แต่การที่มีผู้คนเหล่านี้อยู่กับผม มันทำให้ผมรับมือกับเรื่องราวแย่ ๆ ที่เกิดขึ้นได้อย่างดี

และผมขอจบด้วยช่วงหนึ่งของบทเพลง ”ลืมไป” ของศิลปิน แว่นใหญ่ feat ปู่จ๋าน ลองไมค์ นะครับ

ความสุขมันอยู่ที่ใด หรืออยู่กับใครที่มีความสุข
ความสุขมันอยู่ที่ใจไม่มีอะไรก็มีความสุข
ความสุขอาจอยู่ไม่ไกลเกิดขึ้นภายในนั่นแหละความสุข
และความสุขเกิดขึ้นที่ใจมีเธอข้างกายก็มีความสุข
กำลังโหลดความคิดเห็น...