xs
sm
md
lg

พัฒนาแอปฯ ติดตามดูแล “เด็กสมาธิสั้น” คาดแล้วเสร็จ เม.ย.นี้

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


กรมสุขภาพจิต เร่งพัฒนาแอปพลิเคชันเชื่อมระบบการดูแล “เด็กสมาธิสั้น” ในครู ผู้ปกครอง เจ้าหน้าที่สาธารณสุข ตั้งแต่ให้ความรู้ การประเมินอาการเด็ก การติดตามผลการดูแลรักษาทั้งด้านพฤติกรรม การเรียน เพิ่มความสะดวกพ่อแม่ ขณะนี้อยู่ระหว่างศึกษาวิจัยออกแบบ คาดจะทดลองใช้เดือนเมษายน 2561

น.ต.นพ.บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า ปัญหาสุขภาพจิตในกลุ่มเด็กที่พบมากที่สุดและน่าเป็นห่วงที่สุด คือ โรคสมาธิสั้น หรือที่เรียกว่าโรคไฮเปอร์ เกิดจากภาวะบกพร่องในการทำหน้าที่ของสมอง ทำให้เด็กเกิดความผิดปกติที่สำคัญ 3 ด้าน คือ มีช่วงสมาธิสั้นกว่าปกติ มีความสนใจต่ำ ซุกซนอยู่ไม่นิ่งหรือซนผิดปกติ และพฤติกรรมหุนหันพลันแล่น อาการมักเกิดก่อนอายุ 7 ขวบ และต่อเนื่องติดต่อกันนานกว่า 6 เดือน หากไม่ได้รับการดูแลรักษาตั้งแต่ต้น จะกลายเป็นปัญหาระยะยาวส่งผลต่อพัฒนาการในด้านลบไปจนถึงวัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่ เช่น ต่อต้านสังคม เกเร ใช้ความรุนแรงต่อคนอื่น ติดยาเสพติด และเกิดภาวะซึมเศร้า เป็นต้น ผลสำรวจของกรมสุขภาพจิตล่าสุดในปี 2555 พบเด็กวัยประถมศึกษาอายุ 6 - 12 ปี มีอัตราป่วยโรคสมาธิสั้นร้อยละ 8.1 หรือมีประมาณ 1 ล้านคน กรมฯ ได้เร่งพัฒนาระบบบริการ โดยให้สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ กทม. เร่งวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี สร้างนวัตกรรมบริการ เพื่อให้เด็กที่ป่วยโรคสมาธิสั้นทุกพื้นที่ได้รับการดูแลทั่วถึงและต่อเนื่อง มีประสิทธิภาพที่สุด

พญ.มธุรดา สุวรรณโพธิ์ ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ กทม. กล่าวว่า หัวใจสำคัญของการดูแลรักษาเด็กที่ป่วยโรคสมาธิสั้นที่มีประสิทธิภาพสูงสุด คือ การร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดทั้งครอบครัว โรงเรียนและโรงพยาบาล ขณะนี้สถาบันฯได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เขตสุขภาพที่ 4 โรงพยาบาลสวนปรุง โรงพยาบาลยุวประสาทไวทโยปถัมภ์ สถาบันพัฒนาการเด็กราชนครินทร์ จ.เชียงใหม่ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานีและสำนักงานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน ทำการวิจัยเพื่อพัฒนาแอปพลิเคชันบนมือถือและแท็บเล็ต ใช้ช่วยติดตามการดูแลเด็กวัยเรียนที่ป่วยโรคสมาธิสั้นแบบบูรณาการร่วมระหว่างผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรง 3 ฝ่ายคือ ครู ผู้ปกครองและบุคลากรทางการแพทย์  

แอปพลิเคชันนี้ มีส่วนประกอบหลัก ได้แก่ 1. ความรู้เรื่องโรค 2. การประเมินลักษณะอาการเด็กด้วยแบบมาตรฐานของกรมสุขภาพจิต 3. การติดตามผลความก้าวหน้าของเด็กสมาธิสั้นทั้งการเรียนและพฤติกรรม และ4.การประเมินความเครียดครู พ่อแม่ แอปฯนี้จะช่วยให้ผู้ปกครองสามารถจัดการแบบแผนชีวิตของเด็กโดยเฉพาะชีวิตประจำวันได้ถูกต้อง สามารถเรียกใช้งานได้อย่างสะดวกทุกพื้นที่ตลอด 24 ชั่วโมง ขณะนี้อยู่ระหว่างการออกแบบให้สอดคล้องกับความต้องการของครู ผู้ปกครองและเจ้าหน้าที่สาธารณสุข คาดว่าจะทดลองใช้ในเดือนเมษายน 2561 นี้ และจะปรับปรุงพัฒนาประสิทธิภาพก่อนขยายผลใช้ทั่วประเทศต่อไปโดยเร็ว

สำหรับการดูแลเด็กวัยเรียนโรคสมาธิสั้นแบบบูรณาการ ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ 1. การคัดกรองอาการของโรคสมาธิสั้นโดยผู้ปกครองและครู 2. การปรับพฤติกรรมโดยผู้ปกครองที่บ้าน 3. การปรับพฤติกรรมและการจัดการเรียนการสอนที่เหมาะสมโดยครูที่โรงเรียน 4. การประเมินอาการและการรักษาโดยผู้ให้บริการทางการแพทย์ที่โรงพยาบาล และ 5. การส่งต่อติดตามโดยครูเป็นผู้จัดการ (case manager) จะทำให้เด็กได้รับการดูแลต่อเนื่อง และการปรับพฤติกรรมของเด็ก โดยลดพฤติกรรมเสียเพิ่มพฤติกรรมดีอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ เริ่มทำทีละน้อย ทำมากกว่าพูด ชมเชยเมื่อทำดี เด็กส่วนหนึ่งประมาณร้อยละ 30 เมื่อผ่านวัยรุ่นอาการจะหายเอง ไม่ต้องกินยา ที่เหลือยังมีอาการหลงเหลืออยู่บ้าง แต่จะควบคุมตัวเองดีขึ้น เรียนหรือทำงานได้เหมือนคนทั่วไป

“สาเหตุของการเกิดโรคนี้ เชื่อว่าเกิดจากพันธุกรรมร้อยละ 80 - 85 และยังมีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคนี้คือ การได้รับสารตะกั่ว สารฆ่าแมลง รวมถึงมารดาที่สูบบุหรี่หรือดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ติดสารเสพติดระหว่างตั้งครรภ์ ซึ่งสามารถทำลายการเจริญเติบโตสมองของเด็กได้ หากไม่ได้รับการตรวจวินิจฉัย รักษาและปรับพฤติกรรมอย่างถูกต้องตั้งแต่มีอาการแรกเริ่ม เด็กสมาธิสั้นมีโอกาสจะไม่ประสบผลสำเร็จในการเรียน หรือเกิดการบาดเจ็บจากเกิดอุบัติเหตุได้มากกว่าเด็กปกติ มีโอกาสกลายเป็นเด็กเกเร ต่อต้านสังคมหลังอายุ 16 ปี สูงกว่าเด็กปกติ  3 - 4 เท่าตัว และเด็กกลุ่มนี้หากถูกทำโทษบ่อยๆหรือถูกลงโทษอย่างรุนแรง จะมีอาการซึมเศร้า ทำร้ายตัวเอง เมื่อโตขึ้นมีแนวโน้มใช้พฤติกรรมก้าวร้าวคนอื่นเช่นทุบตี ทำร้ายคู่สมรส ใช้ความรุนแรงในครอบครัว การดูแลรักษาจึงเป็นการป้องกันปัญหาสังคมนี้ด้วย” พญ.มธุรดา กล่าว
กำลังโหลดความคิดเห็น...