xs
xsm
sm
md
lg

เภสัชกร ออก 7 ข้อแนะนำ "กัญชา" ทางการแพทย์ ย้ำมีทั้งคุณและโทษ เสพสื่อระวัง

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ภสท จัดเสวนาวันเภสัชกรโลก ออก 7 ข้อแนะนำการใช้กัญชาทางการแพทย์ ย้ำมีทั้งคุณและโทษ ยังไม่มีหลักฐานใช้รักษาโรคมะเร็งได้ กัญชาไม่ใช่ยาวิเศษ ควรเสพสื่ออย่างระมัดระวัง

เภสัชกรรมสมาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ (ภสท) จัดงานเสวนา "เภสัชกร กับการใช้กัญชาทางการแพทย์อย่างถูกต้องและปลอดภัย" เมื่อเร็วๆ นี้ เนื่องในวันเภสัชกรโลก 25 ก.ย.ของทุกปี โดยธีมในการรณรงค์สำหรับปี 2562 นี้ คือ “Safe and Effective Medicine for all”  คือ ทุกคนต้องได้ใช้ยาที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ โดยภายในงานเสวนา มีข้อสรุป ซึ่งเป็นข้อเสนอแนะสู่สังคมและผู้ที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดนโยบาย ดังนี้ 

1.กัญชา มีสารสำคัญหลายตัว แต่สารที่มีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาหลักๆ ที่น่าสนใจในขณะนี้ มี 2 ตัว คือ THC ซึ่งทำให้เกิดความมึนเมามีมากในกัญชา กับ CBD ซึ่งไม่ทำให้มึนเมามีมากในกัญชง  สารทั้ง 2 ตัว มีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาแตกต่างกัน และมีข้อควรระวังในการใช้ โดยต้องคำนึงถึงประสิทธิผล และความปลอดภัยเป็นสำคัญ  ในปัจจุบัน การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีสารสกัดกัญชาเป็นส่วนประกอบ เริ่มจากการคัดเลือกสายพันธุ์ที่มีสารสำคัญที่ต้องการในปริมาณที่คงที่และเหมาะสม  ศึกษาพัฒนาวิธีการสกัด เพื่อให้ได้สารสำคัญคือ THC และ CBD ในปริมาณสูง ลดปริมาณสารปนเปื้อน โดยต้องจำกัดเชื้อก่อโรค และโลหะหนักตามมาตรฐานอ้างอิง เช่น แคดเมี่ยม สารหนู ปรอท ตะกั่ว  รวมถึงสารปราบศัตรูพืช หรือยาฆ่าแมลง ควบคู่ไปกับวางระบบการผลิตและควบคุมคุณภาพ 

2.กัญชา มีทั้งคุณและโทษ  มีหลักฐานที่น่าเชื่อถือว่า สามารถนำกัญชามาใช้ได้ในอาการต่อไปนี้  คือ ในผู้ป่วยมะเร็งช่วยทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดีขึ้น จากการลดอาการปวด ลดการอาเจียน ช่วยให้นอนหลับ, สามารถช่วยให้อาการในผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน และสมองเสื่อม(อัลไซเมอร์) ดีขึ้น ฯลฯ  อย่างไรก็ตาม พบว่า การใช้ผลิตภัณฑ์กัญชาอาจมีอาการข้างเคียง เช่น ปากแห้ง คอแห้ง ใจสั่น ความดันโลหิตต่ำ ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง มีอาการมึนเมา อาเจียน หัวใจเต้นเร็วหรือช้ากว่าปกติ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหลักฐานที่เพียงพอ ที่จะสรุปได้ว่า สามารถนำกัญชามาใช้ได้ในการรักษาโรคมะเร็ง และโรคเรื้อรังต่างๆ หากพบอาการข้างเคียง หรืออาการไม่พึงประสงค์ควรรายงานตรงไปที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา

3.แนวทางเสนอแนะที่จะนำกัญชามาใช้ทางการแพทย์สำหรับประเทศไทย คือ การใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ ควบคู่กับการวิจัยและพัฒนาจนได้แนวทางการใช้ที่เหมาะสมในประเทศไทยด้วยองค์ความรู้ที่ผสมผสานระหว่างเภสัชกรรมทั้งแผนปัจจุบัน และแผนไทย ซึ่งต้องมีการกำหนดทิศทาง และการวางแผนงาน Roadmap ที่เหมาะสม 

4.แนวโน้มการพัฒนาเภสัชภัณฑ์ที่มีสารสกัดกัญชาในประเทศไทย เริ่มตั้งแต่ต้นน้ำ ถึงปลายน้ำ คือ   มีโอกาสจะพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของกัญชาเป็นยา  ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของกัญชงเป็นยา อาหารเสริม และเครื่องสำอาง จึงควรมีการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างเหมาะสม และมีข้อมูลที่น่าเชื่อถือด้านความปลอดภัยเป็นสำคัญ  

5.การพัฒนายาจากกัญชาต้องมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล มีความปลอดภัย และมีความคงตัว ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการศึกษาความคงตัว (Stability) เพื่อให้ทราบอายุที่แท้จริงของผลิตภัณฑ์ โดยปัจจุบันใช้การศึกษาผ่านสภาวะเร่ง เนื่องจากเป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล แต่กว่าจะเป็นยากัญชาจำเป็นต้องศึกษาอย่างถ่องแท้ ทั้งในด้านพฤกษศาสตร์ , เทคโนโลยีการผลิตและสกัด , พันธุศาสตร์ , เภสัชวิทยา , การควบคุมคุณภาพยา และกระบวนการผลิตที่มีคุณภาพ  กัญชาเป็นพืชที่ไวต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ไวต่อแสง จึงต้องมีการควบคุมมาตรฐานการผลิตให้เป็นไปตามหลักการทางเภสัชกรรมเทคโนโลยี ( Pharmaceutical Technology )  และเภสัชอุตสาหการ (Pharmaceutical Industry)

6.การให้ข้อเท็จจริงที่ถูกต้องกับประชาชนและสังคม ปัจจุบัน ยังมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการสกัด เช่น การสกัดด้วยตัวทำละลายที่ต่างชนิดกัน  ทำให้ได้ปริมาณสารสำคัญที่แตกต่างกันในแต่ละผลิตภัณฑ์ การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับผู้ป่วย จึงจำเป็นต้องมีความเข้าใจอย่างถ่องแท้ในด้านกระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ซึ่งต้องใช้องค์ความรู้ทางเภสัชวินิจฉัย (Pharmacognosy) ร่วมด้วย ในส่วนของภาคประชาชน ต้องทำความเข้าใจว่า กัญชาไม่ใช่ยาวิเศษ ควรเสพสื่อด้วยความระมัดระวัง ไม่ควรแชร์ข้อมูล หากมีข้อสงสัยควรปรึกษาเภสัชกร  

7.ควรมีการศึกษาวิจัยเพิ่มเติม เพื่อต่อยอดองค์ความรู้ของตำรับยาไทยที่มีกัญชาเป็นส่วนประกอบ เช่น ตำรับศุขไสยาศน์ , อภัยสาลี , อัคคินีวคณะ ฯลฯ  เพื่อให้ประเทศไทยเป็นผู้นำด้านการใช้กัญชาทางการแพทย์ 

การนำกัญชามาใช้ทางการแพทย์จะเป็นบทพิสูจน์ระบบสาธารณสุข อุปสรรคที่เกิดขึ้น อาจเป็นสิ่งใหม่ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของประเทศไทย โดยต้องอาศัยองค์ความรู้ทางเภสัชกรรม ความร่วมมือของสหวิชาชีพทางสาธารณสุข ความเข้าใจและความพร้อมของผู้คนในสังคม เพื่อให้เกิดการใช้ยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพอย่างปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับธีมของวันเภสัชกรโลก “Safe and Effective Medicines for All”


กำลังโหลดความคิดเห็น...