xs
xsm
sm
md
lg

ร่างกายที่ดีคือต้นทุนของการปฏิวัติ/ดร.สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ช่วงเดือนที่ผ่านมา เจ้าลูกชายสองคนของดิฉันที่กำลังศึกษาอยู่ที่เซี่ยงไฮ้ มีความระห่ำในการทำกิจกรรมมากมายทั้งในและนอกมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะลูกชายคนโต “สรวง สิทธิสมาน” ที่เคยเล่าให้แม่ฟังว่าถ้าแม่เห็นเขาตอนนี้จะรู้ว่าโทรมมาก ร่างกายก็บาดเจ็บ แถมไหล่หลุดอีก และอาจไม่ได้ลงแข่งกีฬาพายเรือด้วย ตอนนั้นก็รับรู้ว่าลูกกำลังหนักหน่วงและหนักหนาอยู่ เพราะเขาทุ่มเทกับการฝึกซ้อมพายเรือมาหลายเดือน และอาจไม่ได้ลงแข่งเป็นตัวจริง แต่เขาบอกจะไม่ยอมแพ้..ด้วยความที่รู้ว่าเขาเป็นคนที่มีความมุ่งมั่นที่จะทำอะไรแล้ว จะต้องทำให้สำเร็จ ก็ได้แต่ส่งความห่วงใย และให้ดูแลสุขภาพ จนกระทั่งวันแข่งขันพายเรือมาถึง เมื่อทราบว่าเขาไม่ได้ลงแข่งด้วย ก็รับรู้ได้ถึงความเจ็บปวด แต่เป็นธรรมดาของทุกคนที่ต้องผ่านช่วงชีวิตที่สมหวัง ผิดหวัง และเจ็บปวด ฯลฯ มิใช่หรือ !

สุดท้ายสิ่งที่เขาได้เรียนรู้ ทำให้เขาถ่ายทอดผ่านบทความนี้ออกมาอย่างลื่นไหล
……………………………………………

2 เดือนที่ผ่านมาถือได้ว่าเป็นช่วงชีวิตที่วุ่นวายที่สุดของผมตั้งแต่เริ่มเรียนมหาวิทยาลัยมาเลย ทั้งหน้าที่หลักที่แต่เดิมก็วุ่นวายอยู่พอสมควรแล้ว ยังมีหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบจากการ "หาเรื่องใส่ตัว" เพิ่มเข้ามาอีกมากมายล้นท้น เกิดเรื่องราวขึ้นมากมายหลายรสชาติใน 2 เดือนนี้ ทั้งสุข เหนื่อย ปวดหัว และผิดหวัง เป็น 2 เดือนที่ใช้ร่างกายอย่างหนัก เชื่อว่าเซลล์ในร่างกายคงตายไปหลายล้านเซลล์แล้วล่ะครับ ฮ่าฮ่าา แต่ก็เป็น 2 เดือนที่มีบทเรียนสำคัญมากมายเกิดขึ้นในชีวิต

เมื่อทุกอย่างได้ผ่านไปแล้ว ผมจึงอยากจะนำประสบการณ์ 2 เดือนที่หนักหน่วงนี้มาเล่าสู่กันฟังครับ

เริ่มจากหน้าที่หลักของคนเป็นนักศึกษาอย่างผม ซึ่งก็ไม่ใช่สิ่งอื่นใดนอกจากการเรียนนั่นเอง เทอมนี้เป็นเทอมที่สองของผมในหลักสูตรปริญญาตรีที่เรียนอยู่ เป็นเทอมที่เรียนค่อนข้างหนัก มีการบ้าน งานกลุ่ม และการทำ Presentation มากมาย รวมถึงโปรเจคต์ต่าง ๆ และการสอบกลางภาค ที่รวมอยู่ใน 2 เดือนนี้ด้วย

และบรรยากาศการเรียนในจีนที่แข่งขันกันอย่างโหดร้าย ทำให้ผมรู้สึกกดดันจากการเรียนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในชีวิต เพราะสมัยเรียนมัธยม ผมเรียนในโรงเรียนที่เน้นไปทางกีฬา ดนตรี และการใช้ชีวิต ทำให้ไม่ได้รู้สึกกดดันจากการเรียนเหมือนอย่างคนอื่น พอมาเรียนที่จีนตอนนี้เลยรู้สึกไม่ชินเสียที

ด้วยความที่ไม่สามารถทำให้ตัวเองเคยชินกับการก้มหน้าก้มตาเรียนอย่างเดียวได้เลย จึงทำให้ผมเข้าร่วมกิจกรรมมากมาย มากเสียจนรู้สึกว่ามันเป็นการเพิ่มภาระหน้าที่เข้าไปอีก

รู้สึกว่ามันเป็นการ "หาเรื่องใส่ตัว" เลยทีเดียว

ผมได้ถูกคัดตัวเข้ามาเป็นนักกีฬาทีมพายเรือมังกร (Dragon boat) ของมหาวิทยาลัย โดยมีเป้าหมายว่าจะต้องลงเป็นตัวจริงลงแข่งประจำปี และรักษาแชมป์ที่ครองมาติดต่อกัน 3 สมัย

ผมได้เข้ามาเป็นเด็กใหม่ทำงานในสมาคมนักเรียนไทยในนครเซี่ยงไฮ้เป็นปีแรก ซึ่งงานก็ค่อนข้างหนักทีเดียว ใน 2 เดือนที่ผ่านมานี้ผมรับหน้าที่เป็นพิธีกรใน 2 งานใหญ่ คืองานสงกรานต์ที่จัดโดยหอการค้าไทยในจีน และงานสงกรานต์ที่จัดโดยสมาคมนักเรียนไทยในเซี่ยงไฮ้ นอกจากนี้ยังเข้าร่วมโชว์เดินแฟชั่นในงานดังกล่าวอีก

นอกจากนี้ ผมได้พยายามท้าทายความสามารถตัวเองด้วยการเข้าร่วมแข่งขันประกวดทำภาพยนตร์สั้นที่จัดโดยมหาวิทยาลัย ในโจทย์ที่ว่า Dream Chaser ซึ่งผมมีไอเดียที่จะทำสวนทางกับโจทย์ที่ให้มา โดยการทำหนังที่สื่อถึงด้านร้ายของการไล่ตามความฝัน สิ่งที่ต้องแลก สิ่งที่ต้องเสียไป เพราะการไล่ตามความฝัน ซึ่งแน่นอนว่าผมทำเอาสนุกตามใจตัวเอง ไม่ได้คาดหวังกับการคว้ารางวัลขนาดนั้น

สิ่งที่ผมกล่าวมาทั้งหมดถูกจัดอยู่ในช่วงเวลาเดียวกันหมดเลยครับ รวมเข้ากับการเรียนแล้ว การแบ่งเวลาจึงกลายเป็นเรื่องที่ยากมาก

สิ่งที่ผมให้ความสำคัญที่สุดมากยิ่งกว่าการเรียนนั่นก็คือการแข่งพายเรือ ผมขยันตั้งใจซ้อมอย่างหนักจนร่างกายแทบพัง แต่ผลลัพธ์ก็ดีเยี่ยม เพราะผมก็ได้ถูกคัดเข้าไปเป็นตัวจริงของทีม ผมจำเป็นต้องลาเรียนในบางวันเพื่อที่จะเอาเวลาไปซ้อมแข่งพายเรือ

"คนที่มีชีวิตอย่างเรามันควรจะเหนื่อย มีแต่คนตายเท่านั้นที่จะสบาย" ผมบอกตัวเองอย่างนี้อยู่เสมอ

ผมจึงทำทุกสิ่งอย่างกระตือรือร้นด้วยความเต็มใจ และสนุกสนานไปกับทุก "เรื่อง" ที่ผมหามาใส่ตัว

แต่พอผ่านมาสักพัก ผมเริ่มรู้สึกว่าการหาเรื่องใส่ตัวแบบไม่วางแผนให้ดีเริ่มกลายเป็นพิษร้าย เพราะผมได้ก้าวเข้าสู่จุดที่แม้แต่เวลานอนพักผ่อนก็ยังแทบไม่มี แต่ละวันได้นอนแค่ 1-2 ชั่วโมง อย่างดีหน่อยก็สัก 4 ชั่วโมง ซึ่งไม่เพียงพอต่อการฟื้นฟูร่างกายที่ถูกใช้งานอย่างหนักต่อเนื่อง

เพื่อน ๆ เริ่มทักว่าสภาพของผมนั้นโทรมลงอย่างเห็นได้ชัด ขอบตาผมดำเสียจนถูกล้อว่าเป็นหมีแพนด้าฮ่าฮ่าา...

พอเหนื่อยและพักผ่อนน้อยแบบนี้ ประกอบกับสภาพอากาศร้อน ๆ หนาว ๆ ของช่วงเปลี่ยนผันฤดูกาล สุขภาพของผมจึงดิ่งลงเหวอย่างช่วยไม่ได้

แต่ด้วยความที่ภาระต่าง ๆ นั้นยังไม่สิ้นสุด ผมจึงยังต้องฝืนต่อไป เพราะได้เริ่มมาแล้ว จะให้หยุดกลางคันก็คงจะน่าเกลียด....

"เอาน่ะ ! เดี๋ยวมันก็ผ่านไป"

ผมมักจะให้กำลังใจตัวเองด้วยคำพูดนี้

"ตอนนี้มีโอกาสอะไรผ่านมา ก็คว้าเอาไว้ให้หมดอ่ะ ลุย !"

ใช่แล้ว "โอกาส" เป็นสิ่งสำคัญยิ่งกว่าอะไร ตามทัศนะของผม เราต้องสร้างโอกาสเพื่อพัฒนาตัวเองในทุก ๆ ด้าน

จนกระทั่ง....

วันหนึ่งที่ผมกลับมาจากการซ้อมพายเรืออย่างเหนื่อยล้า เป็นวันเดียวกับที่ผมรู้สึกปวดกล้ามเนื้อหลังแบบสุดขีด เพราะซ้อมหนักต่อเนื่องกันมาหลายวันโดยไม่มีเวลาพักให้กล้ามเนื้อคลายตัว สุดท้ายผมก็พบว่าอาการของผมคือกล้ามเนื้ออักเสบ ซึ่งต้องใช้เวลาพักผ่อนอย่างน้อย 2 อาทิตย์ในการฟื้นฟูกล้ามเนื้อ แต่วันแข่งก็ใกล้เข้ามาแล้ว ไม่มีเวลาพักแล้ว...

ผมตัดสินใจที่จะไม่พัก และฝืนซ้อมทั้งที่ยังมีอาการบาดเจ็บอยู่อย่างนั้น วันต่อมาผมยังคงไปซ้อม ผมฝืนพายในระดับที่เร็วมากจนรู้สึกถึงอาการเจ็บปวดกล้ามเนื้อหลังที่ทวีคูณขึ้นยิ่งกว่าเก่า ยิ่งพาย..ก็ยิ่งปวด..

ผมฝืนต่อไปจนถึงตอนที่ผมรู้สึกปวดจนทนไม่ไหว ผมเริ่มพายผิดท่าเพราะอาการปวด ผมรู้สึกถึงความหนักในการขยับร่างกายของผม ท่าทางทุกอย่างในตอนนั้นผิดเพี้ยนไปหมด จนกระทั่ง...

แคร๊กกก !

ผมได้ยินเสียงที่คุ้นเคย เป็นเสียงที่เคยได้ยินครั้งแรกเมื่อสามปีก่อน และได้ยินอีกหลายครั้งหลังจากนั้น มันคือเสียงที่ผมไม่ได้ยินมาสักพักใหญ่ ๆ แล้ว แต่พอกลับมาได้ยินในตอนนี้ ผมก็รู้ทันทีว่ามันคือเสียงอะไร

ไหล่หลุด...

เหมือนเป็นเคราะห์ซ้ำกรรมซ้อน กล้ามเนื้อหลังยังเจ็บอยู่ ไหล่ก็ดันมาหลุดซ้ำในอาทิตย์สุดท้ายก่อนวันแข่งจริง

ในตอนนั้น ผมถูกสั่งให้พักโดยหัวหน้าทีมและอาจารย์ผู้รับผิดชอบ ถึงผมจะพูดออกไปว่า "ผมไหว ผมพายต่อได้" สักกี่ครั้ง ก็ดูจะไม่มีความหมายนัก

ผมถึงกับน้ำตาไหลออกมา ไม่ใช่เพราเจ็บตัว แต่เพราะรู้ว่าผมจะไม่ได้ลงไปบนเรือลำนั้นอีกแล้ว และคงไม่มีใครไว้ใจให้ผมลงไปด้วย

สุดท้ายผมก็ไม่สามารถลงแข่งได้ การใช้ร่างกายซ้อมมาอย่างหนักตลอดทั้งเทอมต้องมาสูญเปล่า ถึงตอนนี้ จะได้หรือไม่ได้แชมป์ก็ไม่ใช่สิ่งที่สลักสำคัญอีกต่อไปแล้ว (ผลการแข่งขันคือทีมผมได้ที่สอง) เพราะถึงอย่างไร ผมก็ไม่ได้มีส่วนร่วมกับชัยชนะใด ๆ ตามที่ผมคาดหวังเอาไว้

ผมหวัง ผมดื้อที่จะหวัง ผมดิ้นรนเพื่อไล่ตามเป้าหมาย สุดท้ายแล้วผมพลาด และผมผิดหวัง

ทั้งหมดทำให้ผมย้อนกลับไปมอง และผมพบว่า ผมมองข้ามการดูแลรักษาสุขภาพมากเกินไป ผมตั้งใจทำทุกสิ่งอย่าง แต่ไม่ระวังสุขภาพ และเมื่อถึงเวลาที่ร่างกายผมรับไม่ไหว สิ่งที่ตั้งใจทำมาเนิ่นนานจึงล้มเหลว

โอกาสเป็นสิ่งสำคัญ เราจำเป็นที่จะต้องใช้มันให้คุ้ม โดยเฉพาะโอกาสในการพักผ่อน เมื่อมีเวลา ก็ต้องพักผ่อนบ้าง ร่างกายเราไม่สามารถรับแรงกดดันอย่างหนักโดยไม่พักผ่อนเลยได้ อย่าลืมว่าเราคือมนุษย์ ไม่ใช่ซูเปอร์แมน

และนี่คือบทเรียนที่ผมได้รับ

การรับผิดชอบหน้าที่การงานเป็นเรื่องสำคัญ แต่ต้องอย่าลืมดูแลรักษาสุขภาพ

"身体是革命的本钱"
"เซินถี่ซื่อเก๋อมิ่งเตอเปิ่นเฉียน"
เป็นคำสุภาษิตของจีนที่แปลว่า..
"ร่างกายที่ดีคือต้นทุนของการปฏิวัติ"

หากเรากำลังไล่ตามเป้าหมายหรืออะไรบางอย่างด้วยความมุ่งมั่น สุขภาพที่ดีจะทำให้เราไปถึงจุดนั้นได้อย่างไม่ติดขัด






กำลังโหลดความคิดเห็น...