xs
xsm
sm
md
lg

5 เรื่องที่ต้องรู้ ก่อนยอมใจอ่อนให้ลูกๆพาสัตว์เลี้ยงเข้าบ้าน / ดร.สุพาพร เทพยสุวรรณ

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


สำหรับครอบครัวที่กำลังมีเด็กวัยซน หนึ่งในคำขอยอดฮิตที่ไม่แพ้การอยากได้ของเล่นชิ้นใหม่หรือให้พาไปเที่ยวสวนสนุกก็คือ “ขอเลี้ยงสัตว์ได้มั้ยครับ/คะ?” คุณพ่อคุณแม่ที่ไม่เคยมีประสบการณ์การมีสัตว์เลี้ยงประจำบ้านมาก่อนคงรู้สึกสับสนวุ่นวายใจไม่น้อย ใจหนึ่งก็นึกเห็นใจลูก ไม่อยากให้ลูกรู้สึกผิดหวัง อีกใจนึงก็รู้สึกไม่แน่ใจ กังวลถึงภาระความรับผิดชอบที่ต้องเพิ่มขึ้นตามมาอีกมากมาย

เมื่อถึงเวลาที่ต้องตัดสินใจ คุณพ่อคุณแม่มักทนการรบเร้าจากลูกๆไม่ไหว ในที่สุดต้องยอมใจอ่อนซื้อหาสัตว์เลี้ยงมาไว้ที่บ้านให้เด็กๆได้สมใจ แต่นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น มีหลายครั้งที่สุดท้ายแล้วเพื่อนร่วมโลกนี้เป็นเพียงของเล่นใหม่ชิ้นหนึ่งของเด็กๆ เมื่อหมดความสนใจแล้วก็ถูกปล่อยทิ้งไม่เหลียวแล เพื่อไม่ให้เกิดเป็นแผลในใจของครอบครัว มี 5 เรื่องที่ต้องรู้ ก่อนยอมใจอ่อนให้ลูกๆมีสัตว์เลี้ยงไว้ครอบครอง ดังนี้

1.มีความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้น สัตว์เลี้ยงทั้งหลายต่างก็มีชีวิตและจิตใจ ต้องการความรักและความเอาใจใส่ดูแลเป็นอย่างดี นั่นหมายความว่าการมีสัตว์เลี้ยงประจำบ้านและเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวนั้นย่อมทำให้เด็กๆและคุณพ่อคุณแม่มีภาระหน้าที่และความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นจากการดูแลสมาชิกใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการดูแลเรื่องอาหารการกิน สภาพความเป็นอยู่ รวมถึงการให้ความรักและการใช้เวลาร่วมกัน

ความพร้อมในด้านเวลา สถานที่และการเงินจึงเป็นสิ่งที่ต้องนำมาพิจารณาเป็นลำดับแรก เพราะนอกจากจะเป็นความรับผิดชอบต่อตัวเองและสัตว์เลี้ยงที่จะต้องสามารถเลี้ยงดูได้ตลอดรอดฝั่งเป็นอย่างดีแล้ว ยังเป็นความรับผิดชอบต่อสังคมอีกด้วย ดังนั้นจึงต้องมั่นใจว่าทางครอบครัวจะสามารถดูแลได้อย่างใกล้ชิด ไม่ปล่อยให้สัตว์เลี้ยงของเราไปสร้างความเดือดร้อนรำคาญหรือเป็นอันตรายต่อบุคคลอื่น

2.ใส่ใจเรื่องความปลอดภัย สัตว์เลี้ยงแต่ละชนิดต่างก็มีลักษณะนิสัยเฉพาะตัวแตกต่างกันออกไป สัตว์เลี้ยงที่ได้รับความนิยม เช่น สุนัข แมว แม้จะดูเหมือนไม่มีพิษมีภัยแต่ก็ไม่สามารถวางใจได้ทั้งหมด สัตว์บางประเภทไม่ชอบเล่นกับเด็ก หรือบางประเภทหากอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมอาจเกิดความเครียด ก้าวร้าวและทำร้ายคนได้ ก่อนนำสัตว์เลี้ยงแต่ละชนิดมาเลี้ยงจึงควรศึกษาถึงพื้นฐานลักษณะนิสัยต่างๆให้ดี

นอกจากนี้ เรื่องโรคภัยไข้เจ็บที่เกิดจากสัตว์เลี้ยงก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรละเลย หากดูแลเรื่องการรักษาความสะอาดได้ไม่ดีพอหรือไม่ทำตามคำแนะนำของสัตวแพทย์อาจทำให้คนในครอบครัวมีความเสี่ยงที่จะรับเชื้อโรคหรือกระตุ้นให้เกิดอาการป่วยได้ง่าย เช่น การแพ้ขนสัตว์ โรคทางผิวหนังและระบบทางเดินหายใจ หรือแม้แต่โรคพิษสุนัขบ้า ผู้ปกครองจึงควรประเมินความเสี่ยงและเตรียมความพร้อมเกี่ยวกับโรคภัยไข้เจ็บที่อาจเกิดขึ้นได้ด้วย

3.ประเมินความอยากได้ เด็กจำนวนหนึ่งอยากได้สัตว์เลี้ยงเพียงเพราะตามเพื่อน ตามกระแสความนิยมในโซเชียลมีเดีย เมื่อหมดกระแสก็ไม่อยากที่จะดูแลรับผิดชอบอีก โดยทอดทิ้งสัตว์เลี้ยงให้เป็นภาระของผู้ปกครองที่ไม่พร้อมจะดูแลต่อ ต้องหาบ้านหลังใหม่ให้ต่อไป ด้วยเหตุนี้ นอกจากสอบถามความต้องการแล้ว คุณพ่อคุณแม่จึงควรติดตามสังเกตความสนใจและลองทดสอบความตั้งใจสักเล็กน้อยก่อนตกลงใจ
เบื้องต้นอาจให้เด็กๆพยายามพัฒนาตัวเองด้วยการมอบความรับผิดชอบงานภายในบ้านเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เช่น การดูแลเรื่องความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยภายในบ้าน ซึ่งเป็นพื้นฐานในการดูแลสัตว์เลี้ยง รวมถึงให้ลองร่วมทำกิจกรรมกับชมรมสัตว์เลี้ยงที่สนใจหรือสถานสงเคราะห์สัตว์บ่อยๆ เพื่อศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมจากผู้ที่เลี้ยงจริงและพิจารณาตัวเองว่ามีความตั้งใจที่จะดูแลสัตว์เลี้ยงเพียงใดและมีความสนใจอยู่นานแค่ไหน

4.เลือกประเภทของสัตว์เลี้ยง สัตว์ที่มักถูกนำมาเป็นสัตว์เลี้ยงประจำบ้าน ได้แก่ สุนัข เนื่องจากมีหลากหลายสายพันธุ์ให้เลือกตามความชอบ มีทั้งขนาดตัวที่ไม่เล็กหรือใหญ่จนเกินไป หน้าตาน่ารักน่าเอ็นดู มีลักษณะนิสัยชอบเล่น เข้ากับคนได้ง่าย มีความซื่อสัตย์และรักเจ้าของ รวมถึงหากมีการฝึกฝนที่ดีก็สามารถรับฟังและทำตามคำสั่งได้ แต่ต้องไม่ลืมว่าสัตว์ก็ต้องการพื้นที่และการดูแลเอาใจใส่มากด้วยเช่นกัน
นอกจากนี้ ยังมีแมวที่ชอบออดอ้อน นกแสนรู้ ปลาที่มองดูแล้วเพลิดเพลินใจ และสัตว์เลี้ยงอีกหลายชนิดที่ได้รับความนิยม สิ่งสำคัญคือให้เด็กๆได้มีส่วนร่วมตัดสินใจเลือกสัตว์ที่จะนำมาเลี้ยงเพื่อให้ได้สิ่งที่เค้าชื่นชอบจริงๆ ป้องกันการหมดความสนใจและทิ้งขว้างไม่ดูแล โดยไม่ลืมพิจารณาสภาพความเป็นอยู่และความพร้อมของครอบครัวให้เหมาะสมกับลักษณะนิสัยและความต้องการเฉพาะของสัตว์แต่ละชนิดหรือแต่ละสายพันธุ์ด้วย

5.สิ่งที่จะได้รับจากสัตว์เลี้ยง สัตว์เลี้ยงเป็นเหมือนเพื่อนที่ช่วยสร้างรอยยิ้มและความสุขให้กับผู้ใหญ่ได้อย่างไร สำหรับเด็กก็เป็นเช่นเดียวกัน เด็กๆวัยซนเป็นวัยที่กำลังเติบโตและต้องการเรียนรู้สิ่งต่างๆรอบตัว ขณะเดียวกันก็มักยึดเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง การมีสัตว์เลี้ยงเป็นเพื่อนเล่นใกล้ชิดเป็นส่วนหนึ่งที่สามารถช่วยกล่อมเกลาและเสริมสร้างพัฒนาการทางอารมณ์ ความคิดและจิตใจได้เป็นอย่างดี

ความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นจากการจัดสรรเวลาเพื่อดูแลความสะอาด ให้อาหาร การศึกษาและหมั่นสังเกตธรรมชาติของสัตว์เลี้ยงด้วยความห่วงใย การแบ่งปันเวลาดีๆให้กันผ่านการเล่นและการสัมผัสใกล้ชิดเพื่อถ่ายทอดความรักและความห่วงใยระหว่างคนกับสัตว์เลี้ยง ทำให้เด็กเรียนรู้ที่จะเข้าใจ เห็นอกเห็นใจ เห็นคุณค่าในตัวเองและผู้อื่น ซึ่งช่วยพัฒนาพื้นฐานบุคลิกภาพที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นได้ดียิ่งขึ้น

ความสุขใจที่ช่วยให้เกิดพัฒนาการทางอารมณ์ ความคิดและจิตใจที่ดีของเด็กๆผ่านการเรียนรู้การใช้ชีวิตร่วมกับสัตว์เลี้ยงที่ชื่นชอบนี้ จะเกิดขึ้นได้เมื่อเด็กๆตั้งใจใช้ความรับผิดชอบในการดูแลเอาใจใส่ แบ่งปันเวลาและความรักให้กับสัตว์เลี้ยงเป็นการแลกเปลี่ยน หากเป็นเช่นนี้แล้วคุณพ่อคุณแม่ก็ควรพิจารณาและตัดสินใจว่าจะยอมใจอ่อนให้ลูกๆมีสัตว์เลี้ยงได้หรือยัง


กำลังโหลดความคิดเห็น