xs
xsm
sm
md
lg

เมื่อลูกเรียนรู้เรื่องความตาย/ดร.สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ช่วงกักตัวอยู่บ้านเพราะสถานการณ์โควิด -19 ทำให้ครอบครัวเราได้นำเรื่องราวต่าง ๆ รอบตัวมาเป็นบทสนทนาแลกเปลี่ยนร่วมกันอยู่เสมอ หนึ่งในนั้นคือเรื่อง “ความตาย” ที่นำมาแลกเปลี่ยนทัศนะ และลองสมมติสถานการณ์ว่าถ้ามีการ ”พรากจาก” คนในครอบครัว คนที่อยู่จะต้องเจอกับอะไร และต้องทำอะไรบ้าง แล้วถ้าเราเตรียมตัวและเตรียมใจก่อนจะดีกว่าไหม จากบทสนทนารวมถึงสิ่งที่เห็นและเป็นไปของพ่อแม่ที่ต้องไปงานศพบ่อยครั้ง ผนวกกับประสบการณ์ที่เขาเผชิญ ทำให้ “สิน สิทธิสมาน” ลูกชายคนเล็กถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับ “ความตาย” ผ่านทัศนะของเขาว่าความตายใกล้ตัวเราทุกขณะ
………………………………..

ความตายใกล้ตัวเราเหลือเกิน

สถานการณ์ระบาดของโควิด -19 ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย จนถึงวันนี้แม้จะได้ผ่านขั้นตอนคลายล็อคดาวน์มาจนถึงช่วงท้าย ๆ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ความวิตกกังวลเกี่ยวกับตัวโรคเหลืออยู่ไม่มากนักแล้ว แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันยังไม่จบ...

ช่วงก่อนหน้านี้ผมก็ได้ติดตามสถานการณ์เหมือนทุกคนแหละครับ ได้เห็นถึงยอดผู้ติดเชื้อทั่วโลกที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และการสูญเสียเป็นจำนวนมากจากทั่วทุกมุมโลก จากจุดเริ่มที่แค่คิดว่าคงต้องเรียนออนไลน์ไปสัก “ระยะหนึ่ง” อาจจะแค่ “เดือนสองเดือน” แล้วคงได้กลับไปเรียนต่อที่ประเทศจีน แต่ดูเหมือนความรุนแรงของโรคที่ทวีมากขึ้น และอาจกลับมาระบาดระลอก 2 ได้ ทำให้จนถึงตอนนี้ยังไม่รู้เลยว่าจะได้กลับไปเรียนอีกทีเมื่อไร

จากที่คิดมากจนถึงตอนนี้ไม่คิดแล้ว เมื่อไรก็เมื่อนั้น

สิ่งที่ทำให้ผมเริ่มตระหนักได้ว่าอนาคตช่างไม่แน่นอนเลยจริง ๆ ต่อให้เรารอบคอบขนาดวางแผนล่วงหน้าไว้อย่างเป็นระบบแค่ไหน สิ่งเหนือความคาดฝันก็เกิดขึ้นได้เสมอ

และความตายก็เช่นกัน !

ตั้งแต่เด็กจนโต ผมพอมีโอกาสได้ไปงานศพอยู่บ้าง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นญาติพี่น้องที่บางคนผมก็ไม่เคยเห็นหน้า จึงยังรู้สึกว่าไกลตัว แต่ยิ่งอายุมากขึ้น ผมก็เริ่มเห็นคุณพ่อคุณแม่ไปงานศพบ่อยขึ้น เดือนละสองสามครั้ง แต่เดือนนี้ดูจะแทบสัปดาห์ละสองสามครั้งเลยทีเดียว บางคนผมก็รู้จัก อย่างเช่นอาตั้ว-ศรัณยู วงษ์กระจ่าง ขณะที่ครอบครัวของเพื่อนผมเองก็เริ่มมีคนที่ต้องพบเจอกับโรคร้าย บางคนก็ยังดีที่ตรวจพบเจออาการและเข้ารับการรักษาได้ทัน แต่บางคนก็ต้องสูญเสียคนในครอบครัวอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว ทำให้ผมต้องเริ่มไปวัดไปงานศพของญาติเพื่อนสนิท ไปโรงพยาบาลเยี่ยมญาติเพื่อนสนิท

ประสบการณ์ใหม่นี้บวกกับสถานการณ์โควิด-19 ที่ร้ายแรงในช่วงอยู่ไทยยาวรอบนี้ ยิ่งตอกย้ำให้คิดได้ว่า “ความตาย” นั้นใกล้ตัวเราทุกคนเหลือเกิน

ครอบครัวผมเคยมีการคุยกันอยู่บ้างว่าถ้าเกิดพ่อหรือแม่ตายจากไป เราจะต้องเตรียมตัวเตรียมพร้อมและมีการรับมืออย่างไรบ้าง แม้ว่าการที่จะมานั่งคิดภาพและคุยกันแบบพร้อมหน้าพร้อมตาเรื่องความเป็นความตายกันเนี่ย มันไม่น่าจะสนุกเอาเสียเลย แต่มันก็คือความจริงที่สักวันจะต้องเกิดขึ้น อาจจะเกิดขึ้นในวันนี้หรือพรุ่งนี้ก็เป็นได้

บางคนอาจจะบอกว่าอย่าพูดเรื่องนี้เลย เป็นลางไม่ดี หรือไม่เป็นมงคลต่าง ๆ นานา

จริง ๆ แล้วการที่เรารับรู้เรื่องนี้และมีการเตรียมความพร้อมที่จะรับมือกับความตาย ผมว่ามันคือสิ่งที่จำเป็นนะครับ ในอดีตเคยดูหนังมาหลายเรื่อง เวลาเห็นบทสนทนาในหนังที่มีหมอมาบอกกับครอบครัวคนไข้ว่าคนไข้เป็นโรคร้ายจะอยู่ในโลกนี้ได้อีกกี่วันกี่เดือนหรือกี่ปี สำหรับผมตอนนั้นก็เคยคิดว่าถ้าเกิดเป็นตัวเราเอง จะไม่ต้องการรับรู้เรื่องพวกนี้เลย เพราะไม่อยากจะมานั่งนับถอยหลังว่าคนที่เรารักจะสามารถมีชีวิตอยู่ได้อีกกี่วัน

แต่วันนี้ลองมาคิดแบบจริงจังดูใหม่แล้ว การที่เราได้รับรู้ว่าคนที่เรารักจะอยู่ได้อีกกี่วัน มันอาจกลับเป็นเรื่องดีเสียมากกว่า

การได้เตรียมความพร้อมก่อนที่จะตายนั้นนอกจากจะไม่สร้างภาระให้คนที่มีชีวิตอยู่ ยังได้จัดการสิ่งที่ค้างคาก่อนที่มันจะสายไปอีกด้วย

ตอนเด็ก ๆ สำหรับผมแค่ต้องจากลาใครสักคน แม้จะเป็นแค่การ “จากเป็น” ไม่ใช่ “จากตาย” ก็เป็นอะไรที่ทรมานมากแล้ว ผมมักเสียน้ำตาเป็นประจำ ตัวอย่างเช่น พี่เลี้ยงที่ลากลับไปใช้ชีวิตที่บ้านเกิด แล้วไม่กลับมาอีกเลย หรือแม้แต่ตอนที่คุณพ่อคุณแม่ไปส่งผมเข้าโรงเรียนประจำครั้งแรก ผมก็ร้องไห้แบบจะเป็นจะตาย เพราะฉะนั้นไม่ต้องพูดถึงความตายเลย ว่ามันจะขนาดไหน เอาว่าเพียงแค่คิดแว่บเดียวก็รีบออกจากความคิดนั้นทันที ไม่อยากรับรู้ ไม่อยากคิดถึง

แต่เมื่อโตขึ้น เริ่มเข้าใจโลกมากขึ้น การมองความตายของผมก็เริ่มเปลี่ยนไป...

บางครั้งการ “จากตาย” แล้วเรามีความทรงจำที่ดีต่อกัน อาจจะดีกว่าการ “จากเป็น” ที่มีแต่ความขัดแย้งและทะเลาะกัน เพราะฉะนั้นในขณะที่เรายังมีชีวิตอยู่ มันจะไม่ดีกว่าหรือที่จะทำให้วินาทีที่เรายังหายใจมีแต่สิ่งที่ดีต่อกัน ถึงแม้จะตายจากกันไปไม่ว่าด้วยเหตุผลใดที่เราไม่มีทางรู้ตัวล่วงหน้า เราก็ยังคงเหลือเอาไว้ซึ่งความทรงจำที่ดีของกันและกัน

สิ่งที่ผมอยากจะพูดก็คือเราทุกคนควรจะตระหนักได้ว่าความตายนั้นไม่ไกลตัวเราจริง ๆ เราควรเตรียมพร้อมและรับมือกับสถานการณ์ไม่คาดคิดในทุกรูปแบบ

การที่เราคิดถึงเรื่องความตาย จริง ๆ แล้วมันเป็นสิ่งที่จำเป็น

เพราะเมื่อวินาทีนั้นมาถึงเราจะได้มีสติตั้งมั่นรับมือได้ทุกรูปแบบ ไม่ว่าเราจะเป็นฝ่ายอยู่หรือฝ่ายจากไป ผมชอบประโยคหนึ่งที่อ่านพบที่ไหนสักที่หนึ่ง...

อยู่อย่างสง่าจากไปอย่างสงบ


กำลังโหลดความคิดเห็น...