xs
sm
md
lg

หมอชี้ภาพอาหารกลางวัน “เซนต์คาเบรียล” น้อยกว่าที่เด็กควรได้รับ รับไม่ได้ให้ขนมถุง หนุนพ่อแม่ร่วมดีไซน์เมนู

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


หมอโภชนาการ ชี้ ภาพอาหารกลางวัน “เซนต์คาเบรียล” ในโซเชียล อาจน้อยกว่าคำแนะนำสารอาหารที่เด็ก ป.1 - 4 ควรได้รับ ย้ำให้ขนมถุงเป็นของว่างไม่ถูกหลัก ยิ่งทำให้เด็กอ้วน รับไม่มีการตรวจประเมินคุณภาพอาหารกลางวัน ร.ร.เอกชน เหตุไม่ได้ร่วมกองทุนอาหารกลางวัน เสนอผู้ปกครอง ชุมชน ต้องร่วมดีไซน์เมนูอาหารและวัตถุดิบ ช่วยลูกได้อาหารคุณภาพ ปริมาณเหมาะสม

จากกรณีกลุ่มครู ผู้ปกครอง ศิษย์เก่า และศิษย์ปัจจุบันโรงเรียนเซนต์คาเบรียล ออกมากดดันให้ ภราดา ผศ.ดร.วินัย วิริยวิทยาวงศ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนเซนต์คาเบรียลลาออก จากการบริหารงานไม่โปร่งใส คุณภาพการศึกษาด้อยลง รวมไปถึงอาการกลางวันที่ไม่ได้คุรภาพ โดยมีการเผยแพร่ภาพทางโซเชียลมีเดียก่อนหน้านี้แสดงถึงอาหารกลางวันของนักเรียนชั้น ป.1 - 4 ที่ปริมาณน้อยจนน่าตกใจ และมีการให้ขนมถุงเป้นของว่างแทนผลไม้ต่างๆ

วันนี้ (21 ก.พ.) พญ.นภาพรรณ วิริยอุตสาหกุล ผู้อำนวยการสำนักโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า จากการคำนวณความต้องการสารอาหารของเด็กวัยเรียนนั้นพบว่า ปริมาณอาหารกลางวันสำหรับเด็กวัยเรียน 1 มื้อ ในกลุ่มเด็กอนุบาลอายุ 4 - 5 ขวบ ข้าวแป้งอยู่ที่ 1 ทัพพีครึ่ง ผัก 3 ช้อนกินข้าวหรือ 1 ทัพพี ผลไม้ 1 ส่วน เนื้อสัตว์ 1 ช้อนกินข้าว และนม 1 แก้ว อาหารกลางวันเด็กประถมศึกษาอายุ 6 - 13 ปี ข้าวแป้งควรอยู่ที่ 2 ทัพพีครึ่งถึง 3 ทัพพี ผัก 4 ช้อนกินข้าว ผลไม้ 1 ส่วน เนื้อสัตว์ 2 ช้อนกินข้าว และนม 1 แก้ว ส่วนอาหารกลางวันเด็กอายุ 14 - 18 ปีหรือมัธยม ข้าวแป้งควรอยู่ที่ 3 ทัพพี - 3 ทัพพีครึ่ง ผัก 5 ช้อนกินข้าว ผลไม้ 1 ส่วนครึ่ง เนื้อสัตว์ 3 ช้อนกินข้าว และนม 1 แก้ว

“หากภาพอาหารกลางวันสำหรับเด็ก ป.1 - 4 ดังกล่าวที่เผยแพร่ทางโซเชียลมีเดียเป็นของจริง ก็ถือว่าน้อยกว่าคำแนะนำปริมาณสารอาหารที่เด็กควรได้รับ นอกจากนี้ ตามหลักอาหารกลางวันโรงเรียน ก็ไม่สนับสนุนให้มีการให้ขนมถุง เนื่องจากมีแต่พลังงาน แป้ง น้ำตาล และไขมัน ซึ่งไม่มีประโยชน์ ทั้งที่ขณะนี้เด็กวัยเรียนก็มีปัญหาแนวโน้มอ้วนขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วย ซึ่งขนมอาหารว่างควรจัดเป็นผลไม้มากกว่า แต่เข้าใจว่าโรงเรียนรัฐที่ไม่ได้มีงบอุดหนุนอาหารกลางวันมาก ปัจจุบันอยู่ที่ 20 บาทต่อคนต่อวัน ก็ไม่เพียงพอในการจัดอาหารตามนี้ ก็เสนอว่า ใน 5 วันที่ต้องจัดอาหารกลางวันให้เด็ก ควรเป็นผลไม้อย่างน้อย 3 วัน อีก 2 วันที่เหลือควรเป็นขนมแบบไทยๆ และหวานน้อย เช่น ต้มถั่วเขียวที่มีวิตามินบี หรือเต้าส่วน เป็นต้น ไม่แนะนำขนมสำเร็จ อบ หรือเบเกอรี ซึ่งไม่ดีต่อสุขภาพ” พญ.นภาพรรณ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า ตามปกติแล้วมีการตรวจประเมินคุณภาพอาหารกลางวันเด็กโรงเรียนเอกชนด้วยหรือไม่ พญ.นภาพรรณ กล่าวว่า การตรวจคุณภาพอาหารกลางวัน จะเป็นหน้าที่ของกองทุนเพื่อโครงการอาหารกลางวันในโรงเรียนประถมศึกษา ซึ่งอยู่ภายใต้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) แต่ก็มีสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ร่วมเป้นกรรมการด้วย แต่งบอุดหนุนอาหารกลางวันก็จะหนุนในกลุ่มโรงเรียนรัฐสังกัด สพฐ.และท้องถิ่น รวมถึงโรงเรียนเอกชนที่ขาดแคลนจริงๆ ซึ่งการสุ่มตรวจนั้นจะมีการดำเนินการเรื่อยๆ ในโรงเรียนรัฐ ส่วน ร.ร.เอกชนจะเป็นการตรวจคุณภาพเมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นมากกว่า เนื่องจาก ร.ร.เอกชนเกือบทั้งหมดไม่ได้อยู่ในกองทุนนี้ แต่อาศัยเงินสนับสนุนจากผู้ปกครองแทน

เมื่อถามถึงปัญหาครูขาดความรู้โภชนาการในการจัดอาหารกลางวัน พญ.นภาพรรณ กล่าวว่า จากการประเมินคุณภาพอาหารกลางวันพบว่า หากครูจบคหกรรมหรือมีความรู้โภชนาการ คิดเมนูเอง ให้แม่ครัวไปซื้อวัตถุดิบและมีการทำอาหารเอง โดยดึงเด็กมาร่วมทำอาหารด้วยนั้น คุณภาพอาหารกลางวันจะดีมาก แต่ส่วนใหญ่ครูจะไม่มีเวลา ก็จะจ้างคนนอกหรือคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งทำอาหารมาส่ง ก็จะมีปัญหาหากครูไม่ตรวจสอบคุณภาพ หรือเปิดพื้นที่ให้มีคนมาขายอาหาร ก็จะไม่สามารถควบคุมคุณภาพอาหารได้เช่นกัน ทั้งนี้ ที่ผ่านมามีการฝึกอบรมครูโดยตลอด แต่ก็ยังไม่ครอบคลุม เพราะโรงเรียนมีเป็นจำนวนมาก ซึ่งหากครูนำความรู้จากการอบรมไปปฏิบัติเชื่อว่าคุณภาพอาหารกลางวันจะดีขึ้น ที่สำคัญยังมีซอฟต์แวร์ไทยสคูลลันช์โปรแกรม ที่ผลิตโดยสำนักโภชนาการ กรมอนามัย ร่วมกับสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล และเนคเทค ที่จะช่วยคำนวณว่าเมนูที่เราต้องการทำให้เด็กนักเรียนนั้น เมนูนี้ต้องใช้วัตถุดิบประมาณเท่าไร ราคาเท่าไร จึงจะเหมาะสมกับจำนวนเด็กในแต่ละวัย ซึ่งพบว่าโรงเรียนที่มีการนำซอฟต์แวร์ดังกล่าวมาใช้ คุณภาพอาหารกลางวันจะดีมาก

“อีกปัจจัยที่จะช่วยให้อาหารกลางวันมีคุณภาพมากขึ้น คือ ต้องเกิดความร่วมมือในการดูแลอาหารกลางวันระหว่างโรงเรียน ครู ผู้ปกครอง และชุมช ในการช่วยดีไซน์เมนูอาหารกลางวันของเด็ก การดูแลวัตถุดิบอาหาร ซึ่งหากมีความร่วมมือเช่นนี้ คุณภาพอาหารกลางวันจะดีขึ้นอย่างมาก เพราะอย่างบางพื้ที่ที่ดำเนินการก็พบว่าคุณภาพอาหารดีจริง อย่างผู้ปกครองที่เป็นเกษตรกรก็จะได้พืชผักที่ปลอดสารพิษมาทำอาหารกลางวันในโรงเรียนอีก เป็นต้น” พญ.นภาพรรณ กล่าว
กำลังโหลดความคิดเห็น...