Kristopher Roller
ปัจจุบัน คนสมัยใหม่ โดยเฉพาะเด็กรุ่นใหม่มีความ "อยาก" จะประสบความสำเร็จ อยากมีเงิน อยากเรียนเก่ง อยากมีหน้าตาในสังคม ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะสำเร็จได้ แค่อยากได้คงไม่พอ ต้องมีความปรารถนาแรงกล้ามหาศาลจากข้างในใจ
นโปเลียน ฮิลล์ นักเขียนผู้เป็นนักสู้ในชีวิตจริง ที่สามารถถ่ายทอดเรื่องราวชีวิต สร้างแรงบันดาลใจให้คนทั้งโลก แต่ในชีวิตจริง เขาคือคนที่ต้องการกำลังใจมากที่สุด ในยามที่เขาพบว่าลูกชายของเขานั้นเกิดมาไม่มีหู!
ครอบครัวเขาได้ทุ่มเทแรงกาย และแรงใจ ในการเลี้ยงดูทารกที่ไม่มีหู ที่มีนามว่า "แบลร์" และไม่เคยเชื่อว่า การไม่มีหู คือจุดจบของลูกชาย เขาปฎิเสธที่จะให้ลูกอยู่แบบเด็กไม่มีหวัง ครอบครัวเขามีความศรัทธาอย่างแรงกล้าว่า ธรรมชาติจะหาทางจัดการให้ความฝันเกิดขึ้น หากความปรารถนานั้นแรงกล้าพอ (Burning Desire) ด้วยสิ่งนี้เขาได้ปลูกฝังพลังความคิดให้กับลูกชายโดยให้ศรัทธาว่า ไม่มีอะไรเป็นไปไม่ได้ แม้จะไม่พร้อมทางร่างกาย หากเราต้องการมันจริง ๆ
ทั้งฮิลล์และภรรยา ส่งเสียให้ลูกเรียนในโรงเรียนธรรมดา ไม่ใช่โรงเรียนคนหูหนวก พวกเขาสื่อสารกับลูกโดยการแตะริมฝีปากของเขาที่ศีรษะลูกบริเวณ Mastoid bone ที่อยู่ด้านหลังหู ซึ่งสามารถส่งคลื่นเสียงไปยังสมองโดยไม่ต้องผ่านหู พร้อมทั้งสอนลูกให้คิดเชิงบวกว่า อุปสรรคทางร่างกายไม่ใช่ปมด้อย ถ้าลูกสู้และตั้งใจ คุณครูที่โรงเรียนจะดูแลมากกว่าเด็กคนอื่น เพราะใคร ๆ ก็ชอบคนสู้ชีวิต
อาจเป็นการปลูกฝังทัศนคติของการเป็นนักสู้ที่แบลร์ได้รับจากครอบครัวตั้งแต่เกิด เขาจึงเป็นเด็กที่ไม่งอแง ไม่ตีโพยตีพายเวลาไม่ได้อะไร จนเมื่อโตขึ้นเขาประสบความสำเร็จทั้งทางด้านการเรียน การทำงาน โดยใช้ประสบการณ์ของตัวเองนำเสนอโครงการให้บริษัทผลิตอุปกรณ์ช่วยคนหูหนวกทั่วโลก บริษัทรับเขาเข้าทำงานทันทีที่ฟังโครงการอันน่าอัศจรรย์นี้
จากการวิเคราะห์เรื่องราวของคนที่ล้มเหลว 25,000 คน ล้วนแล้วแต่เกิดจากขาดความมุ่งมั่น หลาย ๆ ครั้งที่เราเสียเวลาไปกับการจิตตก ร้องไห้ ท้อใจกับชะตาชีวิต แต่อาจลืมไปว่าไม่มีใครในโลกนี้เกิดมาสมบูรณ์เพียบพร้อมไปทุกอย่าง และหากเราเลือกที่จะสู้ไปข้างหน้า ไม่เลือกที่จะใช้ชีวิต "พิการ" ทางความฝัน เราก็สามารถผลักดันตัวเองให้เก่งขึ้น แกร่งขึ้น และมีคุณค่าขึ้นทุกวัน
เพชรกับฟองสบู่ มองเผิน ๆ แล้วดูไม่ต่าง เวลาสะท้อนแสงออกมาวาววับงดงามพอ ๆ กัน แต่เวลาฝนตก ฟ้าร้อง ลมพัดกรรโชก เพชรจะอยู่ทนค้ำฟ้า ส่องประกายสู้โลกต่อไป ต่างกับฟองสบู่ที่พอโดยสายลมแรง ๆ พัด ฟองใสวาววับนั้นก็หายไปกับสายลม
คนสองคน ความสามารถเท่ากัน ความฉลาดทัดเทียม เรียนทันกันได้ ทำงานเก่งทั้งคู่ การพูดจาสื่อสาร มนุษย์สัมพันธ์ต่างเป็นเลิศ สิ่งที่ชี้วัดและแยกคนที่ประสบความสำเร็จ กับคนที่ไม่ประสบความสำเร็จคือ การอยู่ภายใต้ความกดดัน เพราะนั้นคือ ฐานหลักในการใช้ชีวิตต่อไปในวันข้างหน้า
เวลาแรงกดดันมาก ๆ คนหนึ่งทำงานได้ดี ไม่ตื่นเต้น ไม่กระวนกระวาย ไม่ท้อแท้ คิดบวก เรียนรู้ปล่อยวาง เดินหน้าต่อไปได้ อีกคนก้มหน้าเคร่งเครียด บ่นแล้วบ่นอีก คิดลบ กลุ้มใจ จนไปไม่ถึงไหน วนอยู่ในอ่าง
จริง ๆ แล้ว เราควรต้อนรับการมาเยือนของแรงกดดันในด้านบวก เพราะแรงกดดันช่วยกระตุ้นพลังที่ซ่อนอยู่ช่วยให้ก้าวไปข้างหน้าได้ไกลกว่าที่เป็นอยู่ เพียงยืนหยัดให้มั่นคง หนักแน่น ก็รองรับความกดดันในอนาคตได้มากกว่าเดิม ก่อเกิดเป็นความเข้มแข็ง ต่อสู้ และอยู่รอด
อย่าปล่อยให้อุปสรรคที่คนอื่นตัดสินมาเป็นตัวกำหนดว่าเราทำอะไรได้ หรือทำอะไรไม่ได้ เราทุกคนมีความฝันและมีความต้องการของตัวเราเอง และปราถนาอย่างแรงกล้า และความคิดในเชิงบวกจะเป็นพลังผลักดันให้เราไม่ท้อแท้ จะเป็นเพชรนักสู้ที่แท้จริงในโลกของการใช้ชีวิต
อย่ามัวเฝ้ารอวันที่ชีวิตไม่มีปัญหาจึงจะลุกขึ้นสู้ แต่จงลุยไปกับเส้นทางชีวิตที่มีขวากหนาม นั่นแหละคือการมีชีวิตอย่างแท้จริง
ครูฮ้วง
-----------------
ครูฮ้วง-เสาวลักษณ์ ลี้รุ่งเรืองพร เจ้าของสถาบัน Campus Genius Center ผู้สอนหลักสูตรติวเข้มเพื่อการสอบ SAT ด้วยแนวคิดแบบ Critical Thinking ที่ช่วยให้นักเรียนสามารถยื่นคะแนนเข้าเรียน และประสบความสำเร็จในการเรียนคณะอินเตอร์ทั้งในและต่างประเทศ


