xs
xsm
sm
md
lg

การเดินทางทำให้เห็นคุณค่าความเป็นมนุษย์/ดร.สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ภายหลังจากเจ้าลูกชายคนโต “สรวง สิทธิสมาน” ไปท่องโลกแดนมังกรโดยลำพังเมื่อช่วงปิดเทอม ดูเหมือนเขาจะได้รับประสบการณ์ชีวิตมากมายและอยากถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆ ที่ได้พบเห็น จึงได้พรั่งพรูเขียนบทความออกมาติดต่อกัน และนี่เป็นตอนจบของเรื่องเล่าจากทริปลุยเดี่ยวเที่ยวจีนใต้ ที่แฝงข้อคิดและแง่มุมที่น่าสนใจ ซึ่งดิฉันอยากสะท้อนและสะกิดใจให้คนเป็นพ่อแม่พยายามเปิดโอกาสให้ลูกได้เรียนรู้โลกในแต่ละวัยในแบบของเขา เพื่อให้เขาได้รู้จักชีวิตของเขาด้วยตัวของเขาเอง
………………………………………
รีวิวทริปลุยเดี่ยวเที่ยวจีนใต้

กุ้ยหลิน จางเจียเจี้ยจิ่วจ้ายโกว และอาป้า

เชื่อว่าผู้อ่านบทความนี้หลายท่านเป็นนักเดินทาง และมีความฝันที่อยากจะท่องเที่ยวไปทั่วโลก ไม่ต่างกันกับตัวผม ตั้งแต่เริ่มแบกเป้เดินทางครั้งแรก ก็ติดใจ และแทบจะเชื่อในทันทีว่าตัวเราเกิดมาเพื่อสิ่งนี้

ผมฝันที่จะเที่ยวทั่วโลก และได้มีโอกาสไปเยือนสถานที่ท่องเที่ยวมากมายทั้งในและนอกประเทศ

ปีที่แล้วผมเดินทางลุยเดี่ยวไปยังรัสเซีย-ฟินแลนด์ เป็นหนึ่งในทริปที่ผมประทับใจที่สุด เพราะเป็นครั้งแรกที่จัดการทุกสิ่งอย่างด้วยตัวเอง เริ่มตั้งแต่หาข้อมูล เลือกเส้นทาง จองตั๋วเครื่องบิน-รถไฟ-ที่พัก ฯลฯ รวมทั้งติดต่อญาติของเพื่อนรักเพื่อประหยัดค่าที่พักและค่าเดินทางบางช่วง แต่การไปครั้งนั้นมันก็ยังทำให้กระเป๋าตังค์และบัญชีธนาคารของผมบาดเจ็บเหลือเกิน เที่ยวยังไม่ทันเต็มอิ่มเงินก็หมด และต้องจำใจกลับ ก็แหงล่ะสิครับ ผมเป็นแค่นักศึกษาคนหนึ่ง จะอดออมเก็บเงินได้สักเท่าไรเชียวเพื่อเที่ยวในแต่ละปี

หลังจากทริปรัสเซีย-ฟินแลนด์ กิเลสความต้องการในการผจญภัยของผมก็ทวีคูณ ผมอยากไปท่องโลกอีกบ่อย ๆ และใช้เวลานานขึ้น จะได้ไปหลายที่มากขึ้น ช่วงต้นปีนี้ผมจึงเริ่มวางแผนอีกครั้งในช่วงปิดเทอม หลังจากที่นั่งดูแผนที่โลกเป็นเวลานาน ครุ่นคิดว่าจะไปไหนดี อยู่ ๆ ก็คิดขึ้นมาได้ว่า

"เออว่ะ เรายังเรียนอยู่ที่จีนอีกตั้งหลายปีนี่หว่า ประเทศจีนกว้างใหญ่ไพศาล หลากหลายทิวทัศน์และวัฒนธรรม ไฉนเราไม่เที่ยวในจีนก่อนล่ะ...ใช่แล้ว...เราฝันว่าจะเที่ยวรอบโลก ทำไมเราไม่เที่ยวในจีนให้ครบก่อน แล้วค่อยเที่ยวรอบโลกต่อล่ะ"

และแล้ว...ความฝันจากเดิมที่เคยเป็นเที่ยวรอบโลก ก็เปลี่ยนไป กลายเป็นเที่ยวรอบจีนก่อน แล้วค่อยเที่ยวรอบโลกต่อ

ความจริง ประเทศจีนนี่ก็โลก ๆ หนึ่งเลยก็ว่าได้

เอ้อ ไอ้เราก็คิดง่าย ๆ ดีนะ เงินน่ะมีมั้ยเวลาอ่ะมีหรือเปล่า แหะ แหะ.....

ผมเริ่มวางแผนการเดินทาง พร้อมกับเริ่มเก็บเงินตลอดระยะเวลาครึ่งปีก่อนที่จะปิดเทอมภาคฤดูร้อน เริ่มเกริ่นกับคุณพ่อคุณแม่ และเมื่อถึงเวลา ผมจึงออกเดินทางอีกครั้ง

ทริปนี้ผมได้ไปเยือนหลายเมือง เริ่มจากกลับเซี่ยงไฮ้เร็วกว่ากำหนดกว่า 10 วัน เก็บของเข้าหอแล้วจับเครื่องบินจากเซี่ยงไฮ้ไปลงกุ้ยหลิน (桂林) นั่งรถบัสจากกุ้ยหลินไปหยางซั่ว (阳朔) แล้วนั่งรถไฟไปที่หลิวโจว (柳州) ต่อรถไฟอีกขบวนไปจางเจียเจี้ย (张家界) และยังคงนั่งรถไฟต่อไปที่อี้ชาง (宜昌) เปลี่ยนขบวนจนไปถึงเฉิงตู (成都) จากเฉิงตูนั่งรถบัสไปลงเล่อซาน (乐山) จากนั้นนั่งรถบัส 9 ชั่วโมงไปจิ่วจ้ายโกว (九寨沟) แถมด้วยจ้างคนขับรถ 4 ชั่วโมงกว่าจะไปถึงอาป้า (阿拔)

ก่อนที่จะกล่าวความประทับใจที่มีต่อการเดินทางครั้งนี้ ต้องแอบบ่นถึงความลำบากระหว่างทางเสียก่อน ทริปนี้ผมใช้เวลาอยู่บนระบบขนส่งประมาณ 60 ชั่วโมง ...ก็นะ...ถ้าอยากใช้เวลาเดินทางน้อยลง ก็ต้องใช้เงินมากขึ้นกว่านี้ในการซื้อเวลา แต่เงินนั้นมีอยู่จำกัด เลยต้องประหยัดเงินค่าเดินทางและใช้เวลามากขึ้น...

แต่มันก็คุ้มค่าเมื่อผมเดินทางไปจนถึงกุ้ยหลินและเข้าไปในเขตหยางซั่ว (阳朔) ที่เป็นบริเวณเทือกเขาหินปูนที่มีแม่น้ำหลีเจียงอันเป็นส่วนหนึ่งของแม่น้ำแยงซีไหลผ่าน ผมมองไปรอบ ๆ มีภูเขาหินปูนรูปทรงประหลาดตั้งเรียงรายอยู่ทั่วทุกทิศ แต่ละลูกนั้นสูงใหญ่ เป็นลักษณะเฉพาะตัวของทิวทัศน์ที่นี่ สำหรับผมมันดูแปลกตานัก ทิวทัศน์แบบนี้คงหาดูที่ไหนไม่ได้อีกนอกจากที่นี่ แต่ในขณะเดียวกัน แดดที่นี่ก็แรงมาก ร้อนกว่าที่เมืองไทยเสียอีก เชื่อว่าระหว่างที่เดินเที่ยวในในหยางซั่ว ผมได้รับรังสี UV ไปมหาศาล จนแอบหวั่นว่าจะเป็นมะเร็งผิวหนังในอนาคตหรือเปล่าน้อ...

ผมเยี่ยมชมไปตามจุดชมวิวต่าง ๆ ที่ควรจะไป ทั้งล่องแพไปตามแม่น้ำหลีเจียง ปีนภูเขาเหล่าจ้ายซาน (老寨山) และเขาวงพระจันทร์ (月亮山) รวมถึงสถานที่ยิบย่อยอื่น ๆ อีกมากมาย ผมได้ผูกมิตรกับเจ้าของ Hostel ที่ผมอยู่ เราเล่นหมากรุกกันพลางจิบเบียร์เย็น ๆ ไปด้วยในตอนกลางคืน พอเริ่มกรึ่ม ๆ ก็มานั่งเล่นกีตาร์ร้องเพลงกัน เขาร้องเพลงจีน ผมร้องเพลงไทยผลัดกันไป

วันต่อมาผมก็ไปนั่งเรือร่วมกับก๊วนหนุ่มจากมหาวิทยาลัยในมณฑลเจียงซี (江西) เราทำความรู้จักกันก่อนที่ผมจะรู้ว่าพวกเขาเช่ารถเหมาทั้งวันสำหรับท่องเที่ยวในกุ้ยหลิน จากนั้นทุกสิ่งก็เป็นไปตามที่ผมหวัง เมื่อเราพูดคุยกันจนถูกคอ พวกเขาชวนผมติดรถเที่ยวไปด้วยกันจนถึงค่ำ พอหมดวันก็มาส่งผมที่ Hostel ประหยัดค่าเดินทางได้ทั้งวันเลยแน่ะ

เลือดในตัวผมสูบฉีดรุนแรงมากเพราะความตื่นเต้นกับการเดินทางทริปนี้ เพราะแค่กุ้ยหลินอย่างเดียวก็ประทับใจมาก ผมได้ปลดปล่อยอิสระอย่างเต็มที่ในกุ้ยหลิน และสุดเหวี่ยงยิ่งกว่าเมื่อไปถึงจางเจียเจี้ย

ผมยังคงพักในโรงแรม Hostel เช่นเคย คนดูแลที่นี่เป็นคุณลุงคุณป้าที่แสนใจดี จะมีคุณลุงคอยขับรถรับ-ส่งแขกจากโรงแรมไปยังอุทยานแห่งชาติจางเจียเจี้ย (张家界国家森林公园) เสมอ และคุณป้าก็คอยทำกับข้าวให้กินทุกเช้า-เย็น ผมใช้เวลาตลอดทุกวันอยู่ในอุทยาน โดยมีเพื่อนร่วมทางเป็นคู่สามี-ภรรยาชาวอังกฤษ (ภรรยาเป็นชาวจีนที่ได้สัญชาติอังกฤษ) พวกเขาเป็นผู้พักอาศัยใน Hostel เดียวกันกับผม สำเนียงภาษาอังกฤษของเขาทั้งคู่ช่างมีความ British สูงจริง ๆ

อย่างที่รู้กันดี จางเจียเจี้ยเป็นสถานที่ถ่ายทำหนังเรื่อง Avatar ของผู้กำกับเจมส์ คาเมรอน ด้วยความงดงามของทิวทัศน์ภูเขาและหน้าผาสูงชันที่มีลักษณะเป็นแท่งขนาดความกว้างความสูงไม่เท่ากัน เป็นความสวยงามเฉพาะตัวของที่นี่ เชื่อว่าไม่มีที่ไหนบนโลกเหมือนแน่นอน

ผมเที่ยวในอุทยานตลอด 3 วัน และด้วยความที่ปีเตอร์ผู้ร่วมเดินทางของผมเป็นวิศวกรไฟฟ้าที่เก่งด้านการออกแบบ เขาอธิบายระบบพื้นฐานที่อำนวยความสะดวกในอุทยาน ทั้งลิฟท์แก้วที่เอาไว้สำหรับขึ้นลงจากยอดเขา กระเช้า และถนนหนทางในป่า เขาชี้ให้เห็นข้อดีข้อเสียของระบบอำนวยความสะดวกในการท่องเที่ยวที่นี่และที่อื่น ๆ ในจีน เป็นการเปิดโลกของผมในอีกมุมหนึ่ง

ผมถ่ายภาพที่อันตรายที่สุดในชีวิตที่จางเจียเจี้ยนี้...

คงเป็นเพราะความรู้สึกสนุกกับการท้าทายสำหรับวัยรุ่นคนหนึ่งอย่างผม การได้มีภาพถ่ายตัวเองนอนอยู่ริมหน้าผาสูงที่ตกลงไปต้องไม่รอดอย่างแน่นอน คงเป็นอะไรที่เท่อยู่ไม่น้อย อย่างไรก็ดีขอไม่กล่าวถึงวิธีการไปที่หน้าผาตรงนั้น เพราะไม่อยากเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีให้กับนักเดินทางคนอื่น สำหรับภาพทิวทัศน์ที่ผมถ่ายออกมาได้นั้นล้วนดูเหมือน ๆ กันหมดทั้งสิ้น อันที่จริงแล้วไม่ว่าจะไปที่จุดไหนในจางเจียเจี้ย เมื่อดูผิวเผินก็จะมีลักษณะคล้ายกันไปหมดทุกที่ ปีเตอร์เห็นด้วยกับผม และให้ความคิดเห็นว่า
"จางเจียเจี้ยไม่ใช่ชื่อของสถานที่ แต่เป็นสรรพนามของของลักษณะภูเขาประเภทนี้ ‘ประเภทจางเจียเจี้ย’ ในบริเวณนี้ทั้งหมด...”

มาถึงเฉิงตู (成都) จุดแรกผมไปเยือนมหาวิทยาลัยที่เป็นแรงบันดาลใจให้ผมตัดสินใจมาเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยในจีนก่อน ความทรงจำมากมายตีเข้ามาในหัวผม ถึงแม้จะมีอะไรเปลี่ยนไปบ้าง แต่โดยรวมแล้วทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม

ผมออกรถบัสจากเฉิงตูไปเมืองเล่อซาน (乐山) อันเป็นที่ตั้งของพระพุทธรูปปางนั่งที่ใหญ่ที่สุดในโลก ผมสงสัยและประหลาดใจกับการที่คนที่นี่ในสมัยโบราณสร้างสถาปัตยกรรมขนาดมหึมาแบบนี้โดยไร้ซึ่งเทคโนโลยีการก่อสร้าง พวกเขาต้องมีแรงศรัทธามากล้นเท่าใดถึงได้เจาะหินภูเขาเข้าไปอย่างลึกและแกะสลักออกมาเป็นพระพุทธรูปที่มีลักษณะน่าเกรงขาม โดยใช้เพียงเครื่องมือเจาะหินแบบโบราณ แสดงให้เห็นถึงความอดทนของกรรมาชีพในสมัยโบราณเป็นอย่างยิ่ง

เมื่อถึงจิ่วจ้ายโกว (九寨沟) ผมเพิ่งจะพบว่าจิ่วจ้ายโกวไม่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าเยี่ยมชม ด้วยเหตุที่เกิดการชำรุดภายในจากแผ่นดินไหวครั้งใหญ่เมื่อไม่นานมานี้ จึงต้องหาที่อื่นไป ผมไปที่อุทยานหวงหลง (黄龙) ที่ก็จัดว่างามไม่แพ้จิ่วจ้ายโกวเลยทีเดียว

และสุดท้ายผมไปลงเอยที่เขตปกครองตนเองทิเบตอาป้า (阿拔藏族自治州) ณ ทุ่งหญ้า Zoige (若尔盖草原) อันอยู่สูงถึง 3,800 เมตรจากระดับน้ำทะเล ติดกับมณฑลซีจั้ง (西藏) หรือทิเบตนั่นเอง แน่นอนว่าที่นี่ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์

ฝันเอาไว้นานแล้วว่าอยากจะไปเยือนทิเบตลาซา (拉萨) สักครั้งในชีวิตเพื่อสัมผัสวัฒนธรรมศาสนาพุทธที่แตกต่างออกไป ลาซานั้นเป็นเมืองหลวงของชาวทิเบต แต่อาป้าที่ผมไปเยือนคือชนบทของชาวทิเบต เพราะฉะนั้นวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของชาวทิเบตที่นี่จะมีความดั้งเดิม ดิบกว่าและยากไร้กว่าที่ลาซา แน่นอนว่าความเชื่อทางศาสนาของคนที่นี่ย่อมเข้มข้นเช่นกัน

เช่นเดียวกับทุกที่ ผมได้พบกับเพื่อนใหม่อีกคน เขาเป็นพนักงานโรงแรมชาวทิเบตที่ขับรถพาผมเที่ยวในอาป้า พาผมไปตกปลา หาม้าให้ผมขี่เล่น และเอาเนื้อจามรีมาให้ผมลองชิม เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้มากมายระหว่างเรา เขาบอกว่าที่นี่ยังคงเป็นสังคมช้างเท้าหน้า เพราะยังคงยึดถือขนบธรรมเนียมดั้งเดิมที่ไม่มีความเท่าเทียมทางเพศ ผู้หญิงต้องออกมาทำงานในฤดูหนาว ในขณะที่พวกผู้ชายนั่งจิบชาผิงไฟอยู่ในบ้าน และหากเป็นผู้หญิงที่แต่งงานแล้ว ก็จะถูกห้ามไม่ให้พูดคุยกับชายอื่น และต้องเอาผ้ามาปิดบังใบหน้าเอาไว้เพื่อไม่ให้ชายอื่นผู้ไม่ใช่สามีเห็นได้ เป็นวิถีปฏิบัติที่คล้ายกับชาวมุสลิมในบางพื้นที่

ความประทับใจต่อที่นี่คือการที่ผมได้มีโอกาสสัมผัสกับชีวิตชาวเผ่าชนกลุ่มน้อยในชนบทของจีนเป็นครั้งแรก ได้หนีจากเมืองที่มีแต่ผู้คนวุ่นวายไปหมด มาอยู่บนทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ที่เงียบสงัดและรายล้อมไปด้วยธรรมชาติ...

...มันคือทุกสิ่งที่คนอย่างผมต้องการมาตลอด

ในที่สุด ผมก็หาทางเข้าไปเยี่ยมชมจิ่วจ้ายโกวจนได้ ผม ‘พูดคุย’ กับเสมียนคนงานผู้หนึ่งเพื่อ ‘ขอร้อง’ ให้เขาพาผมผ่านประตูเข้าไปข้างในจุดชมวิวต่าง ๆ ของจิ่วจ้ายโกว เขามีเวลาจำกัดให้ผมแค่เพียงไม่ถึง 3 ชั่วโมง แต่นั่นก็ถือว่าคุ้มมากแล้วล่ะครับ เพราะเข้ามาในจิ่วจ้ายโกวในเวลาที่เขาปิดซ่อมแซมแบบนี้ ทำให้ไม่มีนักท่องเที่ยวแม้แต่คนเดียว ในตอนนั้น มีแค่ผมกับ ‘รุ่นพี่’ อีกคนหนึ่งที่นั่งรถเข้ามาด้วยกัน
เราสองคน...และทิวทัศน์ทั้งหมดของจิ่วจ้ายโกว....

เป็นอะไรที่โรแมนติกราวกับอยู่ในฝันทั้งที่ยังตื่นอยู่ ในตอนแรกผมออกจะเซ็ง ๆ ที่จิ่วจ้ายโกวปิดบริการนักท่องเที่ยว แต่พอมาถึงตอนนี้แล้วไม่มีสิ่งไหนที่ผมสามารถพูดได้ว่าเสียใจเลยแม้แต่น้อย ทริปนี้สมบูรณ์แบบในตัวมันสุด ๆ อาจจะผิดแผนไปบ้าง แต่ลองคิดดูสิครับว่าผมโชคดีขนาดไหน จะมีสักกี่คนบนโลกที่มีโอกาสแบบผม ได้อยู่ลำพังในจิ่วจ้ายโกวตอนที่ไม่มีนักท่องเที่ยวแม้แต่คนเดียว ถ้าหากผมมาในเวลาปกติที่จิ่วจ้ายโกวเปิดรับนักท่องเที่ยวล่ะก็ โอกาสแบบนี้ก็คงไม่เกิดขึ้นในชีวิตผมอย่างแน่นอน

ชีวิตผมนี่สุดยอดจริง ๆ....

ผมรักชีวิตแบบนี้ การเดินทางทุกครั้งของผมช่างเป็นเรื่องมหัศจรรย์ มันทำให้ผมรู้สึกถึงคุณค่าของความเป็นมนุษย์ตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งที่โชคดีมากพอจนได้มีโอกาสออกเดินทางไปในมุมต่าง ๆ ของโลก เป็นประสบการณ์ที่สั่งสมการเรียนรู้และเปิดประตูความคิดไปในโลกใหม่ ๆ ทุกครั้ง

ทริปนี้จบลงด้วยความอิ่มเอมใจ ทุกที่ที่ผมไปมีจุดเด่นแตกต่างหลากหลาย สำหรับกุ้ยหลิน ถึงแม้ทิวทัศน์จะสวยสู้ที่อื่นในทริปนี้ไม่ได้ แต่กุ้ยหลินเป็นเมืองที่เที่ยวสนุกมากจริง ๆ ต่อมาที่จางเจียเจี้ย ผมได้ปีนเขาทุก ๆ วันเพื่อขึ้นไปตามจุดชมวิวต่าง ๆ ที่สวยงามจนไม่อยากเชื่อว่ามันคือของจริง ส่วนจิ่วจ้ายโกวและอาป้าก็ทำให้ผมพบกับความน่าอัศจรรย์ของชีวิต

อย่างที่เล่าไว้ในตอนต้น ทริปนี้ผมใช้เวลาเดินทางไปมากทีเดียว แต่ถ้าจะให้มองในแง่ดีมันก็มีอยู่ เพราะระหว่างทางก็มีทิวทัศน์ที่สวยงามมากมายให้ชมอยู่ข้างทางตลอด ภูเขา แม่น้ำ หมู่บ้านเล็ก ๆ เป็นสิ่งที่น่าชื่นหูชื่นตาไปหมด ทุกสถานที่ที่ผ่าน หากเรามองดูดี ๆ เราจะพบว่ามันเต็มไปด้วย ‘เรื่องราว’ เสมอ

การเดินทางเป็นเช่นนี้เอง เชื่อว่านักเดินทางทุกคนต้องเข้าใจเช่นเดียวกับผม ที่ว่ายิ่งออกเดินทางมากเท่าไร ยิ่งรู้สึกว่าตัวเราเล็กลง โลกนี้ช่างกว้างใหญ่ สถานที่ที่เราเคยไปเหยียบเยือนช่างน้อยนิดยิ่งนัก เราต้องไปอีก ต้องออกเดินทางให้มากกว่านี้

เมื่อภูเขาลูกหนึ่งอยู่ตรงหน้าเรา เรามองขึ้นไปบนยอดเขา รู้สึกได้ว่าภูเขาลูกนั้นสูงใหญ่ เราอยากรู้ว่าบนนั้นเป็นอย่างไร จนเมื่อเราป่ายปีนขึ้นไปถึงยอดเขาแล้วพบกับทิวทัศน์ของแผ่นดินที่กว้างใหญ่ไพศาลสุดสายตา เราจะพบว่ายังมีอีกหลายที่ข้างล่างนั้นที่เรายังไม่ได้ไปเหยียบเยือน ความคิดของเราจะเปลี่ยนไปจากเดิม จากที่แค่อยากรู้ว่าทิวทัศน์บนยอดเขาเป็นเช่นไร ในตอนนี้เห็นภูเขาอีกมากมายที่อยู่ไกลออกไป บางลูกก็สูงกว่าลูกที่เรากำลังยืนอยู่บนยอด

และเมื่อเราเดินทางไปในที่ใหม่อีกที่ เราก็จะเห็นทิวทัศน์ใหม่ เห็นที่ใหม่ที่เราอยากไป เราจะอยากเดินทางต่อไป มันจะไม่หยุด มันจะเป็นเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ...

แต่สิ่งนี้ก็คือเสน่ห์ของการท่องเที่ยวเดินทางไม่ใช่หรือ






กำลังโหลดความคิดเห็น...