xs
xsm
sm
md
lg

แพทย์จุฬาฯ ลุยเฟสสอง “ยาต้านมะเร็ง” จากภูมิคุ้มกัน พร้อมวิจัยเซลล์บำบัด-วัคซีนรักษามะเร็ง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


คณะแพทย์ จุฬาฯ พร้อมวิจัยเฟส 2 ทันที “ยาแอนติบอดี” ต้านมะเร็งด้วยภูมิคุ้มกัน หลังคนบริจาคเกิน 10 ล้านบาทแล้ว วอนบริจาคต่อเนื่อง เหตุยังต้องใช้เงินอีกมาก หวังสำเร็จช่วยราคายาถูกลงจาก 8 ล้านบาท เหลือ 1 ล้านบาท พร้อมเดินหน้าวิจัยเซลล์บำบัด และวัคซีนรักษามะเร็ง

ความคืบหน้ากรณีคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เดินหน้าวิจัยยาต้านมะเร็งจากภูมิคุ้มกันบำบัด ซึ่งขณะนี้สำเร็จในเฟส 1 แล้ว กำลังเข้าสู่เฟส 2 เพื่อปรับปรุงแอนติบอดีให้คล้ายมนุษย์ที่สุด เบื้องต้นต้องใช้งบประมาณ 10 ล้านบาท และตลอดทั้ง 5 เฟสต้องใช้งบ 1,500 ล้านบาท จนเป็นที่มาของการชักชวนให้ประชาชนร่วมบริจาคทำการวิจัยนั้น

วันนี้ (24 ต.ค.) ศ.นพ.สุทธิพงศ์ วัชรสินธุ​ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ​และ ผอ.รพ.จุฬาลงกรณ์​ สภากาชาดไทย​ แถลงข่าวแพทย์จุฬาฯ ก้าวไกล... สร้างนวัตกรรมการรักษามะเร็ง​ ว่า​ ปัจจุบันมีผู้ป่วยโรคมะเร็งเพิ่มมากขึ้น​ โดยเฉพาะไทยที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุก็เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้พบโรคมะเร็งมากขึ้น​ จุฬาฯ จึงมียุทธศาสตร์ในการวิจัย​ การเรียน การสอนเพื่อให้คนไทยได้รับการดูแลเรื่องโรคมะเร็งอย่างครบวงจร​ โดยจุฬาฯมีความพร้อมในทุกศาสตร์ของโรคมะเร็ง​ และเพื่อขับเคลื่อนให้คนไทยเข้าถึงสิทธิในการรักษาอย่างเท่าเทียม​ โครงการรักษาด้วยแอนติบอดี้จึงเป็นอีกหนึ่งโครงการที่จุฬาฯทำการวิจัยพัฒนาเพื่อนำไปสู่การใช้ประโยชน์จริงต่อสังคม​ ซึ่งต้องใช้เวลานานและมีงบสนับสนุนต่อเนื่อง

นพ.ไตรรักษ์​ พิสิษฐ์กุล​ หัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาเชิงระบบคณะแพทยศาสตร์​ จุฬา​ฯ​ กล่าวว่า​ มะเร็งจะสร้างเซลล์พีดีแอล-1 ขึ้น เพื่อจับกับเซลล์พีดี-1 ของทีเซลล์หรือเซลล์ภูมิคุ้มกัน เพื่อหลอกว่า เป็นเซลล์ปกติ ทำให้ไม่เกิดการทำลายเซลล์มะเร็ง ซึ่งขณะนี้ทีมวิจัยได้ค้นหาแอนติบอดีต้นแบบ 1 ตัว ที่สามารถหยุดการทำงานไม่ให้พีดี-1 และพีดี-แอล1 มาจับคู่กันได้ ให้ผลในหลอดทดลองใกล้เคียงกับยาแอนติบอดีของต่างประเทศ​ ซึ่งปัจจุบันมีการรับรองให้ใช้รักษาในมะเร็ง 15 ชนิด​ อาทิ​ มะเร็งปอด มะเร็งผิวหนัง​ มะเร็งไต มะเร็งต่อมน้ำเหลือง​ มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ​ มะเร็งปากมดลูก​ เป็นต้น กำลังเข้าสู่เฟส 2 ในการปรับปรุงแอนติบอดีให้มีความคล้ายของมนุษย์ ซึ่งสามารถเริ่มได้เลย เพราะได้รับเงินบริจาคเกิน ​10 ​ล้านบาทแล้ว​ ​แต่ยังสามารถบริจาคเข้ามาได้เรื่อยๆ เพราะต้องการงบ 200​ ล้านบาท​ ในการพัฒนาผลิตเข้าโรงงาน อย่างไรก็ตาม จะมีการทำแอนติบอดี้ต้นแบบจากหนูเพิ่มอีก 10 ตัว​ เนื่องจากมีโอกาสเพียง 10% ที่ยาต้นแบบที่เราพัฒนาได้จะไม่ซ้ำกับของประเทศอื่น

“ตั้งเป้าว่าภายในปี 2566 จะมียาใช้ทดลองในผู้ป่วยได้ และหากได้ยาแอนติบอดีมาก็อยากให้เป็นสิทธิบัตรของสภากาชาดไทย​ รวมถึงให้สภากาชาดไทยเป็นผู้กระจายยาดังกล่าว​ ทั้งนี้ การที่เราทำการศึกษาวิจัยพัฒนายารักษามะเร็งขึ้นเองในประเทศไทย​ เพราะขณะนี้เราต้องนำเข้ายาดังกล่าวจากต่างประเทศ 100% ยากลุ่มนี้จึงมีราคาแพง ผู้ป่วยส่วนใหญ่เข้าไม่ถึงการรักษาการผลิตยาใช้เองในประเทศจะทำให้เราสามารถควบคุมราคาค่ารักษาได้และสามารถเพิ่มโอกาสการเข้าถึงยาของผู้ป่วยด้วย” นพ.ไตรรักษ์ กล่าว​

ศ.ดร.พญ.ณัฏฐิยา​ หิรัญกาญจน์ หัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศด้านภูมิคุ้มกันบำบัดมะเร็งคณะแพทย์ศาสตร์จุฬาฯ​ กล่าวว่า​ แอนติบอดีไม่ได้ใช้ได้กับทุกคน ใช้ได้เฉพาะบางคน​เท่านั้น​ อย่างไรก็ตาม หากผู้ป่วยรายใดใช้แอนติบอดีรักษาไม่ได้ก็จะต้องใช้วิธีอื่น​ ซึ่งจุฬาฯ กำลังทำการวิจัยพัฒนา​ต่อยอด​ เช่น​ การ​ใส่เซลล์เม็ดเลือดขาวหรือที่เรียกว่าเซลล์บำบัด​ แต่วิธีนี้ต้องทำในที่ที่มีความสะอาดและปลอดภัยเท่านั้น​ นอกจากนี้ ยังมีวิธีการผลิตวัคซีนรักษาโรคมะเร็ง โดยเป็นการกระตุ้นให้ผู้ป่วยมีภูมิคุ้มกัน​ เป็นต้น ​ซึ่งทั้ง 2 ตัวนี้ จุฬาฯ กำลังต่อยอดทำวิจัยอยู่ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยาแอนติบอดี้ยังมีราคาสูง​เพราะต้องนำเข้าจากต่างประเทศ​ ซึ่งผู้ป่วย 1 รายต้องจ่ายเงินในการรักษาเองประมาณ​ ​8​​ ล้านบาท​ หากจุฬาฯ พัฒนาสำเร็จค่าใช้จ่ายจะถูกลง​ หวังว่าราคาน่าจะอยู่ที่ไม่เกิน​ 1​ ล้านบาท​ หรือถูกลง​ 10​ เท่า​ ​ถือว่ามีความคุ้มค่าในการรักษา​ และเชื่อว่า รัฐบาลอาจมีการนำยาเข้าสู่หลักประกันสุขภาพแห่งชาติหรือสิทธิบัตรทอง​ ดังนั้น เราต้องรีบทำการวิจัยและพัฒนาให้ได้ยามาใช้โดยเร็วที่สุดภายใต้มาตรฐานความปลอดภัย

ผู้สนใจสามารถสมทบทุนได้ที่ศูนย์ความเป็นเลิศด้านภูมิคุ้มกันบำบัดมะเร็งคณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เลขบัญชี 408-004443-4 ชื่อบัญชีคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (เงินบริจาคเพื่อการวิจัย) ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาสภากาชาดไทย และบัญชีใหม่ที่เพิ่งเปิดเลขที่บัญชีกระแสรายวัน ธนาคารไทยพาณิชย์ 045-304669-7 ชื่อบัญชีบัญชีคณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (เงินบริจาคเพื่อการวิจัย)



กำลังโหลดความคิดเห็น...