xs
xsm
sm
md
lg

เมื่อขับรถเป็นต้องแลกกับชีวิตที่หล่นหาย!/ดร.สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



เมื่อลูกชายคนเล็ก "สิน สิทธิสมาน" เริ่มขับรถยนต์ได้คล่อง กลับเริ่มตั้งคำถามและเปรียบเทียบถึงวิถีเดินทางระหว่างชีวิตหลังพวงมาลัยในเมืองไทย กับวิถีเดินด้วยสองเท้าของตัวเองที่เซี่ยงไฮ้ สะท้อนมุมมองบางอย่าง ระหว่างความสะดวกสบายที่ต้องแลกกับสิ่งที่ขาดหายไปผ่านข้อเขียนนี้

...............

หลังจากที่ผมต้องพบเจอกับสถานการณ์ COVID-19 แล้วรู้ว่าคงยังกลับประเทศจีนไม่ได้ไปอีกสักพักใหญ่ ๆ ตั้งแต่เมื่อปีที่แล้ว แต่สิ่งที่ได้มาคืออะไรรู้ไหมครับ
ขับรถยนต์เป็น !

ความจริงได้เรียนจนสอบใบขับขี่มาได้ช่วงหนึ่งแล้ว แต่ความที่ไม่ได้อยู่กรุงเทพฯต่อเนื่อง จึงไม่ได้ขับรถยนต์จนชิน พอได้อยู่เมืองไทยต่อเนื่องเพราะอุบัติเหตุโรคระบาด เลยเป็นความจำเป็นโดยปริยายที่ต้องใช้รถยนต์

ช่วงแรก ๆ อาจจะมีขับไปขูดนู่นชนนี่บ้าง แต่ก็ใช้เวลาไม่นานก็เริ่มคล่องชนิดไปไหนมาไหนได้อย่างไม่มีปัญหามากนัก

ที่ว่าจำเป็นก็เพราะการระบาดของ COVID-19 หากหลีกเลี่ยงระบบขนส่งมวลชนที่แน่นขนัดได้ก็จะเป็นการป้องกันตัวเองที่ดี ครั้นจะให้ใช้บริการแต่รถแท็กซี่สถานเดียวก็ไม่ไหวครับ ประกอบกับคุณพ่อคุณแม่ก็ไม่หวงที่จะให้ใช้รถยนต์ของท่าน ทำให้ผมเริ่มคุ้นชินกับชีวิตการใช้รถยนต์มากขึ้น

ตอนนี้นอกจากขับรถยนต์เองสลับกับใช้แท็กซี่แล้ว ผมแทบไม่ได้ใช้บริการรถสาธารณะอื่น ๆ เลย

อาจจะเพราะบังเอิญที่บ้านก็ห่างกับสถานีขนส่งมวลชนพอสมควร

จนถึงวันนี้ก็เป็นเวลากว่า 1 ปี 2 เดือนแล้วที่ผมใช้เวลาอยู่ที่ไทยโดยไม่ได้กลับจีน แน่นอนครับ มีหลายครั้งที่ทำให้ผมหวนรำลึกถึงช่วงเวลาตอนที่ใช้ชีวิตอยู่ที่เซี่ยงไฮ้ ซึ่งแตกต่างกับที่นี่มากมายหลายอย่าง

อย่างหนึ่งคือการเดิน !

อยู่ที่เซี่ยงไฮ้การใช้ชีวิตประจำวันคือการเดินโดยใช้เท้าสองข้างนี่แหละครับ ทั้งการเดินไปเรียนจากหอพักไปห้องเรียน หรือถ้าออกข้างนอกมหาวิทยาลัยก็จะเดินไปขึ้นรถไฟฟ้า ต่อจากสถานีหนึ่งไปอีกสถานีหนึ่ง ชนิดที่ว่าคำแนะนำที่ให้คนเราควรจะเดินให้ได้วันละสัก 10,000 ก้าวนั้นเป็นเรื่องจิ๊บ ๆ ผมว่าบางวันจะถึง 20,000 ก้าวเอาเสียด้วยซ้ำ จะยกเว้นเหตุสุดวิสัยจริง ๆ เช่นกลับดึกเท่านั้น จึงจะใช้บริการรถแท็กซี่แทน

สำหรับตัวผมแล้ว ชอบการใช้ชีวิตที่นั่นมาก เพราะต่อให้คุณไม่มีรถยนต์ส่วนตัว ก็ไปไหนมาไหนได้อย่างสะดวกสบาย เพราะทั้งฟุตบาทที่กว้างขวาง ร่มรื่น และบริการรถสาธารณะที่หลากหลายและทั่วถึง โดยเฉพาะรถไฟฟ้านั้น มีมากพอที่จะทำให้คุณไม่จำเป็นต้องมีรถยนต์ส่วนตัวเลย เอาเป็นว่าแค่ถึงสนามบินก็เข็นกระเป๋าขึ้นรถไฟฟ้าไปถึงมหาวิทยาลัยได้สบาย ๆ ภายในชั่วโมงเศษ ๆ

กลับกันกับชีวิตในกรุงเทพ !

ทีแรกพอได้ขับรถยนต์ก็แฮปปี้นะครับ การได้ขับรถยนต์ส่วนตัวไปไหนมาไหน ช่วงแรก ๆ สำหรับผมมันคือสวรรค์เลยแหละ การที่จะไปมาหาสู่เพื่อนฝูงด้วยรถยนต์ที่เราขับเองนั้นค่อนข้างสะดวกสบายและคล่องตัวเป็นอย่างมาก ไม่ต้องคอยเรียกรถแท็กซี่ หรือขึ้นรถไฟฟ้าหลายสถานี แค่ขับไปแล้วก็ถึงที่หมาย แค่นี้เอง สบายสุด ๆ

แต่แค่ช่วงแรก ๆ เท่านั้นนะครับที่รู้สึกเช่นนั้น

เพราะพอใช้ชีวิตแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ก็เริ่มรู้สึกว่าการเดินทางมันไม่ค่อยมีสีสันเสียเลย เพราะสิ่งที่ผมจะพบเจอของทุก ๆ การเดินทางด้วยรถยนต์นั่นก็คือ บ้าน บนรถ และจุดหมายปลายทางครั้งแล้วครั้งเล่า เรื่องระหว่างทางที่ต้องเจอก็คือไฟแดง รถติด และคนขับรถยนต์ไร้วินัย

ไม่ได้เพ่งพิศถนนหนทาง ต้นไม้ใบหญ้าระหว่างทาง และความรู้สึกโปร่งโล่งบางประการ

การมีความสุขกับการขับรถยนต์ของผมเริ่มลดน้อยลง แล้วเปลี่ยนเป็นอาการเหนื่อยล้ามากกว่าครับ

ผมเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมตอนเด็ก ๆ เวลาเห็นคุณพ่อคุณแม่ถึงบ้านด้วยอาการที่ดูเหนื่อย โดยที่เหงื่อไม่ออก มันคืออาการที่ในช่วงวัยนั้นผมยังไม่เข้าใจ จนเริ่มมาเจอกับตัวเองในวันนี้

สำหรับตัวเอง ผมชอบเหนื่อยแบบการออกกำลังกายมากกว่าการเหนื่อยล้าจากการต้องนั่งบนรถยนต์เป็นเวลานาน เอาละ ไม่ปฏิเสธว่ามันสะดวก สะดวกกว่าการเดินทางด้วยรถสาธารณะเป็นไหน ๆ แต่มันทำให้ชีวิตขาดอะไรบางอย่างไป

ขาดอะไรหรือครับ ?

เอางี้ ชีวิตที่จีนถ้าจะเดินทางออกไปนอกมหาวิทยาลัย ก่อนอื่นต้องเดินไปที่สถานีรถไฟฟ้า และกว่าจะต่อจากสถานีหนึ่งไปอีกสถานีหนึ่ง ก็ใช้เวลาพอสมควร แถมพอถึงสถานีแล้ว จุดหมายปลายทางอาจจะต้องเดินต่อไปอีกสักครึ่งกิโลเมตรเป็นอย่างน้อย มันค่อนข้างใช้เวลามากกว่ารถยนต์อยู่พอสมควรครับ แต่สิ่งที่มันต่างออกไปสำหรับผมนั้นคือ “เรื่องราว” ระหว่างเส้นทางครับ

กว่าที่ผมจะเดินออกจากมหาวิทยาลัยไปที่สถานีรถไฟฟ้า หลายครั้งที่จะได้โบกมือทักทายเพื่อนฝูงหรือคุณครู หลายครั้งที่จะได้หยุดมองท้องฟ้า ดูเด็กน้อยจูงมือแม่ ดูลูกหมาลูกแมว ดูเรื่องราวระหว่างทาง ถึงแม้จะใช้เวลามากกว่ารถยนต์ แต่แน่นอนว่าความหงุดหงิดมันน้อยกว่าการใช้ชีวิตหลังพวงมาลัยรถยนต์บนท้องถนนเยอะครับ

ทุกครั้งที่เดินทางด้วยการเดินนั้น เวลาถึงบ้าน-หมายถึงหอพัก ผมไม่มีอาการเหนื่อยล้าแบบที่กล่าวไปข้างต้นเลยครับ

แล้วทำไมไม่เดินทางด้วยการเดินในกรุงเทพฯบ้างล่ะ - คุณผู้อ่านอาจจะถาม !

อยากเหมือนกันครับ แต่เอางี้แล้วกัน แค่ออกจากหมู่บ้านจะไปคอมมิวนิติ้มอลล์เล็ก ๆ สุดมุมถนนห่างจากหมู่บ้านไม่ถึงกิโลเมตร ไม่รู้จะเดินตรงไหน เพราะทั้ง 2 ฝั่งไม่มีสิ่งที่เรียกว่า “ฟุตบาท” เป็นชิ้นเป็นอัน มีแต่ทางดินขรุขระ ท่อระบายน้ำรูปตัววี แคบ ๆ ประกบทางรถยนต์วิ่งไปมาด้วยความเร็ว บางทีตรงทางเดินก็มีมอเตอร์ไซค์วิ่งด้วย ไม่รื่นรมย์แน่ ๆ เผลอ ๆ อาจเหนื่อยล้ากว่าขับรถยนต์เองอีก

ถนนอื่นอาจจะดีกว่านี้หรือไม่อย่างไร ไม่อาจยืนยันได้

ต่างเมืองก็ต่างสภาพ สุดท้ายถ้าผมต้องใช้ชีวิตในกรุงเทพมหานคร การใช้รถยนต์ย่อมยังไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

แต่การได้หวนนึกถึงช่วงชีวิตตอนก่อนที่จะขับรถยนต์เป็นแล้วอยู่ในเมืองที่การไม่ขับรถยนต์เองเป็นสิ่งที่ไม่เป็นอุปสรรคต่อการใช้ชีวิต มันก็อดคิดถึงไม่ได้เหมือนกันนะ