xs
xsm
sm
md
lg

สี่สระน้ำศักดิ์สิทธิ์ ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมศิลปากร จัดโครงการสื่อมวลชนสัญจรแหล่งประวัติศาสตร์ในพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี และสุพรรณบุรี นายอรุณศักดิ์ กิ่งมณี รองอธิบดีกรมศิลปากร ได้บรรยายเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ความเป็นมาเกี่ยวกับสระศักดิ์สิทธิ์โบราณ บ้านท่าเสด็จ ต.สระแก้ว อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี ว่า สระโบราณทั้ง 4 ของ จ.สุพรรณบุรี ได้แก่ สระแก้ว สระคา สระยมนา และสระเกษ มีความสำคัญสำหรับนำไปใช้ในพิธีสรงมุรธาภิเษกมาตั้งแต่สมัยอยุธยาจนถึงกรุงรัตนโกสินทร์ซึ่งในสมัยรัตนโกสินทร์มีการใช้ในพระราชพิธีต่างๆ อาทิ รัชกาลที่ 3 ใช้ในพระราชพิธีตรุษ รัชกาลที่ 4 ใช้ในพิธีสมโภชพระบาง และใช้เป็นน้ำเสวย และพระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งนี้จะใช้น้ำจากสระทั้ง 4 สระนี้เช่นกัน

ทั้งนี้ กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานสำคัญของชาติตั้งแต่ปี 2478 พร้อมกำหนดเขตที่ดินโบราณสถานเมื่อปี 2548 จากนั้นจึงได้ดำเนินการขุดลอกสระศักดิ์สิทธิ์ทั้ง 4 สระ และในปี 2549 ได้ทำการอนุรักษ์ และพัฒนาโบราณสถาน รวมถึงปรับปรุงภูมิทัศน์ให้มีความงดงาม จากนั้นจึงโอนถ่ายภารกิจการบำรุงรักษาให้กับเทศบาล ต.ท่าเสด็จเป็นผู้ดูแลรักษาจนถึงปัจจุบันนี้

จากนั้นนายอรุณศักดิ์ กล่าวว่า มีตำนานเล่าถึงสระศักดิ์สิทธิ์ทั้ง 4 สระนี้ว่า ครั้งหนึ่งมีเจ้าเมืองผู้ครองนครองค์หนึ่ง มีธิดา 4 องค์ ชื่อ แก้ว คา ยมนา และเกต พระธิดาสามองค์แรกมีสวามีเป็นคนธรรมดา แต่ธิดาองค์สุดท้องมีสวามีเป็นลิงเผือก ต่อมาเมื่อเจ้าเมืองรู้ว่าตนเองชราภาพลงมาก จึงคิดจะยกเมืองให้กับลูกเขยครองแทน โดยตั้งกติกาว่า ให้พระธิดาช่วยกันขุดสระให้เสร็จภายใน 7 วัน ผู้ใดขุดสระได้ใหญ่ที่สุด ก็จะให้สวามีของธิดาองค์นั้นเป็นเจ้าเมืองแทน

ธิดาและสวามี 3 คู่แรก ต่างช่วยกันขุดสระ ยกเว้นธิดาองค์สุดท้องที่ต้องขุดเพียงคนเดียว และยังถูกพี่กลั่นแกล้ง โดยนำดินมาถมใส่ จนกระทั่งในคืนสุดท้าย ธิดาเกตจึงอ้อนวอนให้ลิงเผือกช่วยเหลือ พญาลิงจึงพาพลพรรคลิงมาช่วยขุด จนได้สระใหญ่กว่าสระของธิดาผู้พี่ทั้งสาม และยังทำเป็นเกาะกลางน้ำปลูกต้นเกตเพื่อเป็นสัญลักษณ์ไว้ด้วย

พอรุ่งเช้า เจ้าเมืองเกิดสวรรคตไปก่อน บรรดาเสนาอำมาตย์พิจารณากันแล้ว เห็นว่า สระของเกตกับลิงเผือกใหญ่กว่าของคู่อื่น จึงมีมติมอบราชสมบัติให้ครอบครองแทน

ธิดาองค์พี่ทั้งสามและสวามีไม่พอใจ จึงขโมยพระขรรค์ศักดิ์สิทธิ์หนีไป พญาลิงเผือกออกติดตามไปทันกันที่สระเกต พวกพี่จึงขว้างพระขรรค์ลงสระ บังเอิญถูกต้นเกตขาดสะบั้นล้มลง และพระขรรค์จมสูญหายไปด้วย ตั้งแต่นั้นมาสระดังกล่าวจึงกลายเป็นสระศักดิ์สิทธิ์ เนื่องจากมีพระขรรค์อยู่ในสระแห่งนี้

พลับพลาตรีมุข

นายอรุณศักดิ์ กล่าวว่า สำหรับพลับพลาตรีมุข ภายในพระราชวังโบราน จ.พระนครศรีอยุธยา ถือว่ามีความสำคัญเช่นกัน โดยเมื่อหลังสิ้นกรุงศรีอยุธยาในปี 2310 พื้นที่พระราชวังหลวงถูกทิ้งร้าง พระที่นั่ง อาคารต่างๆ เหลือเพียงรากฐาน กระทั่งสมัยรัชกาลที่ 5 ทรงมีพระบรมราชโองการให้ขุดปรับพื้นที่พระราชวังโบราณสำหรับประกอบพิธีรัชมงคลบำเพ็ญพระราชกุศลถวายพระเจ้าแผ่นดินอยุธยาทุกพระองค์ จากการดำเนินงานพบอิฐกลุ่มหนึ่ง สันนิษฐาน ว่า เป็นหมู่พระราชมณเฑียร เมื่อพระราชพิธีรัชมงคลเสร็จสิ้น รัชกาลที่ 5 จึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพลับพลาตรีมุขขึ้นบนแนวฐานที่สันนิษฐานว่าเป็นหมู่พระราชมณเฑียร เพื่อรับรองหากมีการเสด็จมาทอดพระเนตรพระราชวังหลวง และแขกสำคัญของประเทศซึ่งแล้วเสร็จในปี 2452

"ถ้าหากสังเกตให้ดีจะเห็นหน้าบันพลับพลาตรีมุขแห่งนี้ ซึ่ง 3 หน้าบันจะมีลวดลายแตกต่างกัน"

นายวีระศักดิ์ แสนสะอาด นักโบราณคดีปฏิบัติการอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา กล่าวเสริมว่า หลังจากสมัยรัชกาลที่ 5 พลับพลาตรีมุขแห่งนี้ ใช้ประกอบพระราชพิธีสำคัญ ได้แก่ สมัยรัชกาลที่ 6 เสด็จพระราชดำเนินไปประกอบพระราชพิธีสังเวยอดีตมหาราช หลังจากพระราชพิธีบรมราชาภิเษกถึง 4 ครั้ง สมัยรัชกาลที่ 7 เสด็จมาประกอบพิธีสังเวยอดีตมหาราชในปี 2469 และสมัยรัชกาลที่ 9 เสด็จมาประกอบพระราชพิธีบวงสรวงบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้าหลังพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อวันที่ 5 พ.ย.2496 และพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษกในวันที่ 5 ก.ค.2531

ขณะนี้ กรมศิลปากร ได้เตรียมความพร้อมหากสำนักพระราชวังแจ้งหมายกำหนดการเสด็จพระราชดำเนินมายังพลับพลาตรีมุข ตลอดจนสถานที่ที่พระมหากษัตริย์พระองค์ก่อนเคยเสด็จพระราชดำเนินมาประกอบพระราชพิธีบวงบูรพมหากษัตริย์หลังพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ได้แก่ พระราชวังบางปะอิน และวัดนิเวศธรรมประวัติ ซึ่งได้ปรับแต่งภูมิทัศน์ให้สวยงามสมพระเกียรติ