xs
xsm
sm
md
lg

เมื่อพ่อแม่ลูกเห็นต่างทางการเมือง !/ดร.สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

แฟ้มภาพ
ช่วงสถานการณ์ทางการเมืองก่อนเลือกตั้งว่าร้อนแรงแล้ว ช่วงหลังเลือกตั้งดีกรีกลับร้อนยิ่งกว่า !

ก่อนหน้านี้ดิฉันเขียนเรื่อง “เมื่อต้องพูดคุยกับลูกเรื่องเลือกตั้ง” แต่ครั้งนี้ต้องการจะเน้นเรื่องเมื่อพ่อแม่ลูกเห็นต่างทางการเมือง และนำไปสู่ความขัดแย้ง ซึ่งกังวลว่าอาจกำลังนำไปสู่การทำลายสัมพันธภาพในครอบครัว !

เชื่อแน่ว่าหลายครอบครัวที่มีลูกอยู่ในช่วงวัย New Voter หรืออายุ18 ปีขึ้นไป สามารถไปใช้สิทธิเลือกตั้งครั้งแรกได้ คงเผชิญปัญหาเรื่องวิธีคิดทางการเมืองที่มีความแตกต่างกันไม่มากก็น้อย

ยิ่งการเลือกตั้งครั้งนี้ กลุ่ม New Voter คือกลุ่มที่ถูกจับตามองมากเป็นพิเศษ เพราะมีจำนวนสูงถึง 7 ล้านกว่าเสียง

ไม่รู้ว่าเป็นช่วงประจวบเหมาะพอดีหรือเปล่า เพราะการเลือกตั้งครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกของลูกชายดิฉันทั้ง 2 คน เช่นเดียวกับเพื่อนพ้องน้องพี่จำนวนมากที่มีลูกอยู่ในวัยเดียวกัน จึงได้มีการพูดคุยเรื่องนี้กันค่อนข้างมาก

เพื่อนบางคนถึงขนาดเคร่งเครียดไมเกรนขึ้น เพราะมีความรู้สึกว่าลูกคิดไม่เหมือนตัวเอง ไม่เข้าใจว่าทำไมลูกถึงมีความคิดที่ต่างจากตัวเองขนาดนี้ บางคนถึงขั้นทะเลาะกันรุนแรง หลังการเลือกตั้งคิดว่าสัมพันธภาพจะกลับมาเหมือนเดิม แต่กลับกลายเป็นว่ายิ่งไปกันใหญ่ ไม่รู้จะแก้ปัญหาอย่างไร จนต้องขอคำแนะนำจากบรรดาเพื่อนๆ ที่ประสบพบเจอปัญหาเดียวกัน

และเพื่อนก็มักถามดิฉันว่า มีปัญหาเรื่องนี้ไหม ?

จริงๆ เรื่องการเลือกตั้งหรือเรื่องการเมืองโดยภาพรวมก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งในหลายๆ เรื่องที่ครอบครัวเราพูดคุยกัน และก็คิดเหมือนกันบ้าง ต่างกันบ้าง เหมือนเช่นเรื่องอื่นๆ

เพียงแต่ครอบครัวเราพูดคุยกันมาตลอดแทบทุกเรื่อง ทำให้มีพื้นฐานทางความคิดและความเข้าใจดีว่าแต่ละคนเป็นอย่างไร และมีพื้นที่ทางความคิดของแต่ละคนที่มักไม่ก้าวก่ายกัน ทำให้เรื่องความคิดต่างในหลายๆ เรื่องรวมถึงเรื่องการเมือง จึงออกมาในรูปแบบว่า พ่อคิดอย่างไร แม่คิดอย่างไร และลูกทั้งสองคิดอย่างไร

เวลาพูดคุยกันจึงออกมาในลักษณะรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างกันมากกว่า ที่จะพยายามยัดเยียดว่าต้องให้ใครคิดเหมือนใคร

จริงๆ อยากจะบอกว่า เรื่องพ่อแม่ลูกคิดไม่เหมือนกันในเรื่อง “การเมือง” เป็นเรื่องปกติ

สิ่งสำคัญต้องเข้าใจว่ายุคสมัยเปลี่ยน การรับรู้ก็เปลี่ยน วิธีคิดก็เปลี่ยน ฯลฯ ถ้าให้ลูกคิดเหมือนเราสิแปลก !

ประเด็นคือ พ่อแม่ต่างหากควรจะเป็นฝ่ายโน้มตัวลงมาและรับฟังพวกเขา !

มีกฎอยู่ 4 ข้อ ที่เวลาพ่อแม่พูดคุยประเด็นทางการเมืองกับลูก

หนึ่ง - อย่าโน้มน้าวให้ลูกคิดเหมือนเรา
เรื่องนี้จำเป็นมาก เพราะพ่อแม่จำนวนมากมักมีความคิดว่าลูกของเราควรคิดเหมือนเรา ถ้าคิดไม่เหมือนก็พยายามหาทางโน้มน้าว พร่ำพูด กระทั่งพร่ำบ่น เพื่อให้ลูกคิดเหมือนเราให้ได้ บางทีเราอาจต้องคิดว่าเมื่อตอนที่เราวัยใกล้เขา ก็มีหลายเรื่องที่เราคิดไม่เหมือนพ่อแม่ และไม่จำเป็นต้องเหมือนมิใช่หรือ

สอง - อย่าคิดว่าลูกไม่รู้เรื่อง
พ่อแม่จำนวนมากที่ถือดีคิดว่าลูกไม่รู้เรื่องหรอก เพราะลูกยังไม่เกิดจะรู้เรื่องอะไร แล้วในยุคสมัยเราที่เคยเกิดเหตุการณ์โต้แย้งทางการเมืองมากมาย หลายเรื่องในอดีตเราก็ยังไม่เกิดมิใช่หรือ แต่เราก็อ่านได้ คิดได้ จะว่าไปยุคนี้เป็นยุคข้อมูลข่าวสารมากมายที่เขาสามารถเสพหาข้อมูลต่างๆได้มากยิ่งกว่ายุคเราหลายสิบหลายร้อยเท่านักฉะนั้น อย่าได้คิดว่าพวกเขาไม่รู้เรื่อง แต่ควรจะหาวิธีให้พวกเขาได้กลั่นกรอง

ข้อมูลและเปิดใจรับข้อมูลให้รอบด้านจะดีกว่า

สาม - อย่าคิดว่าลูกไม่ได้เรื่อง
ถ้าการที่ลูกคิดไม่เหมือนพ่อแม่ หรือไปใช้สิทธิเลือกตั้งคนละฝั่งกับพ่อแม่ แล้วพ่อแม่บอกว่าลูกไม่ได้เรื่องแล้วล่ะก็ คุณกำลังผลักลูกให้ห่างตัวออกไปอีก เพราะเขาจะยิ่งรู้สึกไม่พอใจที่พ่อแม่ไม่เข้าใจ แล้วยังกลายมาเป็นต่อว่าพวกเขาอีกต่างหาก ทีนี้ล่ะ มันอาจจะส่งผลกระทบไปในเรื่องอื่นๆอีกก็เป็นได้

สี่ - อย่าพยายามเปลี่ยนความคิดลูก
แม้ว่าพ่อแม่อาจไม่ถูกใจที่ลูกมีความคิดไม่เหมือนพ่อแม่ แต่ควรเคารพความคิดและการตัดสินใจของลูก ให้เขาได้ลองผิดลองถูกในแบบของเขา พ่อแม่เองก็มีหลายครั้งในชีวิตมิใช่หรือที่เคยลองผิดลองถูก แล้วมาพบในภายหลังว่ามันผิด หรือมันถูก ฉะนั้น อย่าพยายามเปลี่ยนความคิดลูก เด็กทุกคนต้องการคิดเอง อยากได้รับการยอมรับจากผู้ใหญ่ด้วยเช่นกัน

ดร.เฮม จีนอตต์ ผู้เขียนหนังสือเรื่องวิธีพูดกับลูกวัยรุ่น โดยไม่ทำร้ายตัวตน และจิตใจของเขา และทำให้เขาอยู่ร่วมกับคุณได้ โดยไม่ทะเลาะหรือต่อต้านคุณ

“พ่อแม่ที่ฉลาดจะรู้ว่าการทะเลาะกับลูกวัยรุ่นนั้น เสมือนการพายเรือสู้กับกระแสน้ำ มีแต่จะนำหายนะมาให้ เวลาที่พ่อแม่โกรธอาจจะใช้คำพูดที่ไม่ตั้งใจทำให้เขารู้สึกโง่หรือความคิดไม่เข้าท่า อาจทำร้ายตัวตนและจิตใจจนทำให้เขาไม่รู้จักคุณค่าของตัวเอง และยังลามไปถึงการไม่รู้จักคุณค่าของคนอื่นอีกด้วย และที่เลวร้ายกว่านั้นคือ สักวันหนึ่งเขาจะคิดว่าตัวเขาเองเป็นเช่นนั้นจริงๆ”

เนื่องจากวัยรุ่นเป็นวัยแห่งความสับสนและเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิตที่ต้องก้าวจากเด็กไปสู่ผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพในอนาคต ดังนั้น จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งที่พ่อแม่จะต้องประคับประคองชีวิตของลูกให้ผ่านพ้นวัยนี้ให้ดีที่สุดด้วยวิธีการที่ดี เพื่อไม่ทำให้มีการทำร้ายจิตใจหรือทะเลาะเบาะแว้งกันในครอบครัว

เรื่องทะเลาะกันภายในครอบครัวเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ ไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่เรื่องจะบานปลายและกลายเป็นเรื่องใหญ่โตก็เพราะอารมณ์ที่ปะทุคุกรุ่นในช่วงเวลานั้นๆ และนำไปสู่การบานปลาย

เพียงแต่ควรจะมีสิ่งที่พ่อแม่แนะนำ 4 ข้อ ชี้ประเด็นให้ลูกเห็น

หนึ่ง - ฟังอย่างรอบด้าน
การฟังอย่างรอบด้านมีความสำคัญมาก ไม่ใช่เลือกที่จะฟัง หรือฟังเฉพาะคนที่เราชอบ คนที่เป็นไอดอล ควรบอกลูกว่าการฟังเป็นพื้นฐานของทุกเรื่อง โดยเฉพาะท่ามกลางความขัดแย้ง การรับฟังอย่างรอบด้านมีความสำคัญมาก

สอง - ดูอย่างรอบด้าน
สื่อมากมายท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองสูง สื่อบางสำนักก็เลือกข้างในการนำเสนอเช่นกัน จึงควรชี้ให้ลูกดูข่าวสารบ้านเมืองอย่างรอบด้าน ไม่เลือกเสพสื่อฟังความด้านเดียว

สาม - อ่านอย่างรอบด้าน
สื่อช่องทางการอ่านก็มีความสำคัญอย่างมาก โดยเฉพาะบทวิเคราะห์หรือความคิดเห็นทางการเมือง หนังสือที่อ่าน โลกออนไลน์ที่เราอ่าน จะทำให้เรามีหลักและนำไปสู่การคิดวิเคราะห์

สี่ - คิดอย่างรอบด้าน
เมื่อฟัง ดู อ่านอย่างรอบด้านแล้ว ก็จะนำมาสู่ขั้นคิดวิเคราะห์ได้ เพราะเรื่องบางเรื่องเป็นเรื่องที่ต้องใช้ข้อมูล ข้อเท็จจริง มิใช่ความรู้สึก หรือความคิดเห็น

สุดท้ายเขาจะคิดเห็นอย่างไรเราก็ต้องเคารพความคิดของลูก

เราควรดีใจหากลูกมีความคิดอ่านทางการเมืองเป็นของตัวเอง ไม่ว่าจะเหมือนหรือต่างจากพ่อแม่ ดีกว่าที่เขาจะไม่คิดอ่านอะไรเลย คอยถามแต่ว่าเรื่องนี้เป็นอย่างไรควรทำอย่างไร

การรับฟังความคิดอ่านเขาอย่างใจเย็นพร้อมบอกเล่าประสบการณ์ของเราให้เขานำไปประกอบวิจารณญาณกลับจะเป็นการยกระดับสัมพันธภาพระหว่างพ่อแม่ลูกขึ้นไปอีก

...นั่นมีค่าเหนืออื่นใด


กำลังโหลดความคิดเห็น...