xs
xsm
sm
md
lg

มาตรการแยกขยะในจีนสะท้อนปัญหาซ้ำซากในบ้านเรา/ดร.สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ช่วงเทศกาลวันชาติจีนครบรอบ 70 ปี ก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน เห็นทีจะต้องเขียนถึงการบริหารจัดการที่เข้มข้นของเขาเสียหน่อย แม้จะไม่ใช่เรื่องที่อยู่ในกระแสข่าวมากนัก
เช่นเรื่องขยะ !
อันเนื่องมาจากเมื่อสัปดาห์ที่แล้วคุยโทรศัพท์กับลูกชายคนโตนักศึกษาระดับปริญญาตรีในเซี่ยงไฮ้ที่มักจะมีเรื่องเล่าที่น่าสนใจมาฝากบ่อย ๆ เขาเล่าให้ฟังว่าหลังจากเปิดเทอมกลับไปเรียนครั้งนี้ ประสบปัญหาเรื่องการทิ้งขยะเป็นอย่างมาก เพราะหอพักที่พักอยู่ร่วมกับน้องชาย ไม่มีถังขยะอีกต่อไปแล้ว ถ้าจะทิ้งขยะต้องรวบรวมแล้วนำไปทิ้งที่หน้ามหาวิทยาลัย ซึ่งโดยระยะทางต้องถือว่าไกลพอสมควร
ทำให้ลูกชายต้อง “คิดมากขึ้น” ถ้าจะต้องทำให้เกิดขยะ
แรก ๆ เขาก็ไม่คุ้นแอบเซ็ง ๆ เหมือนเพื่อนนักศึกษาต่างชาติในหอพักเดียวกัน แต่พอนานวันไปก็ต้องปรับตัว จะทิ้งอะไรก็จะ “คิดมากขึ้น” จนกลายเป็นว่าจะซื้อของ หรือจะกินอาหารอะไรก็จะคิดถึงรูปแบบหรือวิธีที่จะ “ทำให้การเกิดขยะน้อยที่สุด” เพราะขี้เกียจเดินเอาขยะไปทิ้งไกล
ไม่เพียงเท่านั้น ลูกชายบอกว่าเทอมนี้สิ่งที่เปลี่ยนไปอีกอย่างก็คือ บริเวณในมหาวิทยาลัยที่จัดถังขยะไว้ จะมีถึง 4-5 ถัง และต้องแยกขยะด้วย จากที่ผ่านมาเป็นถังขยะใบเดียว แต่ครั้งนี้มีการให้แยกขยะที่ชัดเจน จะต้องทิ้งให้ถูกถังด้วย เพราะซีเรียสมาก ทีแรกเขาก็ยังงง ๆ อยู่ เพราะเคยชินกับแบบเดิมที่เมืองไทยอย่างมากก็เห็นแค่ 3 ถัง แต่สุดท้ายก็สามารถปรับตัวได้
ก่อนหน้านี้ Shanghai Daily รายงานว่า เซี่ยงไฮ้มีสถิติการเพิ่มขึ้นเฉลี่ยของขยะตั้งแต่ปี 2001 จนถึงปัจจุบัน ปีละ 3% คิดเป็นเกือบ 7.5 ล้านตันต่อปี โดยปัจจุบันนครเซี่ยงไฮ้ต้องรับมือกับขยะกว่า 2 หมื่นตันในทุกวัน ทั้งจัดเก็บและขนย้ายสู่โรงงานกําจัดขยะต่าง ๆ เพื่อเข้าสู่กระบวนการทําลายหรือนํากลับมาใช้ใหม่ต่อไป
ด้วยประชากรมากกว่า 1.3 พันล้านคน ทำให้จีนเป็นผู้ผลิตขยะรายใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากสหรัฐอเมริกา จึงทำให้จีนหันมาเอาจริงเอาจังเรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยเมืองเซี่ยงไฮ้ได้ประกาศใช้ “ระเบียบบริหารการแยกขยะ” ก่อนเตรียมบังคับใช้กฎหมายท้องถิ่นฉบับแรก เพื่อให้ประชาชน รวมถึงภาคองค์กรเอกชน ห้างร้านในเมืองเซี่ยงไฮ้ จะต้องคัดแยกประเภทขยะก่อนทิ้ง หากไม่ปฏิบัติตามจะถูกปรับเป็นเงินสูงสุดถึง 50,000 หยวน หรือราว 250,000 บาท สำหรับองค์กร บริษัท แต่สำหรับประชาชนหากไม่ปฏิบัติตามจะถูกปรับสูงสุด 200 หยวน หรือราว 1,000 บาท
ทั้งนี้ ประเภทขยะที่กฎหมายท้องถิ่นเซี่ยงไฮ้บังคับว่าจะต้องมีการแยกประเภทก่อนทิ้งแบ่งเป็น 4 ประเภท คือ
1. ขยะแห้ง
2. ขยะเปียก
3. ขยะที่อาจนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้ใหม่ หรือขยะรีไซเคิล
4. ขยะอันตราย
พร้อมกันนี้ รัฐบาลจีนได้ออกประกาศเรียกร้องให้แต่ละมณฑลท้องถิ่นส่งเสริมให้ประชาชนเริ่มคัดแยกขยะให้ได้ทั้งหมดภายในปีนี้ และตั้งเป้าว่าในอีก 3 ปีข้างหน้า หน่วยการปกครองระดับอำเภอหรือสูงกว่าจะต้องกำหนดให้เขตปกครองอย่างน้อยหนึ่งเขตบังคับใช้กฎข้อบังคับการแยกประเภทขยะ และถัดมาอีก 2 ปี จะต้องมีระบบการแยกและทิ้งขยะครัวเรือนของตัวเองในทุกพื้นที่ของประเทศจีน
ที่น่าสนใจยิ่งไปกว่านี้ก็คือ จีนเริ่มหันมาใช้เทคโนโลยี Facial Recognition ในการตรวจสอบผู้ไม่ทิ้งขยะลงในถังขยะ และยังสามารถตรวจสอบได้ว่า มีการแยกประเภทขยะไว้ด้วยหรือไม่ ปัจจุบันมีการติดตั้งถังขยะอัจฉริยะทั้งสิ้น 26 ถังอยู่ในเขตชุมชน Xicheng เมืองเซี่ยงไฮ้ โดยถังขยะอัจฉริยะจะมีการติดตั้งกล้องเพื่อสแกนใบหน้า ซึ่งจะเน้นไปที่การตักเตือนผู้อยู่อาศัยให้คัดแยกขยะรีไซเคิลอย่างเหมาะสม ทั้งกระดาษ พลาสติกและกระป๋อง
กฎใหม่ที่ว่านี้ต้องการให้ขยะถูกแยก และย่อยสลายตามกระบวนการ ชาวบ้านหรือร้านตลาดที่ล้มเหลวในภารกิจการแยกขยะตามหมวดเหล่านี้จะถูกปรับเงิน และอาจถูกลดคะแนนเครดิตทางสังคม
แต่การจะเปลี่ยนแปลงอะไรใหม่จากความคุ้นเคยเดิมย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย !
สุดท้ายจีนก็นำเอาเทคโนโลยีเข้ามาช่วย โดยมีความร่วมมือกับเอกชนรายใหญ่ที่มีศักยภาพทางเทคโนโลยี ได้แก่ Tencent และ Alipay ร่วมกันพัฒนาแอพพลิเคชั่น เพื่อสแกนผ่านสมาร์ทโฟนและบอกว่าขยะที่ต้องการทิ้งเป็นขยะประเภทใด
อ้างอิงข้อมูลจากเวปไซต์ ศูนย์วิจัยยุทธศาสตร์ไทย-จีน สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ให้ข้อมูลและข่าวสารเกี่ยวกับกรณีที่รัฐบาลจีนผลักดันการคัดแยกประเภทขยะในหลายเมือง เพื่อสร้างจิตสำนึกให้แก่ประชาชนในด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ทำให้ปริมาณขยะในเมืองมีจำนวนลดน้อยลงอย่างมาก และมีข้อเสนอให้ 46 เมืองใหญ่ของจีน รวมถึง ปักกิ่ง เทียนจิน และเซี่ยงไฮ้ เริ่มทดลองการคัดแยกประเภทขยะ จากนั้นจึงจะนำประสบการณ์จากเมืองเหล่านี้ไปใช้ทั่วประเทศต่อไป
และทำให้ประชาชนจีนต่างมีจิตสำนึกในด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมมากขึ้น ทั้งที่เพิ่งเริ่มโครงการนี้เมื่อวันที่ 1 ก.ค.62
ที่เขียนถึงเรื่องนี้ เพราะได้ข้อคิดจากการเอาจริงเอาจังของบ้านเมืองเขา จนนำไปสู่มาตรการของภาครัฐ เพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม และลงมือแก้ไขปัญหาจริงจัง
เรื่องนี้สะท้อนอะไร ?
ประการแรก – การมองเห็นปัญหา
การมองเห็นปัญหาร่วมกันของคนในชาติ และคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไขเป็นเรื่องจำเป็น เพราะจะนำไปสู่ภาวะของผู้นำที่อยากจะพัฒนาบ้านเมือง และเปลี่ยนพฤติกรรมของประชาชนในชาติ
ประการที่สอง – ระดับนโยบายขานรับ
เมื่อเห็นความสำคัญ ก็ต้องมีมาตรการในการจัดการ โดยใช้กฎเกณฑ์ ข้อบังคับ หรือกฎหมาย เพื่อขานรับว่าเป็นเรื่องที่รัฐบาลเอาจริง และต้องทำให้เกิดมาตรฐานที่ดี โดยมีเป้าหมายที่ชัดเจนว่าจะทำเพื่ออะไร และภายในกำหนดเวลาเมื่อใด
ประการที่สาม – ความร่วมมือของทุกภาคส่วน
จากมาตรการที่ภาครัฐดำเนินการ ก็นำมาสู่การหาแนวร่วม ด้วยการประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคเอกชน ที่เข้ามามีส่วนร่วม โดยใช้เทคโนโลยีในการให้ความช่วยเหลือ หรือสนับสนุนให้ประชาชนสามารถดำเนินการได้ถูกวิธี
ประการที่สี่ – ปลุกกระแสจิตสำนึก
รัฐบาลใช้มาตรการทางด้านกฎหมายอย่างเดียวไม่ได้ เพราะยากที่จะประสบผลสำเร็จ แต่จำเป็นที่จะต้องปลุกจิตสำนึกในการสร้างสภาวะแวดล้อมที่ดีในสังคม และต้องอาศัยสร้างจิตสำนึกให้กับคนรุ่นใหม่ด้วย
ประการที่ห้า – หักดิบช่วยเปลี่ยนพฤติกรรมผู้คน
ประเด็นหักดิบด้วยการประกาศใช้นโยบายอย่างจริงจังทันที และเอาจริงกับมาตรการนี้ด้วย ทำให้ผู้คนต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเอง ซึ่งท้ายสุดก็สามารถปรับเปลี่ยนได้ เพราะไม่ต้องการโดนบทลงโทษที่เข้มงวด
โดยสรุปก็คือ อดไม่ได้ที่จะหันกลับมามองบ้านเรา มีหลายมาตรการเหลือเกิน ที่ภาครัฐและประชาชนในชาติก็มองเห็นปัญหา เหมือนข้อแรก และอาจมีข้อสองตามมาคือระดับนโยบายขานรับ แต่สุดท้ายหลายมาตรการในบ้านเราก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ เพราะเรามักมองเห็นปัญหา แต่ไปไม่ถึงวิธีแก้ไขปัญหาแบบสำเร็จได้หลายเรื่องเหลือเกิน
รวมถึงเรื่องอุบัติเหตุล่าสุด ที่เกิดกับนักศึกษาวิทยาลัยเทคนิคศรีสะเกษ ที่ไปฝึกงาน และนั่งกระบะหลังรถปิกอัพ จนเสียชีวิต 13 ราย !
และเรื่องฝุ่นละอองขนาดเล็กที่กลับมาอีก !
หลายปัญหาในบ้านเราวนเวียนกลับมาเหมือนย้อนอดีตครั้งแล้วครั้งเล่าด้วยข้อถกเถียงเดิม ๆ วิธีการแก้ปัญหาแบบเดิม ๆ และสุดท้ายก็จะจบลงแบบเดิม ๆ
คือค่อยลืม ๆ กันไป เมื่อมีเรื่องใหม่เข้ามา รอวันหน้าเมื่อเรื่องเก่ากลับมาอีกค่อยพูดกันอีก




กำลังโหลดความคิดเห็น...