xs
xsm
sm
md
lg

จี้ “แสงชัย” แจกสมุนไพรช่วยผู้ป่วยมะเร็งที่ปราจีนบุรี ทำ 3 เรื่องให้ถูก กม.

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


กรมแพทย์แผนไทย จี้ “แสงชัย” จ่ายสมุนไพรมะเร็งปราจีนบุรี ทำให้ถูกกฎหมาย ขึ้นทะเบียนเป็นหมอพื้นบ้าน หรือมีแพทย์แผนไทยประจำก่อนแจกสมุนไพร เปิดสถานบริการถูกต้อง ขึ้นทะเบียนสมุนไพรเป็นยาหรืออาหารเสริมกับ อย. พร้อมเร่งศึกษาความเป็นพิษของสมุนไพร

วันนี้ (7 พ.ย.) นพ.ปราโมทย์ เสถียรรัตน์ รองอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวถึงกรณีที่ประชาชนจำนวนมากยังคงไปต่อคิวรับสมุนไพรจาก นายแสงชัย แหเลิศตระกูล ที่ จ.ปราจีนบุรี เพราะเชื่อว่ารักษาโรคมะเร็งได้ ว่า กรมฯ ได้หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ข้อสรุปเบื้องต้นว่า จะดำเนินการใน 3 เรื่อง คือ 1. ทำให้การจ่ายสมุนไพรถูกต้องตามกฎหมาย โดยตัวผู้ให้บริการ จะต้องหาผู้ประกอบวิชาชีพ เช่น แพทย์แผนไทยไปประจำการ คอยตรวจวินิจฉัยก่อนจ่ายสมุนไพรดังกล่าว ส่วนตัวของคุณแสงชัยก็ต้องมีการขอประเมิน หรือพิจารณาให้เป็นหมอพื้นบ้าน 2. สถานที่ในการแจกสมุนไพร ต้องทำในที่ที่ถูกต้อง เช่น จ่ายในโรงพยาบาล หรือ คลินิก ซึ่งต้องมีการขอเปิดให้บริการอย่างถูกต้อง และ 3. ผลิตภัณฑ์ที่นำมาทำเป็นส่วนผสมของสมุนไพร ต้องมีการทำให้ถูกต้อง ด้วยการขอขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ไม่ว่าจะขอเป็นยาแผนโบราณ หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เป็นต้น

“สิ่งสำคัญคือ ต้องมีการให้ข้อมูลที่ถูกต้องกับประชาชนเกี่ยวกับการใช้สมุนไพร ซึ่งที่ประชุมได้มอบหมายให้กรมฯ ร่วมกับจังหวัดปราจีนบุรี ทำแผ่นพับถึงเรื่องการใช้สมุนไพรกับประชาชน” นพ.ปราโมทย์ กล่าวและว่า นอกจากนี้ ยังจะต้องมีการทำวิจัยและตรวจสอบสมุนไพรดังกล่าว เพื่อความปลอดภัยของประชาชน โดยที่ผ่านมา ทางจังหวัดได้มีการเก็บผลิตภัณฑ์สมุนไพรดังกล่าวไปตรวจสอบไม่พบสารสเตียรอยด์ หรือสารที่ทำให้อยากอาหาร แต่ยังไม่สามารถระบุได้ว่าปลอดภัยจริงหรือไม่ เนื่องจากต้องตรวจสอบเพิ่มเติมว่าในผลิตภัณฑ์มีแบคทีเรีย หรือมีโลหะหนักปนเปื้อนหรือไม่ รวมทั้งต้องประเมินผลการรับประทานสมุนไพรดังกล่าวว่าในระยะยาวจะมีผลต่อร่างกายหรือไม่ โดยมีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์เป็นคนรับเรื่องนี้ไปดูแล

ทั้งนี้ ยังต้องทำการศึกษาสรรพคุณของสมุนไพรทุกชนิดด้วย หากนำมารวมกันแล้วจะมีพิษต่อร่างกายหรือไม่ เพราะที่ผ่านมาสมุนไพรแต่ละตัวอาจมีสารต้านแอนติออกซิแดนท์ ที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ก็เป็นเพียงผลการทดลองในหลอดทดลองเท่านั้น แต่ยังไม่มีการทดสอบในคนว่าจะได้ผลหรือไม่ และเหมาะกับโรคมะเร็งชนิดใด ดังนั้น จึงได้ประสานกับสถาบันมะเร็งแห่งชาติให้ช่วยทำวิจัยและเก็บข้อมูลเพิ่มเติม โดยคาดว่าจะทราบผลภายใน 1 - 2 เดือน
กำลังโหลดความคิดเห็น