xs
xsm
sm
md
lg

ปชช.ร้องเรียนถูก “สินค้า-บริการ” เอาเปรียบมากสุด เหตุโฆษณาเกินจริง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


ศูนย์พิทักษ์สิทธิผู้บริโภค เผย ปี 60 ปชช. ร้องเรียนถูกเอาเปรียบด้านสินค้า - บริการมากสุด 41.54% ส่วนใหญ่เป็นโฆษณาเกินจริงทำให้หลงเชื่อ ตามด้วยการเงินธนาคาร โดยเฉพาะหนี้บัตรเครดิต บริการสาธารณะ พบปัญหาเกิดจากผู้ประกอบธุรกิจไม่ทำตามกฎหมาย เหตุหน่วยงานรัฐไม่มีมาตรการบังคับใช้กฎหมายเป็นรูปธรรม

วันนี้ (25 ธ.ค.) นางนฤมล เมฆบริสุทธิ์ หัวหน้าศูนย์พิทักษ์สิทธิผู้บริโภค กล่าวว่า ปัญหาการถูกเอารัดเอาเปรียบของผู้บริโภคที่มีการร้องเรียนมากที่สุดในปี 2560 ตั้งแต่ ม.ค. - พ.ย. มียอดร้องเรียนจำนวน 1,153 ราย ผ่านช่องทางโทรศัพท์ เว็บไซต์ ร้องเรียนผ่านจดหมาย เข้ามาด้วยตนเอง อีเมล และการร้องเรียนผ่านทางเฟซบุ๊ก อันดับแรก คือ ปัญหาด้านสินค้าและบริการทั่วไป ที่มียอดผู้ร้องเรียน เพิ่มขึ้นถึง 41.54% โดยเฉพาะการโฆษณาเกินจริงที่ทำให้ผู้บริโภคหลงเชื่อและซื้อสินค้า เช่น การโฆษณาขายกระทะยี่ห้อโคเรียคิงส์ ที่ข้อความโฆษณาระบุการลดราคาจาก 18,000 บาท และ 15,000 บาท ลดราคาเหลือ 3,900 บาท และ 3,300 บาท ซื้อหนึ่งแถมหนึ่ง มีคุณสมบัติทนความร้อน และไม่ต้องใช้น้ำมัน ทำให้ผู้บริโภคจำนวนมากหลงเชื่อและซื้อสินค้าดังกล่าว แต่เมื่อผู้บริโภคนำมาใช้งานกลับไม่เป็นตามโฆษณา และมาทราบภายหลังว่าราคากระทะดังกล่าวเป็นราคาปลอม เป็นต้น และบริการสถานเสริมความงามที่ซื้อคอร์สบริการแล้ว ไม่สามารถยกเลิกสัญญาได้ เพราะข้อสัญญาระบุไม่คืนเงินทุกกรณี อีกทั้งบริการสถานออกกำลังกาย ที่ปิดกิจการโดยไม่แจ้งล่วงหน้า เป็นต้น

นางนฤมล กล่าวว่า อันดับสอง คือ ด้านการเงินการธนาคาร 34.69% ได้แก่ ปัญหาหนี้บัตรเครดิตร้องเรียนมากที่สุด รองลงมาคือ ปัญหาเช่าซื้อรถ อันดับสาม ด้านบริการสาธารณะ คือ การใช้บริการรถโดยสารสาธารณะแล้วเกิดอุบัติเหตุ เป็นต้น เมื่อนำปัญหาที่ผู้บริโภคถูกเอาเปรียบมาวิเคราะห์ทำให้เราทราบว่า สาเหตุของปัญหาที่สำคัญในการร้องเรียนเกิดจากพฤติกรรมของผู้ประกอบธุรกิจที่เอารัดเอาเปรียบไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ทำให้ผู้บริโภคได้รับข้อมูลข่าวสารที่ไม่ครบถ้วน จนทำให้หลงเชื่อโฆษณาซื้อสินค้าและบริการ อีกทั้งข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมเอาเปรียบผู้บริโภค ทำให้ผู้บริโภคได้รับความเสียหาย ที่สำคัญ อีกอย่างคือหน่วยงานรัฐไม่มีมาตรการบังคับใช้กฎหมายที่เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะปัจจุบันพบว่าผู้ประกอบการใช้ช่องทางการการโฆษณาขายสินค้าผ่านระบบออนไลน์ที่หลากหลาย เช่น เว็บไซต์ เฟซบุ๊ค อินสตาแกรม เป็นต้น จึงทำให้ผู้บริโภคที่ได้รับผลกระทบจากการใช้สินค้ามีเป็นจำนวนมากขึ้นด้วย

“อยากเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐทั้งคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) รวมถึงหน่วยงานที่ดูแลผู้บริโภคต่างๆ มีมาตรการที่ล้ำหน้าในการแก้ปัญหาผู้บริโภคเชิงนโยบายไม่ใช่แก้ปัญหาเพียงรายกรณี แม้จะมีผู้เสียหายต่อผลิตภัณฑ์ตัวเดียวกัน รวมถึงขอให้มีการออกระเบียบ หรือเป็นกฎหมายบังคับ การอนุมัติโฆษณาขายสินค้าที่กระทบกับสุขภาพของผู้บริโภคเช่นโฆษณาเครื่องสำอาง โฆษณาอาหาร ไม่ใช่เปิดช่องว่างให้ผู้ประกอบการด้วยการแค่เพียงขอความร่วมมือ ซึ่งโดยมากหากไม่บังคับก็จะไม่ปฏิบัติตาม และขอให้ทำงานเชิงรุกในการตรวจสอบและเฝ้าระวังการโฆษณาขายของทางโทรทัศน์ สื่อออนไลน์ เหมือนการออกไปตรวจจับการผลิตเครื่องสำอางต่างๆด้วยเช่นกัน ไม่ต้องรอให้ผู้บริโภคร้องเรียนมาก่อนจึงจะดำเนินการ” หัวหน้าศูนย์พิทักษ์สิทธิผู้บริโภค กล่าว

กำลังโหลดความคิดเห็น...