xs
xsm
sm
md
lg

ดูชัดๆ อันตราย “3 สารพิษ” ถึงเวลาแบนก่อนคนไทยตาย

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


วันที่ 22 ต.ค.นี้ เป็นวันชี้ชะตา ว่าสารเคมีทางการเกษตรอันตรายทั้ง 3 ตัว ได้แก่ พาราควอต คลอร์ไพรีฟอส และไกลโฟเซต จะอยู่หรือไป ภายใต้การพิจารณาของคณะกรรมการวัตถุอันตราย ซึ่งกำลังถูกสังคมจับตาว่าอย่างใกล้ชิดว่า จะแบนเพื่อสุขภาพของคนไทยหรือไม่ เพราะมีการยื้อเวลามานานกว่า 2 ปีแล้ว

โดยช่วง 1-2 สัปดาห์ก่อนหน้านี้ เรียกได้ว่า สังเวียนแบนสารเคมีแทบลุกเป็นไฟ เพราะทั้งกลุ่มสนับสนุนและกลุ่มต่อต้านต่างออกมาเดินหน้าท้าชนกันเต็มที่

ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มสนับสนุน โดยโรงพยาบาลต่างๆ ทั่วประเทศทยอยขึ้นป้ายสนับสนุนการยกเลิกการใช้สารเคมีอันตราย คณะทำงาน 4 ฝ่ายต่อการยกเลิกสารเคมีก็มรมติให้ยกระดับเป็นวัตถุอันตรายประเภท 4 ห้ามผลิต ห้ามจำหน่าย ห้ามใช้ ห้ามนำเข้า ไปจนถึงรัฐมนตรีกระทรวงที่เกี่ยวข้องก็ออกมารับปากว่าจะเดินหน้าการแบนแน่นอน และเครือข่ายสนับสนุนการแบนสารเคมีอันตรายร้ายแรง 686 องค์กร ที่ทยอยยื่นหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดในการแบนสารพิษ

ล่าสุด กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ก็มีการจัดงานคิกออฟ จัดเวทีเสวนาทำความเข้าใจับประชาชนในช่วงโค้งสุดท้าย เมื่อวันที่ 21 ต.ค.ที่ผ่านมา พร้อมชวนกันสวมเสื้อขาวเพื่อแสดงพลังในการไม่เอาสารเคมี ให้กำลังใจคณะกรรมการวัตถุอันตรายในสัดส่วนของ สธ.ที่จะเข้าไปร่วมโหวตไม่เอาสารเคมีอย่างเปิดเผย

ขณะที่กลุ่มต้านการแบน ต่างออกมาพูดถึงผลดีของการใช้สารเคมมี รวมไปถึงการโจมตีข้อมูลว่าการตรวจพบการปนเปื้อนของทั้งกระทรวงสาธารณสุข ไทยแพน ไม่น่าเชื่อถือ เพราะที่ผ่านมาตรวจไม่เคยพบ และที่ว่าอันตรายกับร่างกายก็อ้างไปว่า เป็นเพราะมาจากการใช้ผิดวิธี โดยเอาไปใช้ฆ่าตัวตาย

นอกจากนี้ ยังมีการท้ากันดีเบตอีกด้วย แต่สุดท้ายแล้วก็ไม่เกิดการจัดเวทีท้าชน เพราะฝ่ายนักวิชาการที่ออกมาพูดสนับสนุนไม่รับการติดต่อไปดีเบตร่วมกับฝ่ายสนับสนุน

อย่างไรก็ตาม สุดท้ายแล้วอำนาจในการตดสินใจว่าจะแบนหรือไม่ และจะยกระดับเป็นวัตถุอันตรายประเภท 4 ห้ามซื้อผลิตห้ามจำหน่าย ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอหรือไม่นั้น อยู่ที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายทั้ง 29 ชีวิต ที่ทางฝ่าย สธ.เสนอว่า ควรจะต้องมีการโหวตแบบเปิดเผย เปิดรายชื่อว่าใครแบนไม่แบน ด้วยเหตุผลอะไรเพื่อให้รู้ดำรู้แดงกันไป

แต่หากมติคณะกรรมการวัตถุอันตรายบอกว่า ไม่แบนสารเคมีทั้ง 3 ชนิด อันตรายที่จะเกิดขึ้นกับคนไทยจากการที่แผ่นดินอาบสารพิษคงอยู่ไปอีกนาน และส่งผลกระทบต่อสุขภาพแน่นอน ทั้งเกษตรกร คนในชุมชนทางการเกษตร ไปจนถึงผู้บริโภคที่มีโอกาสได้รับสารพิษเข้าสู่ร่างกาย และสะสมจนเกิดผลร้ายต่อไปในอนาคต

โดยอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับร่างกายมีอะไรบ้าง กระทรวงสาธารณสุข ได้สรุปผลออกมาให้เห็นชัดง่ายๆ ว่าสารเคมีทั้ง 3 ตัวนั้นก่อให้เกิดผลกระทบอะไรบ้าง และมีประเทศอะไรบ้างที่แบนสารเหล่านี้ไปแล้ว เริ่มจาก

1.พาราควอต (Paraquat) สารฆ่าวัชพืช มีความเป็นพิษสูง เนื่องจากมีฤทธิ์กัดกร่อนมาก ไม่มียาต้านพิษ โดยข้อมูลจากศูนย์พิษวิทยา รพ.รามาธิบดี พบว่า อัตราตายของผู้ป่วยจากสารพาราควอตในประเทศไทยอยู่ที่ร้อยละ 10.2 ถือว่ามีความเสี่ยงเกินกว่าจะนำมาใช้อย่างปลอดภัย

โดยอันตรายของพาราควอต สามารถรับได้ผ่านทั้งการกิน การสัมผัสทางผิวหนัง ซึ่งเป็นช่องทางหลัก ส่วนทางเดินหายใจเป็นช่องทางรอง การกินเข้าไปร่างกายจะดูดซึมสัสมความเข้มข้นมากที่ตับและไต โดยความเข้มขนในกระแสเลือดจะคงที่หลังกินประมาณ 30 ชั่วโมง และความเข้มข้นของสารพาราควอตในปอดจะค่อยๆ เพิ่มขึ้น ทำให้ปอดเป็นอวัยวะหลักที่ได้รับผลกระทบทั้งระยะสั้นและระยะยาว โดยถุงลมปอดจะถูกทำลาย สุดท้ายเกิดการทำลายเนื้อปอดจนเกิดพังผืดในปอด ทำให้ระบบหายใจล้มเหลวและเสียชีวิต

นอกจากนี้ การสัมผัสทางผิวหนังในระดับต่ำ อาจมีการสะสมในกล้ามเนื้อ และค่อยๆ ปล่อยออกมาสู่กระแสเลือด ขณะเดียวกัน พาราควอตยังมีผลต่อระบบภูมิคุ้มกัน เนื่องจากพาราควอตทำให้เกิดการสร้าง metallothionein เพิ่มขึ้น ทำให้เซลล์ระบบภูมิคุ้มกันทำหน้าที่ได้น้อยลง

สำหรับอาการทหลังรับสารพาราควอต ขึ้นกับช่องทางได้รับ หากรับทางการหายใจ ทำให้ระคายเคืองเยื่อบุโพรงจมูก เลือดกำเดาไหล หากรับผ่านการกิน ทำให้มีแผลไหม้ในช่องปาก ระบบหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน ความอยากอาหารลดลง ปวดท้อง คอแห้ง คลื่นไส้อาเจียน ท้องเสีย ปวดหัว มีไข้ ปวดกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย หายใจสั้นๆ หัวใจเต้นเร็ว

โดยขณะนี้มี 56 ประเทศที่ประกาศห้ามใช้แล้ว เช่น อังกฤษ สวีเดน สเปน แม้แต่ประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งมาเลเซีย กัมพูชา ลาว เวียดนาม มีแค่ไทยที่ยังไม่ยกเลิกใช้ ส่วนประเทศที่จำกัดการใช้มี 7 ประเทศ

2.คลอร์ไพริฟอส (Chlorpyrifos) เป้นสารฆ่าแมลงกลุ่ม organophsphorus มีลักษระเป็นผลึกสีขาว กลิ่นแรงคล้ายกระเทียม โดยคลอร์ไพริฟอส ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาท โดยจะยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ที่ทำหน้าที่สลายสารสื่อประสาทอะซิคิลโคลีน ทำให้สารสื่อประสาทดังกล่าวเกิดอาการคั่งและส่งสัญญาณประสาทมากขึ้น ระบบประสาททำงานมากขึ้น เป็นพิษต่อระบบประสาท

ผลกระทบของคลอร์ไพริฟอส คือ ทำให้ไอคิวลดลง สูญเสียความจำในการทำงาน ขาดสมาธิ คล้ายโรคสมาธิสั้น อทิสติก รบกวนการทำงานของไทรอยด์ฮอร์โมน ผลต่อระบบสืบพันธุ์ ระบบเมตาบอลิก ระบบประสาทและพาร์กินสัน และมีการศึกษาพบว่า ในแม่ที่สัมผัสสารนี้ระหว่างตั้งครรภ์ พบว่ามีผลต่อพัฒนาการทางระบบประสาทของเด็กด้วย
โดยประเทศที่ห้ามใช้คลอร์ไพริฟอส เช่น สหรัฐอเมริกา แอฟริกาใต้ สิงคโปร์ เดนมาร์ก ฟินแลนด์ เยอรมนี สวีเดน เป็นต้น

3.ไกลโฟเซต (Glyphosate) ยาฆ่าวัชพืชกลุ่ม Phosphonic acid ซึ่งสถาบันวิจัยมะเร็งระหว่างประเทศ (IARC) ภายใต้องค์การอนามัยโลก กำหนดให้เป็นสารก่อมะเร็ง ขณะที่ศูนย์พิษวิทยา รพ.รามาธิบดี พบว่า อัตราการตายของผู้ป่วยในไทยอยู่ที่ร้อยละ 3 โดยพิษหลักมาจากสารส่วนประกอบที่เรีกยว่า สาร Polyoxyethylene มีผลทำให้ระคายเคือง รบกวนการทำงานของผนังเซลล์ ทำให้การตอบสนองของอวัยวะต่างๆ ช้าลง และรบกวนการทำงานของยีนบางตัว ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและทำให้เซลล์ตายตามมา โดยความเป็นพิษจะเกิดขึ้นกับระบบไหลเวียนโลหิตเป็นหลัก

นอกจากนี้ ไกลโฟเซตยังมีข้อมูลว่า เพิ่มความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง โดยศาลในรัฐแคลิฟอร์เนีย ตัดสินให้บริษัทผู้ผลิตต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ใช้และต่อมาพบว่าป่วยด้วยมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ขณะที่สมาคมต่อมไร้ท่อสหรัฐอเมริกา ระบุว่า เป็นสารที่รบกวนการทำงนของระบบต่อมไร้ท่อ มีงานวิจัยของนักวิทยาศาสตร์ชาวศรีลังกาพบว่าทำให้เกิดโรคไตเรื้อรัง ส่วนการศึกษาของ ศงพรพิมล กองทิพย์ คณะสาธารณสุขศาสตร์ ม.มหิดล พบไกลโฟเซตในซีรัมของแม่และสะดือทารกเด็กแรกเกิด 46.3-50.7% ของจำนวนตัวอย่าง

ที่สำคัญ ไกลโฟเซตอาจตกค้างในกินมากกว่า 1 ปี ซึ่ง ม.นเรศวรศึกษาและตรวจพบที่ จ.น่าน โดยพบในดิน น้ดื่มบรรจุขวด และในน้ำประปา แสดงถึงการปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมและห่วงโซ่อาหาร โดยประเทศที่มีการห้ามใช้แล้ว เช่น ออสเตรีย ฝรั่งเศส โอมาน ซาอุดิอาระเบีย เวียดนามม เป็นต้น

ผลกระทบของ 3 สารเคมีอันตรายที่มีทั้งเฉียบพลันและระยะยาวเช่นนี้ ถึงเวลาที่ต้องเกิดการแบนอย่างจริงจัง และหากคณะกรรมการวัตถุอันตรายชุดนีเกิดไม่แบนขึ้นมา ก็ต้องออกมารับผิดชอบกับผลร้ายต่อสุขภาพที่จะเกิดขึ้นกับคนไทย








กำลังโหลดความคิดเห็น...