xs
xsm
sm
md
lg

รมว.สธ.ชี้ คุมค่ารักษาต้องเหมาะสม ผู้บริโภคเสนอเพิ่มสัดส่วน กก.ด้าน รพ.เอกชน เชื่อค่ายาถูกลง แต่ยอดบิลเท่าเดิม

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


รมว.สธ. เชื่อคนส่วนใหญ่เห็นด้วยคุมค่ารักษา รพ.เอกชน ย้ำต้องเหมาะสม เกิดผลดี ไม่ใช่ควบคุมตามความเห็นส่วนตัว คณะทำงานออกมาตรการมีความหลากหลาย ด้านผู้บริโภคเสนอเพิ่มสัดส่วนนักวิชาการ ตัวแทนผู้ป่วย-ผู้บริโภคด้วย สมาคม รพ.เอกชน เชื่อคุมแล้วราคาไม่ถูกลง เหตุต้นทุนที่บวกในค่ายา จะไปเพิ่มในหมวดอื่น สุดท้ายค่ายาถูก แต่บิลค่าใช้จ่ายทั้งหมดเท่าเดิม ย้ำ ทุกโรงต้นทุนต่างกัน ไม่ให้บวกคงอยู่ไม่ได้ อาจกระทบรัฐ เพราะช่วยแบ่งเบาการครองเตียง 30-40%

วันนี้ (23 ม.ค.) นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์กรณีคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นของให้เวชภัณฑ์และบริการทางการแพทย์ เป็นสินค้าและบริการควบคุม ว่า เรื่องนี้คิดว่า โดยรวมแล้วส่วนใหญ่เห็นด้วย ส่วนจะควบคุมอย่างไรนั้น ต้องพิจารณาตามความเหมาะสม ไม่ใช่ควบคุมตามความคิดเห็นส่วนตัว ซึ่งก็มีการตั้งคณะทำงานมาพิจารณาเรื่องนี้ ซึ่งก็เหมาะสม เพราะมีทั้งกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงสาธารณสุข รพ.เอกชน และผู้แทนฝั่งผู้บริโภค เป็นต้น ก็ต้องมาคุยกันว่าจะควบคุมตรงไหนอย่างไร โดยผลกระทบต้องเกิดในทางที่ดีด้วย คือ ผู้ป่วยได้รับการคุ้มครอง ขณะที่ รพ.เอกชน ก็จะได้ในแง่ของความโปร่งใส ให้คนศรัทธา

เมื่อถามว่า หลายฝ่ายมีข้อกังวลว่าการควบคุมค่ารักษา จะทำให้มีการค่าอื่นๆ แทน นพ.ปิยะสกล กล่าวว่า เชื่อว่าหลายคนอาจทราบว่า จะมีส่วนไหนที่มีโกาสไปปูดออกมาได้บ้าง ถ้าเรารู้ก็ต้องเข้าไปคุม ซึ่งตนมองว่า รพ.เอกชน ต่างจากสถานประกอบการอื่นๆ ที่จะเอาแต่กำไร

เมื่อถามว่า การกำกับราคาจะกระทบกับการเงิน รพ.ทำให้ไม่มีเงินลงทุนต่อ นพ.ปิยะสกล กล่าวว่า ถ้าบอกว่ากระทบก็ว่ามา คณะทำงานฯ ต้องพิจารณาร่วมกันอยู่แล้ว ว่าสมควรแค่ไหน ส่วนตัวเชื่อว่าไม่มีผลกระทบกับปัญหาหุ้นตกในตลาดหลักทรัพย์อยู่แล้ว

น.ส.สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวว่า ตอนนี้ยังไม่ทราบสัดส่วนคณะทำงานที่จะตั้งขึ้น แต่อยากเสนอสัดส่วนของนักวิชาการ ตัวแทนผู้ป่วย และตัวแทนผู้บริโภคเข้าไปร่วมด้วย อย่างไรก็ตาม เครือข่ายผู้บริโภคอยากเสนอว่า การกำกับค่ารักษาต้องไม่ใช่แค่การแจ้งราคา เพราะวิธีนี้ทำมาเป็น 10 ปี แต่ก็เห็นแล้วว่า ค่ายา รพ.เอกชนสูงกว่ารัฐ 70-100 เท่า สิ่งที่อยากเห็น คือ การกำกับโดยอ้างอิงจากฐานค่ายา ค่ารักษาในโครงการเจ็บป่วยฉุกเฉิน ซึ่ง รพ.เอกชนเองก็รับได้ และที่มีการวิจัยล่าสุดก็พบว่า มีกำไรอยู่ 60% ไม่ใช่ 20% อย่างที่ รพ.เอกชน ระบุ หรือจะใช้วิธีคิดแบบกลุ่มโรคเหมือนที่สิงคโปร์ทำก็ได้ แล้วมาดูว่าจะบวกเพิ่มไปเท่าไร อีกอย่างที่หวัง คือ คนที่ทำประกันชีวิตเมื่อเข้า รพ. แล้วไม่ควรต้องจ่ายค่าห้องเพิ่มอีก

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีข้อมูลว่าคนที่เข้า รพ.เอกชน ซ้ำ มีมากถึง 95% สะท้อนความพอใจคุณภาพและราคา น.ส.สารี กล่าวว่า ต้องไปดูข้อมูล เรื่องร้องเรียนอันดับหนึ่งที่เข้ามาที่กระทรวงสาธารณสุข คือ เรื่องค่ารักษาแพง แต่ สธ. แก้ไม่ได้ และเป็นเรื่องร้องเรียนอันดับ 2 ของมูลนิธิฯ ดังนั้น เรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาของคนส่วนน้อย ไม่ได้กระทบแค่คนที่เดินเข้า รพ.เอกชน แต่มีผลกระทบกับระบบสุขภาพของประเทศเช่นกัน เช่น รพ.เอกชน ออกจากการเป็นสถานพยาบาลในระบบบัตรทองเพราะอ้างว่าได้เงินน้อย ทำให้กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติต้องเพิ่มเงินให้ ตรงนี้ก็กระทบงบประมาณกองทุนแล้ว นอกจากนี้ ยังทำให้แพทย์สมองไหลไปอยู่ รพ.เอกชน ทำให้เกิดปัญหากำลังคนใน รพ.รัฐ ไม่เพียงพอ เป็นต้น เพราะฉะนั้นถ้าพิจารณาจะเห็นว่า ค่ารักษาแพงไม่ใช่แค่ผลกระทบกับเงินในกระเป๋าเท่านั้น แต่มีผลกระทบกับระบบสุขภาพของประเทศ

นพ.เอื้อชาติ กาญจนพิทักษ์ อดีตนายกสมาคมโรงพยาบาลเอกชน กล่าวว่า อย่างที่บอกมาตลอดว่า ต้นทุนของแต่ละโรงพยาบาลไม่เท่ากัน อย่างค่าที่ดินในการก่อตั้งก็ต่างกัน ต้นทุนจะเท่ากันได้อย่างไร และเมื่อมีการปันผลกำไรไม่ได้มาก จึงต้องมีการบวกค่าบริการ ต้นทุนอื่นๆ ลงไปในค่ายาด้วย ซึ่งการที่ควบคุมแล้วจะทำให้ราคาถูกลงหรือไม่นั้น ไม่มีทางถูกลง ซึ่งค่าต่างๆ ที่มีการบวกเพิ่มมีอยู่ในบัญชี รายรับ รายจ่าย แต่รวมอยู่ในบัญชีรายรับค่ายา ทั้งนี้ ครม. มีมติให้ทำอะไรก็พร้อมจะทำ แต่ต้องมีความโปร่งใส คณะทำงานก็ต้องมาคุยกันว่า บอกว่าค่ายาแพงจะให้ไปเพิ่มในหมวดไหนได้บ้าง ค่ายาก็จะถูกลง แต่บิลค่าใช้จ่ายทั้งหมดก็ยังเหมือนเดิม และหากบวกบริษัทประกันจะยินดีจ่ายส่วนที่เพิ่มเข้ามาหรือไม่ ถ้าไม่ให้บวกเพิ่มโรงพยาบาลเอกชนก็อยู่ไม่ได้ สุดท้ายก็ต้องปิดตัวไป ซึ่งโรงพยาบาลเอกชนถือครองเตียงผู้ป่วยอยู่ 30-40 % ของโรงพยาบาลรัฐ หากปิดตัวไปรัฐบาลก็จัดหาไม่ทัน ก็จะกระทบกับทางเลือกของประชาชน ซึ่ง 90-95 % ที่มารับบริการในโรงพยาบาลเอกชนนั้นมีความพึงพอใจในการให้บริการอยู่แล้ว

เมื่อถามว่า การกำกับราคา หากมีการกำหนดเพดาน และให้บวกเพิ่มคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ นพ.เอื้อชาติ กล่าวว่า รพ.เอกชน ถึงอย่างไรก็ไปกำหนดหมวดหมู่อื่นอยู่ดี เพราะเขาอยู่ไม่ได้ เวลานี้มีการแข่งขันเพื่อให้คนไข้พึงพอใจ เช่น คนไข้มาครั้งหนึ่งจ่าย 2,000 บาท บอกว่าคุ้ม กับอีกคนมา 1 ครั้งจ่าย 800 แต่บอกว่าไม่คุ้ม อะไรคือความไม่คุ้ม เป็นสิ่งที่คนไข้แต่ละคนประเมินความเหมาะสมของตัวเองใช่หรือไม่ เพราะฉะนั้นราคาไม่เกี่ยว สิ่งที่เขาได้รับต่างหากที่บอกว่าคุ้ม และก็พิสูจน์แล้วว่า คุ้ม เขาถึงมา รพ.เอกชนซ้ำถึง 95% และไม่ใช่ว่า 95% นี้ คือ คนไม่มีทางเลือก ไม่จริงเลย ยกตัวอย่าง ละแวกรามคำแหง มีทั้ง รพ.แพทย์ปัญญา รพ.เวชธานี เยื้องไปเป็น รพ.สมิติเวชศรีนครินทร์ รพ.รามคำแหง ยังมี รพ.วิภาราม รพ.ลาดพร้าว รพ.เปาโล คือ มีหลายทางเลือก ผู้ป่วยย่อมสามารถปรับตัวไปตาม รพ. ได้ ทุก รพ.มีผู้ป่วยทั้งนั้น เรื่องนี้พิสูจน์ด้วยพฤติกรรม ไม่ใช่คำพูด เขาเลือกเองอยู่แล้ว รพ.ถูกกว่านี้ก็มี แต่เขาไม่เลือกเข้า เพราะเขาพึงพอใจในอีก รพ. ที่มีคุณภาพ ถึงแม้ราคาแพงกว่า สรุป คือ มีความหลากหลายของความพอดี

“รพ. แต่ละโรงมีค่าใช้จ่ายต่างกัน บางโรงหรูหรา มีคนต้อนรับแทบจะอุ้ม แต่บางโรงคนไข้ดำเนินการเอง ทุกอย่างเป็นต้นทุนทั้งนั้น แต่เขาชอบ เขาพอใจว่าที่จ่ายไปนั้นคุ้มค่า เขาถึงไปซ้ำเพราะชอบแบบนี้ ราคาถึงหลากหลาย แต่บางส่วนไปผิดที่ แต่ผลสุดท้ายเขาจะเลือกที่ที่พอใจและเหมาะกับเขาเอง และตอนนี้คนที่เลือกที่ที่พอดีกับเขาคือ 95% เผอิญคน 2-5% ที่ไปผิดที่ ไปที่ไม่เหมาะกับตัวเอง” นพ.เอื้อชาติ กล่าว


กำลังโหลดความคิดเห็น...