xs
xsm
sm
md
lg

สื่อสารกับลูก : ท่าทีสำคัญกว่าคำพูด /สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) จัดงานรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และบุคคลในครอบครัว ประจำปี 2560 ภายใต้แนวคิด “สร้างครอบครัวไร้รุนแรง ด้วยสื่อสารที่สร้างสรรค์” ด้วยคำขวัญ “หยุด! คำร้าย ทำลายครอบครัว” โดยการรณรงค์ให้ครอบครัวและสังคมมีการสื่อสารเชิงบวกเพื่อสร้างสัมพันธภาพที่ดีในครอบครัว

เหตุการณ์ความรุนแรงในครอบครัวที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ส่วนหนึ่งเป็นการใช้วาจาที่ไม่เหมาะสมระหว่างบุคคลในครอบครัว และส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมของครอบครัว และต่อสุขภาพกายและจิตของบุคคลในครอบครัว จึงจำเป็นต้องเริ่มต้นครอบครัวด้วยการสื่อสารเชิงบวกต่อกัน ให้เกียรติกันทั้งทางกายและวาจา จะช่วยลดการเกิดความรุนแรงในครอบครัวได้

เพราะการสื่อสารระหว่างกันจะเป็นปัจจัยสนับสนุนที่ดีในการทำให้อีกฝ่ายมีพฤติกรรมที่ดีขึ้น และการสื่อสารในเชิงให้กำลังใจจะช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในครอบครัวให้มีความผูกพันรักใคร่ และครอบครัว มีความเข้มแข็งกันมากยิ่งขึ้น

โดย พม. ได้จัดทำแบบสำรวจความคิดเห็น 10 คำดีที่อยากได้ยินจากคนในครอบครัว และ 10 คำ ไม่ดีที่ไม่อยากได้ยินจากคนในครอบครัว

10 คำดี ประกอบด้วย 1) เหนื่อยไหม 2) รักนะ 3) มีอะไรให้ช่วยไหม 4) คำชมเชย (เก่ง/ดี/เยี่ยม) 5) ไม่เป็นไรนะ 6) สู้ๆ นะ 7) ทำได้อยู่แล้ว 8) คิดถึงนะ 9) ขอบคุณนะ และ 10) ขอโทษนะ

ส่วน 10 คำร้าย ประกอบด้วย 1) ไปตายซะ 2) คำด่า (เลว/ชั่ว) 3) แกไม่น่าเกิดเป็นลูกฉันเลย 4) ตัวปัญหา 5) ดูลูกบ้านอื่นบ้างสิ 6) น่ารำคาญ 7) ตัวซวย 8) น่าเบื่อ 9) ไม่ต้องมายุ่ง 10) เชื้อพ่อเชื้อแม่มันแรง

จะว่าไปเป็นเรื่องสร้างสรรค์ที่พม.เขาจัดให้ ซึ่งก็สร้างกระแสในสังคมได้ไม่น้อย เพราะเป็นตัวอย่าง “คำพูด” ที่หลายครอบครัวใช้บ่อย ทั้งที่ตั้งใจ และไม่ตั้งใจ ทั้งที่ควบคุมอารมณ์ได้และไม่ได้

เรื่องคำพูดเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ !

บรรดานักวิชาการและผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับเด็กพยายามรณรงค์ให้ผู้ใหญ่ใช้คำพูดบวกกับเด็กมาโดยตลอด แต่ก็ยังไม่ได้ผลนัก เพราะปัญหาเรื่องการกระทำความรุนแรงในเด็กก็ยังเป็นปัญหาใหญ่ในสังคม และสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ ก็คือ ตัวอย่างในสังคมที่อยู่ล้อมรอบตัวเด็กแทบทุกวี่วัน

แต่ก็ย่อมดีกว่าไม่ทำอะไร เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ !

การสื่อสารภายในครอบครัวเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างสัมพันธภาพที่ดีให้เกิดขึ้นกับสมาชิกในครอบครัว การสื่อสารของผู้ใหญ่ในบ้าน ไม่ว่าจะบทบาทไหนก็ตาม สามีภรรยา ปู่ย่าตายาย พ่อแม่ ฯลฯ ล้วนแล้วอยู่ในสายตาของเด็ก มีผลต่อเด็กแน่นอน ถ้าเด็กได้เห็นแบบอย่างที่ดี การสื่อสารที่ดี ก็เท่ากับเป็นการสอนลูกทางตรงตั้งแต่เขายังเล็ก ตรงกันข้ามถ้าเขาเติบโตขึ้นมาในครอบครัวที่ใช้คำพูดร้ายๆ ลบๆ เขาก็จะนำเอาคำเหล่านั้นติดตัวไป

ใครๆ ก็อยากได้ยินคำดีๆ คำพูดที่หวานหู ไม่มีใครอยากได้ยินคำร้ายๆ คำพูดไม่ดีมิใช่หรือ แต่ทำไมเรายังคงพบเห็นการใช้ความรุนแรงทางคำพูดต่อเด็กและสตรีอยู่มิใช่น้อย ยิ่งเข้าสู่สังคมออนไลน์ เราจะได้เห็นนักเลงคีย์บอร์ดที่ใช้สารพัดเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการใช้คำสบถ ต่อว่าผู้อื่น ชนิดที่ใช้ภาษาไม่สุภาพไปจนถึงหยาบคายก็มาก และแน่นอน เมื่อเด็กยุคนี้เข้าสู่โลกออนไลน์ ก็เสพคำลบๆ เหล่านี้ไปได้เร็วกว่าคำบวกๆ

ฉะนั้น การสร้างภูมิต้านทานในครอบครัวเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง การสื่อสารภายในครอบครัว การสื่อสารกับลูก การพูดคุยกับลูกมีความสำคัญ แต่ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น คือ “ท่าที” ที่มีต่อลูก

คำพูดของพ่อแม่เป็นร้อยคำ อาจไม่เท่าท่าทีที่มีต่อลูกเพียงครั้งเดียว ! โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อลูกโตขึ้น การสื่อสารกับลูกก็ต้องดูให้เหมาะสมกับวัย เข้าใจพัฒนาการตามวัยของเขา เรียนรู้จักพื้นนิสัยของลูก ก็จะทำให้การสื่อสารของพ่อแม่สามารถรับมือได้อย่างเหมาะสม

ต้องยอมรับว่า การแสดงความรักของพ่อแม่ที่มีต่อลูกของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ฉะนั้น เรื่องท่าทีจึงมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่าคำพูด เพราะพ่อแม่บางคนอาจไม่ได้บอกรัก แต่ด้วยท่าทีก็เป็นการแสดงออกที่ลูกสัมผัสได้ ตรงกันข้ามกับพ่อแม่ที่แม้จะบอกรักลูกทุกวัน แต่ดูเหมือนลูกกลับสัมผัสไม่ได้

ท่ามกลางสังคมที่เปราะบาง การแสดงความรัก ท่าทีที่เป็นมิตรจะเป็นเกราะกำบังให้เด็กเติบโตขึ้นไปอย่างมั่นใจและมั่นคงทางอารมณ์มากกว่าเด็กที่ถูกปล่อยปละละเลย หรือถูกมองข้ามเรื่องท่าที

แล้วท่าทีแบบไหนที่สำคัญกว่าคำพูด

ประการแรก - ใช้ปิยวาจาพูดคุยกันเสมอ

การใช้ปิยวาจาสื่อสารในครอบครัว ไม่ว่าจะชอบใจหรือไม่ชอบใจเป็นจุดเริ่มต้นของการแสดงท่าทีของความรัก ความห่วงใย คำพูดที่ให้กำลังใจในยามท้อแท้ หรือการพูดปลอบใจอีกฝ่าย เช่น ลูกกลับบ้านมาด้วยอารมณ์มึนตึง เหวี่ยง และพาลไม่พอใจทุกคนในบ้าน สิ่งที่พ่อแม่ต้องทำ คือช่วยลูกให้พ้นจากห้วงอารมณ์นั้นด้วยปิยวาจา ให้เขาใจเย็น และพร้อมที่จะยืนเคียงข้างลูกในการหาทางออกร่วมกันแก้ปัญหา

ประการที่สอง - ท่าทีและคำพูดต้องสอดคล้องกัน

ข้อนี้สำคัญมาก เพราะหลายสถานการณ์คำพูดกับท่าทีไม่ได้ไปด้วยกัน คนที่รับฟังจะรับรู้ได้ว่าไม่จริงใจ เช่น การใช้คำพูดว่าขอโทษ แต่คนพูดอาจพูดเพียงเพื่อให้เรื่องจบๆ แต่ไม่ได้ขอโทษเพราะคิดว่าสิ่งที่ตนทำนั้นผิดจริง สุดท้ายก็อาจทำให้สถานการณ์แย่ลงด้วย

ฉะนั้น จำเป็นต้องให้ลูกเรียนรู้ว่าคำดี ๆ มากมายที่ควรพูดและผู้คนอยากได้ยิน ก็ต้องมาพร้อมกับท่าทีที่จริงใจ มิใช่เสแสร้ง ยิ่งยุคนี้ผู้คนใช้โลกออนไลน์กันมากขึ้น การแสดงท่าทีที่จริงใจของผู้คนก็จะลดน้อยลง เพราะเห็นกันผ่านออนไลน์ แต่ไม่เห็นหน้ากัน ไม่เห็นอารมณ์ความรู้สึกของกันและกัน

ประการที่สาม - มองหน้ากันระหว่างสื่อสาร

เรื่องสำคัญที่มักถูกมองข้ามเสมอ คือการสบสายตาหรือมองหน้ากันระหว่างพูดคุย เพราะมันคือการแสดงออกว่าเราสนใจ ตั้งใจรับฟัง และเห็นความสำคัญของเขาอย่างจริงใจ ซึ่งจะทำให้การพูดจาง่ายขึ้น และบางสถานการณ์อาจช่วยระงับอารมณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างการพูดคุยได้ รวมถึงการรับฟังความคิดเห็นของลูกด้วย

การมองหน้าลูกเมื่อพูดคุยกับเขา จะช่วยสอนให้ลูกเรียนรู้การแสดงออกทางสีหน้า ซึ่งจะช่วยเพิ่มพูนทักษะในการสื่อสารของเขา สิ่งสำคัญเป็นอย่างยิ่ง คือ ควรมองหน้าลูกเมื่อคุยกับเขาตั้งแต่เมื่อเขายังเล็ก และเมื่อเขาโตขึ้น ก็ควรที่จะพูดต่อหน้าเขา เวลาที่ต้องการจะให้เขาทำอะไรก็ตาม

ประการที่สี่ - ภาษาทางกาย

ท่าทาง การแสดงออกของพ่อแม่ว่าสนใจรับฟังสิ่งที่ลูกพูดไม่เพียงแค่การมองหน้าเท่านั้น การผงกศีรษะ การโน้มตัวเข้าหา การสัมผัส จะช่วยให้เกิดความรู้สึกทางใจถึงความรักใคร่ อบอุ่น และสนิทสนม เช่น การจับมือ โอบกอดด้วยท่าทีที่เป็นมิตร สีหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใส แสดงอาการใส่ใจ รับฟัง

ความหวังดี และห่วงใยของพ่อแม่ เป็นความรู้สึกดี ๆ ที่ควรสื่อสารให้ลูกรับรู้ แต่ควรมีเทคนิคในการสื่อสาร หรือตักเตือนโดยใช้ “ปิยวาจา” บวกกับ “ท่าที” คือ แสดงความหวังดีที่มาจากใจ

เพราะเป้าหมายของพ่อแม่ก็เพื่อสร้างพฤติกรรมที่ดีให้กับลูกมิใช่หรือ !