xs
xsm
sm
md
lg

"ครรภ์เป็นพิษ" อันตรายที่คุณแม่ควรรู้

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


โดย...นพ.ร่มไทร เลิศเพียรพิทยกุล สูติแพทย์ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์ รพ.กรุงเทพ

สำหรับผู้หญิงเมื่อตั้งครรภ์ ต่างก็คาดหวังว่าระหว่างตั้งครรภ์จนถึงวันคลอด ไม่อยากให้เกิดปัญหาใดๆ ขึ้น และคลอดลูกน้อยออกมาได้อย่างปลอดภัยแข็งแรงทั้งแม่และลูก แต่หนึ่งในปัญหาที่คุณแม่ตั้งครรภ์ไม่อยากให้เกิดคือ ครรภ์เป็นพิษ แม้เป็นภาวะที่พบได้เพียงร้อยละ 5-10 แต่ก็เป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตของสตรีตั้งครรภ์ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจถ้าเราได้ทำความรู้จักกับโรคนี้

ครรภ์เป็นพิษมักเกิดกับคุณแม่ที่มีอายุครรภ์ 20 สัปดาห์ขึ้นไป พบว่า 4 ใน 100 คน ของคุณแม่ตั้งครรภ์มีอาการครรภ์เป็นพิษ ในจำนวนนี้ 80% มีอาการไม่รุนแรง แต่อีก 20% อาการค่อนข้างรุนแรง ทั้งนี้ ครรภ์เป็นพิษเกิดจากความผิดปกติของการฝังตัวของรก ซึ่งโดยธรรมชาติรกจะฝังบริเวณเยื่อบุผนังมดลูก แต่ในกรณีที่แม่ครรภ์เป็นพิษ รกจะฝังตัวได้ไม่แน่น ส่งผลให้รกบางส่วนเกิดการขาดออกซิเจน ขาดเลือด เมื่อเลือดไปเลี้ยงรกได้น้อยลง จะเกิดการหลั่งสารที่เป็นสารพิษเข้าสู่กระแสเลือดของแม่ทีละเล็กทีละน้อย

เมื่อถึงจุดหนึ่งจะส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ทั่วร่างกาย เช่น เส้นเลือดสมองตีบ ตาพร่ามัว ตับวาย ฯลฯ ต้องรีบเข้ารับการรักษาโดยเร็วที่สุด เพราะหากร้ายแรงถึงขั้นมีอาการชักร่วมด้วย อาจมีอันตรายร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตทั้งแม่และลูก

ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงครรภ์เป็นพิษคือ 1)ผู้หญิงที่มีโรคอ้วน เส้นเลือดไม่ค่อยดี มีโอกาสตีบง่าย 2)หญิงตั้งครรภ์ที่มีอายุเกิน 35 ปี 3)มีกรรมพันธุ์หรือคนในครอบครัวมีครรภ์เป็นพิษมาก่อน 4)คนที่มีบุตรยาก 5)คุณแม่ที่ตั้งครรภ์เด็กมากกว่า 1 คนหรือตั้งครรภ์แฝด 6)ตั้งครรภ์ครั้งแรก และ7)คุณแม่ตั้งครรภ์ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไต ไทรอยด์ แพ้ภูมิตนเอง (SLE) เป็นต้น

ระดับความรุนแรงของครรภ์เป็นพิษ มีความรุนแรงหลายระดับโดยเริ่มตั้งแต่

1.ครรภ์เป็นพิษระดับที่ไม่รุนแรง (Non - Severe Pre - Eclampsia) แม่ตั้งครรภ์จะมีความดันโลหิตสูงกว่า 140/90 มิลลิเมตรปรอท แต่ไม่เกิน 160/110 มิลลิเมตรปรอท ยังไม่พบภาวะแทรกซ้อน

2.ครรภ์เป็นพิษระดับรุนแรง (Severe Pre - Eclampsia) แม่ตั้งครรภ์จะมีความดันโลหิตสูงกว่า 160/110 หรือตรวจพบความผิดปกติของอวัยวะต่างๆ เช่น ตับอักเสบ ไตทำงานลดลง เกล็ดเลือดต่ำ เม็ดเลือดแดงแตก ฯลฯ

3.ครรภ์เป็นพิษระดับรุนแรงและมีภาวะชัก (Eclampsia) แม่ตั้งครรภ์จะมีอาการชัก เกร็ง หมดสติ อาจมีเลือดออกในสมอง ซึ่งหากอยู่ในระยะนี้ต้องรักษาโดยเร็วที่สุด เพราะอาจมีอันตรายถึงแก่ชีวิตได้

โดยอาการผิดปกติทางร่างกายที่แสดงออกหากครรภ์เป็นพิษ อาทิ 1)อาการบวม เช่น บริเวณมือ เท้า หน้า 2)น้ำหนักเพิ่มเร็วขึ้นผิดปกติ (โดยปกติน้ำหนักของคุณแม่จะเพิ่มเดือนละ 1.5 - 2 กิโลกรัม) 3)ปวดศีรษะมาก รับประทานยาแล้วไม่ดีขึ้น 4)ทารกดิ้นน้อย ตัวเล็ก โตช้า 5)ความดันโลหิตสูงมากกว่าหรือเท่ากับ140/90 มิลลิเมตรปรอท ตรวจพบโปรตีนในปัสสาวะ ตาพร่ามัว ปวดหรือจุกเสียดแน่นบริเวณใต้ลิ้นปี่หรือชายโครงขวา

การตรวจวินิจฉัยครรภ์เป็นพิษสามารถทำได้โดยการตรวจร่างกาย ตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ ตรวจอัลตราซาวนด์ดูการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์เพื่อนำมาประเมินวางแผนการรักษา โดยปกติภาวะครรภ์เป็นพิษจะวินิจฉัยจากความดันโลหิตขณะหัวใจบีบตัว (Systolic Blood Pressure) 140 มิลลิเมตรปรอทหรือมากกว่า หรือความดันโลหิตขณะหัวใจคลายตัว (Diastolic Blood Pressure) 90 มิลลิเมตรปรอทหรือมากกว่า โดยวัด 2 ครั้ง ห่างกัน 4 ชั่วโมง ร่วมกับตรวจพบว่ามีความผิดปกติของอวัยวะภายใน

นอกจากนี้ อาจตรวจพบโปรตีนรั่วออกมาปนในปัสสาวะ โดยความรุนแรงของโรคอาจมีตั้งแต่เล็กน้อยถึงกระทั่งทำให้เกิดการชักหมดสติ มีภาวะซีดจากการที่เม็ดเลือดแดงแตกสลาย เกล็ดเลือดลดต่ำทำให้มีเลือดออกผิดปกติ การทำงานของตับผิดปกติส่งผลให้เสียชีวิตได้ทั้งแม่และทารกในครรภ์ ซึ่งนอกจากอาการและความรุนแรงของโรคแล้ว ยังอาจมีภาวะแทรกซ้อนซึ่งเกิดขึ้น ตามความรุนแรง โดยภาวะแทรกซ้อนที่เกิดกับแม่และลูก เช่น ภาวะแทรกซ้อนของแม่ มักพบอาการชัก เกล็ดเลือดต่ำ น้ำท่วมปอด ไตวายเฉียบพลัน ตับอักเสบ เลือดออกในสมอง หากรุนแรงมีโอกาสเสียชีวิต

ส่วนภาวะแทรกซ้อนของลูก ได้แก่ ตัวเล็ก โตช้า รกลอกตัวก่อนกำหนด หากรุนแรงอาจเสียชีวิตในครรภ์แม่ได้ การตรวจวินิจฉัยครรภ์เป็นพิษสามารถทำได้โดยการตรวจร่างกาย ตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ ตรวจอัลตราซาวนด์ ดูการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์แล้วนำมาประเมินวางแผนการรักษา สามารถตรวจคัดกรองด้วยการดูจากปัจจัยเสี่ยงจากการเจาะเลือดและการทำอัลตราซาวนด์ดูการไหลเวียนของเส้นเลือดที่มาเลี้ยงมดลูก แพทย์จะพิจารณาการให้ยาแอสไพรินเพื่อป้องกันครรภ์เป็นพิษ ซึ่งพบว่าสามารถลดอัตราการเกิดครรภ์เป็นพิษได้ถึง 60%

การรักษาครรภ์เป็นพิษ คือ การทำคลอดเพื่อให้ทารกคลอดออกมาโดยเร็ว ซึ่งแพทย์จะพิจารณาจากอายุครรภ์เป็นหลัก หากอายุครรภ์น้อยเกินไปแพทย์จะให้ยากระตุ้นปอดแล้วพิจารณาว่าสามารถประคับประคองให้อยู่ในครรภ์แม่ได้นานที่สุดกี่วัน แต่หากอายุครรภ์สามารถทำคลอดได้

แพทย์จะทำการผ่าคลอดหรือเร่งให้คลอดทางช่องคลอดเพื่อหยุดความรุนแรงของโรค หนทางป้องกัน คือ เข้ารับการตรวจครรภ์ตามที่แพทย์นัดอย่างเคร่งครัดและสม่ำเสมอ ดังนั้น คุณแม่ตั้งครรภ์จึงไม่ควรละเลยและใส่ใจสังเกตตนเองอยู่เสมอ หากเกิดความผิดปกติแพทย์จะทำการรักษาได้ทันท่วงที


กำลังโหลดความคิดเห็น...