xs
xsm
sm
md
lg

คลอดแล้ว!! กม.3 ฉบับแจ้งครอบครอง “กัญชา” ไม่ต้องรับโทษ มีผลวันที่ 27 ก.พ.

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ราชกิจจาฯ เผยแพร่ประกาศกระทรวงสาธารณสุข 3 ฉบับ นิรโทษผู้ครอบครอง “กัญชา” 3 กลุ่ม เผยกลุ่มหน่วยงาน-บุคคลด้านวิจัยและรักษามี 7 ประเภท แจ้งครอบครองผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ กลุ่มผู้ป่วยต้องมีใบรับรองยืนยันป่วยจริง ทั้งจากแพทย์ หมอฟัน แพทย์แผนไทย หมอพื้นบ้าน จำนวนต้องเหมาะสมกับโรค ส่วนกลุ่มบุคคลอื่นต้องส่งมอบกัญชา โดยตั้งคณะทำงานรับมอบ และคณะทำงานทำลายกัญชา คณะละ 3 คน หากจะขอใช้ประโยชน์ให้แจ้ง อย.-สสจ.

วันนี้ (26 ก.พ.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ร่างประกาศกระทรวงสาธารณสุข จำนวน 3 ฉบับ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการนิรโทษผู้ครอบครองกัญชา ซึ่งเป็นกฎหมายลำดับรองที่ออกตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2562 ลงนามโดย นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ประกอบด้วย

1.ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง การแจ้งการมีไว้ในครอบครองกัญชา สำหรับผู้มีคุณสมบัติตามมาตรา 26/5 และบุคคลอื่นที่มิใช่ผู้ป่วย ตามมาตรา 22(2) ก่อนพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2562 ใช้บังคับ ให้ไม่ต้องรับโทษ พ.ศ. 2562 กำหนดให้หน่วยงานหรือบุคคลผู้ครอบครองกัญชาก่อนกฎหมายมีผลใช้บังคับ เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ การรักษาผู้ป่วย การใช้รักษาโรคเฉพาะตัว หรือการศึกษาวิจัย ต้องแจ้งลักษณะและปริมาณกัญชาที่มีไว้ในครอบครองภายใน 90 วัน นับแต่ พ.ร.บ.ใช้บังคับ ไม่ต้องรับโทษ มีดังนี้

1.หน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่ศึกษาวิจัยหรือจัดการเรียนการสอนทางการแพทย์ เภสัชศาสตร์ วิทยาศาสตร์ หรือเกษตรศาสตร์ หรือมีหน้าที่ให้บริการทางการแพทย์ เภสัชกรรม หรือวิทยาศาสตร์ หรือมีหน้าที่ให้บริการทางเกษตรกรรมเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์หรือเภสัชกรรม หรือหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่ในการป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติด หรือสภากาชาดไทย 2.ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม เภสัชกรรม ทันตกรรม สัตวแพทย์ชั้นหนึ่ง การแพทย์แผนไทย การแพทย์แผนไทยประยุกต์ หรือหมอพื้นบ้านตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพการแพทย์แผนไทย

3.สถาบันอุดมศึกษาตามกฎหมายว่าด้วยสถาบันอุดมศึกษาเอกชนที่มีหน้าที่ศึกษาวิจัย และจัดการเรียนการสอนเกี่ยวกับทางการแพทย์หรือเภสัชศาสตร์ 4.ผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรมที่รวมกลุ่มเป็นวิสาหกิจชุมชนซึ่งจดทะเบียนตามกฎหมาย ว่าด้วยการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน วิสาหกิจเพื่อสังคมตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น หรือสหกรณ์การเกษตร ซึ่งจดทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยสหกรณ์ 5.ผู้ประกอบการขนส่งสาธารณะระหว่างประเทศ 6.ผู้ป่วยเดินทางระหว่างประเทศที่มีความจำเป็นต้องนำยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 ติดตัวเข้ามาในหรือออกไปนอกราชอาณาจักรเพื่อใช้รักษาโรคเฉพาะตัว และ 7.ผู้ขออนุญาตอื่นตามที่รัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการกำหนดในกฎกระทรวง

ผู้ขออนุญาตในกรณีที่เป็นบุคคลธรรมดา ต้องมีสัญชาติไทย และมีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย ในกรณีที่เป็นนิติบุคคลต้องจดทะเบียนตามกฎหมายไทย และกรรมการของนิติบุคคลหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นอย่างน้อยสองในสามต้องเป็นผู้มีสัญชาติไทย และมีสำนักงานในประเทศไทย ทั้งนี้ สามารถดำเนินการแจ้งการครอบครองด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยาประกาศ และหากคุณสมบัติผ่านจะได้รับหนังสือแสดงการครอบครองกัญชา

2.ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง การครอบครองยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 เฉพาะกัญชา สำหรับผู้ป่วยที่มีความจำเป็นต้องใช้ เพื่อรักษาโรคเฉพาะตัว ก่อนพระราชบญัญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2562 ใช้บังคับให้ไม่ต้องรับโทษ พ.ศ. 2562 กำหนดให้ผู้ป่วยที่มีความจำเป็นต้องใช้กัญชาเพื่อรักษาโรคเฉพาะตัว และมีไว้ในครอบครองก่อน พ.ร.บ.ใช้บังคับ ให้แสดงเอกสารหรือหลักฐานที่แสดงอาการความเจ็บป่วยจากผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ทันตกรรม การแพทย์แผนไทย การแพทย์แผนไทยประยุกต์ หรือหมอพื้นบ้านตามกฎหมาย ว่าด้วยวิชาชีพการแพทย์แผนไทย ภายใน 90 วัน ให้ใช้กัญชาดังกล่าวรักษาโรคเฉพาะตัวต่อไปได้

ปริมาณของกัญชาที่มีไว้ในครอบครองในการรักษาโรคเฉพาะตัว ต้องเหมาะสมกับลักษณะของโรค โดยพิจารณาจากเอกสารหรือหลักฐานของผู้ประกอบวิชาชีพ ปริมาณที่จำเป็นต้องใช้ ต้องไม่เกิน 90 วันนับแต่วันที่ พ.ร.บ.ใช้บังคับ หรือจนกว่าจะได้รับการรักษาและได้รับกัญชาที่สั่งจ่ายจากหน่วยงานของรัฐ สภากาชาดไทย หรือผู้ประกอบวิชาชีพที่มีใบอนุญาต กรณีมีกัญชาไว้ในครอบครองปริมาณเกินตามวรรคหนึ่ง ให้แจ้งและส่งมอบกัญชาปริมาณที่เกินดังกล่าว แจ้งการครอบครองได้โดย กทม.แจ้งที่ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา จังหวัดอื่นแจ้งที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด หรือยื่นทางอิเล็กทรอนิกส์ตามที่เลขาธิการ อย.ประกาศ

และ 3.ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง การกำหนดให้ยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 เฉพาะกัญชาตกเป็นของกระทรวงสาธารณสุข หรือให้ทำลายกัญชาที่ได้รับมอบจากบุคคล ซึ่งไม่ต้องรับโทษ ตามมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2562 กำหนดให้กัญชาที่ได้รับมอบจากผู้มีไว้ในครอบครองก่อนกฎหมายมีผลใช้บังคับ คือ ผู้ไม่ได้รับหนังสือแสดงการมีไว้ในครอบครองกัญชาตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข 2 ฉบับแรก ให้ตกเป็นของกระทรวงสาธารณสุข โดยให้แจ้งและส่งมอบกัญชาในท้องที่ของสถานที่ที่มีไว้ในครอบครอง โดย กทม.ให้แจ้งและส่งมอบที่ อย. จังหวัดอื่นให้แจ้งและส่งมอบที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด

ให้มีคณะทำงานตรวจรับกัญชา จำนวนไม่น้อยกว่า 3 คน ซึ่งแต่งตั้งโดย อย.หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด เพื่อตรวจรับกัญชาและส่งมอบให้กับคณะทำงานทำลายกัญชา ส่วนคณะทำงานทำลายกัญชา กำหนดให้มีจำนวนไม่น้อยกว่า 3 คน โดยเขต กทม.ให้ปลัดกระทรวงสาธารณสุขเป็นผู้แต่งตั้ง มีผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด และ อย. จังหวัดอื่นให้ผู้ว่าราชการจังหวัดแต่งตั้ง มีผู้แทนจาก ปปส. ตำรวจภูธรจังหวัด และ สสจ. โดยให้เสนอปลัด สธ.หรือผู้ว่าฯ ขออนุมัติทำลาย กรณีมีผู้ประสงค์จะขอใช้ประโยชน์กัญชาที่มีผู้ส่งมอบ ให้แจ้งต่อ อย.หรือ สสจ. เพื่อเสนอคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษพิจารณา จากนั้น อย.หรือ สสจ.จึงส่งมอบกัญชาให้ผู้ประสงค์ขอใช้ประโยชน์ต่อไปได้

ทั้งนี้ ประกาศกระทรวงสาธารณสุขทั้ง 3 ฉบับ ให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป


กำลังโหลดความคิดเห็น...