xs
xsm
sm
md
lg

ปีหมู 2019 แน่ใจเหรอว่าจะเป็นหมูที่แข็งแรง??

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


เข้าสู่ปี 2562 หรือปี 2019 ที่ตรงกับ “ปีหมู” ทั้งที ทีมข่าวคุณภาพชีวิต MGROnline เลยอยากชวนคุยกันเรื่อง “หมูๆ” สักหน่อย หลายคนอาจเคยได้ยินคำพูดปลอบใจตัวเองว่า อ้วนไม่เป็นไร ขอเป็นหมูที่แข็งแรงก็พอ แต่เราจะเป็นหมูที่แข็งแรงได้จริงหรือ??

เรื่องนี้ทีมข่าวได้มีโอกาสจับเข่าคุยกับ “พญ.พรรณพิมล วิปุลากร” อธิบดีกรมอนามัย ซึ่งได้ฟันธงแล้วว่า การจะเป็น “หมูที่แข็งแรง” หรือ “คนอ้วนที่แข็งแรง” นั้นไม่จริงแน่นอน

พญ.พรรณพิมล อธิบายว่า คนที่เริ่มมีน้ำหนักตัวเกินหรือเริ่มอ้วนนั้น จะมีผลต่อสุขภาพ ซึ่งสามารถสังเกตได้ง่ายๆ คือ การหายใจแรง การเคลื่อนไหว การเปลี่ยนอิริยาบถต่างๆ ก็ลำบากมากขึ้น เพราะต้องแบกรับน้ำหนักตัวเอง บางคนเหงื่อออกที่ข้อพับมาก ไม่สบายตัวและนำมาสู่อารมณ์ที่ไม่ดี หงุดหงิดง่าย ยิ่งถ้าเป็นผู้หญิงก็จะมีความรู้สึกว่าแต่งตัวลำบาก ใส่อะไรก็ยากไปหมด อารมณ์ก็จะไม่ค่อยดี และก็นำไปสู่กรเป็นวัฏจักร อารมณ์ไม่ค่อยดีก็ยิ่งกิน กินแล้วยน้ำหนักก็ยิ่งขึ้น แล้วก็อารมณ์ไม่ดีอีก วนเวียนอยู่เช่นนี้ และเมื่อมีภาวะอ้วนถึงจุดหนึ่งก็จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานง่ายกว่าคนน้ำหนักตัวปกติ กระดูกและข้อเกิดปัญหาจากการรับน้ำหนักตัว รวมไปถึงกลุ่มโรคหัวใจที่จะตามมา

“การจะบอกว่าอ้วนหรือไม่อ้วนนั้น บางทีไม่ต้องรอตรวจสุขภาพ หรือรอให้มีใครมาวิจารณ์ว่าเราอ้วนหรือไม่ หรือไม่ต้องไปวัดค่าอะไรต่างๆ แค่รู้สึกได้ว่า สุขภาพเราเปลี่ยน เคลื่อนไหวไม่คล่องตัว ไม่สบายตัวไปจากเดิม กระจกอันนี้จะแม่นยำกว่าความรู้สึกที่เราปลอบใจตัวเองว่า เรายังไม่อ้วน หรืออ้วนแล้วก็ยังแข็งแรงได้ ก็ควรจะตั้งเป้าหมายว่าเราจะกลับมามีสุขภาพที่ดีได้อย่างไร” พญ.พรรณพิมล กล่าว

อย่างไรก็ตาม เรื่องสัดส่วนของร่างกายเป็นอีกเรื่องที่ต้องนำมาพิจารณาด้วย ซึ่ง พญ.พรรณพิมล บอกว่า แต่ละคนมีโครงร่างและสัดส่วนต่างกัน บางคนมีโครงร่างใหญ่ กระดูกใหญ่ แขนขาใหญ่ จึงเหมือนว่าเป็นคนอ้วน บางคนช่วงบนเล็ก ข้างล่างใหญ่ ก็ดูมีก้นหน่อย แต่ไม่ใช่คนอ้วน เป็นเรื่องรูปร่างของแต่ละคน ซึ่งการจะบอกว่า อ้วนแล้วสุขภาพดีจะเอาไปปนกับคนกลุ่มนี้ไม่ได้ เพราะด้วยรูปร่างสัดส่วนเขา เขาไม่ได้อ้วน จึงต้องกลับไปใช้ภาพรวมน้ำหนัก ส่วนสูง และรอบเอว เป็นตัวกำหนว่าอ่วนหรือไม่อ้วน ซึ่งหากเข้านิยามของคำว่าอ้วนแล้ว ตรงนี้จะชัดเจนว่า ถึงเวลาที่ต้องลดแล้วหรือต้องหันกลับมาดูแลสุขภาพ และอย่าปล่อยให้เรามีน้ำหนักตัวเกินไปมากกว่านี้ เพราะอย่างที่บอกว่า น้ำหนักตัวที่เกินอย่างไรก็ส่งผลต่อสุขภาพ จึงไม่มีทางเป็นหมูที่แข็งแรงได้ ซึ่งไม่ใช่แค่ผู้ใหญ่เท่านั้น แม้แต่เด็กก็เช่นกัน เพราะที่ผ่านมาเราชอบคิดว่าเด็กตุ้ยนุ้ยเป็นเด็กน่ารัก แข็งแรง ก็เลยโดปให้เด็กอ้วนเข้าไว้ แต่จริงๆ แล้วจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพและร่างกายของเด็กในระยะยาวด้วย

“แต่ละคนจึงต้องรู้จักสัดส่วนรูปร่าของตัวเองก่อน ว่าโดยธรรมชาติแล้วรูปร่างของตนเองเป็นอย่างไร ใช่อ้วนหรือไม่ และค่อยมาดูว่าเราเกิดความรู้สึกว่าร่างกายเราเปลี่ยนไป สุขภาพเปลี่ยนไปหรือไม่ หากใช่ก็อาจต้องปรับพฤติกรรม หรือหากจะให้เห้นชัดเจนก็วัดค่าน้ำหนัก ส่วนสูง รอบเอวเลยว่า อ้วนแล้วหรือไม่ หากอ้วนก็ควรดูแลสุขภาพให้ดี และไม่ก้าวไปสู่การมีภาวะอ้วนเพิ่มขึ้น ที่มีความเสี่ยงกับเรื่องโรคอย่างแน่นอน และอยากให้ดูแลสุขภาพมากกว่าหมกมุ่นเรื่องร่างกายว่า อ้วนไม่อ้วน แต่อยากให้กลับมาดูว่านี่คือสุขภาพเรา กลับมาดูแลสุขภาพเรา จะประสบความสำเร็จมากกว่าคนหมกมุ่นเรื่องร่างกาย ที่ในที่สุดก็ยอมแพ้ หรือไปใช้วิธีกินยาหรืออะไรก็จะไม่ค่อยประสบความสำเร็จกับการลดความอ้วนและไม่ดีต่อสุขภาพ ซึ่งหลายคนคุมน้ำหนักกลับมาอยู่ในเกณฑ์ที่พอเหมาะ ก็จะรู้สึกสดชื่นขึ้น คล่องตัวขึ้น โดยรวมก็จะอารมณ์ดีขึ้น เหมือนกลับมามีความรู้สึกที่ดี ร่างกายก็ดีขึ้นด้วย” พญ.พรรณพิมล กล่าว

สำหรับการเปลี่ยนแปลงตัวเองให้มีสุขภาพที่ดีขึ้น พญ.พรรณพิมล แนะนำ 5 ขั้นตอนง่าย คือ 1.ปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมที่ไม่เอื้อก่อน ซึ่งจัดการได้ง่ายที่สุด เช่น ของกินที่มีอยู่เต็มตู้เย็น วาของกินไว้ใกล้มือ เป้นต้น ต้องจัดการสิ่งแวดล้อมก่อน ลดสิ่งแวดล้อมลง หรือลดตัวกระตุ้นลง

2.เลิกความเคยชินเดิมๆ ที่จะมีอยู่ไม่กี่เรื่องที่เราทำซ้ำๆ เดิมๆ เช่น กินอาหารบางอย่าง ทำพฤติกรรมบางอย่างด้วยความเคยชิน ที่นำไปสู่การมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งเรื่องความเคยชินนั้นเป็นเรื่องที่แก้ได้ยาก เพราะสิ่งที่เราเคยชิน เราจะไม่ค่อยรู้ตัว เพราะมันจะสบาย เช่น พูดไปคุยไปกินไป ของที่เราชอบ พอทำมาสักพัก สมองเราก็บันทึกพฤติกรรมตัวเอง จะรู้สึกสบายที่ได้ทำอย่างนั้น จึงต้องเริ่มเปลี่ยนในสิ่งที่ทำอยู่ โดยอาศัยจังหวะสั้นๆ นิดเดียว ที่ต้องรู้สึกลแะบอกตัวให้หยุดทำสิ่งซ้ำๆ หรือถอนความเคยชินก่อน และค่อยๆ เริ่มทำพฤติกรรมใหม่ให้ได้มากขึ้นเรื่อย

3.ตั้งเป้าหมายเพื่อสุขภาพที่ดีของเรา พอตั้งเป้าแล้ว ให้เดินหน้าไปเรื่อยๆ ระหว่างเริ่มทำอาจรู้สึกว่าลำบากหรือยังไม่เห็นผล เพราะน้ำหนักขีดแรกลดยากมาก เพราะมันสะสมมา จึงต้องอาศัยเวลาในการทลายจุดสะสม จึงต้องอาศัยพลังใจ เรียกว่า จุดสตาร์ทอาจจะฝืดหน่อย แต่ถ้าทำต่อเนื่องไปได้ สัปดาห์ที่ 2-3 จะเริ่มเห็น ซึ่งเป็นธรรมชาติกว่าจะจัดการให้เห็นผลได้ การใช้วิธีเร่งรัดจะได้ผลไม่ยั่งยืน

4.ต้องมีแรงหนุน โดยเฉพาะตัวเองเป็นแรงหนุนให้ตัวเอง ทางจิตวิทยาจะมีเซลฟ์ทอล์กหรือพูดกับตัวเอง เช่น ติดรูปภาพตัวเองตอนที่มีรูปร่างที่เหมาะสม หรือให้คำบางอย่างกับตัวเองไว้ ว่าเราจะกลับไปสู่รูปร่างนี้ได้ หรืออาศัยแรงหนุนจากคนรอบข้าง เช่น ครอบครัว กลุ่มเพื่อน ที่ช่วยกันด้วย ก็ยิ่งทำให้คนอยากเปลี่ยนแปลงประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น

และ 5.ไม่มีอะไรที่เราทำไม่ได้ ซึ่งมีตัวอย่างให้เห็นจำนวนมาก บางคนน้ำหนักเกินไป 30-40 กิโลกรัม ก็ยังเปลี่ยนแปลงได้ ดังนั้น จำนวนน้ำหนักไม่ใช่ตัวบอกว่ายากหรือง่าย ไม่ว่าอยู่ขีดเท่าไรก็เอาลงมาได้ อยู่ที่ว่าเราจะมองเรื่องนี้อย่างไร

อย่างไรก็ตาม พญ.พรรณพิมล ระบุว่า อยากจะให้คนตระหนักและรู้สึกตัวที่จะต้องเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมตัวเองก่อนที่จะป่วย ซึ่งการรู้ถึงผลที่ตามมาเสมอทำให้มนุษย์ควบคุมตัวเองได้ดี แต่ความเคยชินก็จะทำให้เราผลัดวันไปก่อน ดังนั้น จึงอยากให้ระลึกเสมอว่า การปล่อยตัวเองให้น้ำหนักตัวมากขึ้นเรื่อยๆ จุดหนึ่งจะส่งผลต่อการทำงานและตามมาด้วยภาระโรค อวัยวะทุกอย่างค่อยๆ ล้าลง จากเกิดโรคเล็กน้อย ตามมาด้วยเกิดโรคมาก ถ้ารอจนมีโรคมากแล้ว เอาน้ำหนักและอวัยวะคืนมาก็อาจกลับมาได้ไม่เต็มทั้งร้อย หลายคนให้คอนเซ็ปต์น่ารักว่า เรากับเขาต้องอยู่ไปด้วยกัน ถ้าเรามีน้ำหนักตัวเยอะทำให้ข้อเข่าทำงานหนักคูณสองเท่า แต่เขาต้องอยู่กับเราอีก 40 ปี แต่เราใช้เขาไป 80 ปีแล้ว จากน้ำหนักตัว 2 เท่า พอถึงเราอายุมากขึ้น จุดที่เราอยากให้เขาอยู่ เขาอาจจะไม่อยู่แล้ว เพราะเขาไม่ไหวแล้ว เราใช้เขาเกินไป คิดเป็นเท่าตัวอย่างนี้ก็ได้ คือใช้ไปเท่าตัวด้วยน้ำหนักที่เกินก็อาจทำให้เรากลับมารู้ตัวเร็วขึ้นในการที่จะเปลี่ยนแปลงตนเอง

รู้อย่างนี้แล้ว จะยังอยากเป็นหมูที่ไม่แข็งแรงอีกหรือ ก็อยู่ที่ตัดสินใจ แต่ปีใหม่แล้วทั้งที มาเปลี่ยนตัวเองให้มีสุขภาพที่ดีน่าจะดีที่สุด