xs
xsm
sm
md
lg

อย่าให้เรื่อง “ผม” เป็น “เส้นผมบังภูเขา” ! /สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


ข่าวคราวเรื่องเด็กนักเรียนชายถูกคุณครูกล้อนผมอันเนื่องมาจากเด็กไม่ตัดผมตามระเบียบของโรงเรียนคุณครูเลยใช้ปัตตาเลี่ยนไถผมแบบไม่เป็นทรง แล้วถ่ายภาพจากนั้นก็นำไปลงเฟซบุ๊ก กลายเป็นประเด็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ ในโลกออนไลน์ ที่กระหน่ำต่อว่าถึงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมนี้ จนสุดท้ายคุณครูต้องออกมาขอโทษรับผิดว่ารู้เท่าไม่ถึงการณ์

ก็เหมือนเรื่องนี้น่าจะจบแล้ว เพราะคุณครูได้ออกมาขอโทษแล้ว

แต่สิ่งที่ดิฉันเชื่อว่ายังไม่จบ และยังคงต้องค้างคาหัวใจถึงความอับอายไปอาจจะชั่วชีวิต ก็คือ เด็กชายที่โดนกระทำไปแล้ว เพราะเรื่องความอับอายเป็นเรื่องยากที่จะลบเลือนจากใจ

เรื่องนี้เป็น 2 ประเด็น คือ ประเด็นเรื่องทรงผม และประเด็นเรื่องการลงโทษ

ทำให้ย้อนนึกไปถึงตัวเองเมื่อครั้งเป็นวัยรุ่นที่ต้องอยู่โรงเรียนสตรีล้วนที่เข้มข้นเรื่องระเบียบการแต่งกายและทรงผมยิ่งนัก จำได้ว่าทรงผมต้องไว้ทรงผมบ๊อบความยาวประมาณติ่งหู และต้องติดกิ๊บดำเท่านั้น ห้ามไว้ผมหน้าม้าเด็ดขาด เรียกว่า ต้องเก็บผมด้านหน้าให้หมดทุกเส้น ห้ามไว้ผมซอยหรือเห็นติ่งหู

และเมื่อเด็กนักเรียนคนไหนทำผิดกฏระเบียบเมื่อไหร่ก็จะถูกทำโทษ เรื่องนี้อาจารย์ฝ่ายปกครองจะเสมือนมีเรดาร์ที่แม่นมาก มักจะเจอเด็กที่ทำผิดระเบียบเสมอ จนกลายเป็นไม้เบื่อไม้เมากันโดยตลอด เด็กที่ทะโมนหน่อย ก็จะมีวิธีหลบหลีกสารพัด บางคนถึงกับใช้วิธีโกนหัวประชดก็มี

ใครที่ผ่านชีวิตวัยรุ่นในระดับมัธยมศึกษา คงได้เคยลิ้มลองเรื่องระเบียบวินัยทรงผมที่ต้องเป็นทรงที่ถูกระเบียบของโรงเรียน และทรงที่ถูกระเบียบก็มักเป็นทรงที่ทรมานชีวิตวัยว้าวุ่นของเด็กหนุ่มสาวที่กำลังจะก้าวไปสู่นายและนางสาว

ใครจะไปคิดว่าวันเวลาผ่านไป 30 กว่าปี วันที่ลูกชายก็อยู่ในช่วงวัยรุ่น แต่กลับต้องเจอสภาพปัญหาเดียวกับแม่ เรื่องทรงผมก็ยังเป็นปัญหาที่เด็กวัยรุ่นมองว่าเป็นเรื่องใหญ่ !

ระหว่างเขียนต้นฉบับก็เหลือบเห็นเจ้าลูกชายคนเล็กวัย 17 ปี เลยสอบถามความรู้สึก และให้เขาบอกเล่าถึงความในใจและความคิดเห็นต่อกรณีดังกล่าว

และต่อไปนี้คือความรู้สึกของเขา

......

ผมเห็นข่าวที่เด็กถูกกล้อนผม ก็รู้สึกสะดุ้งและทำให้นึกถึงตัวเองเหมือนกัน เพราะผมและเพื่อนก็เคยเกิดเหตุการณ์แบบนี้ แต่ว่าวิธีจัดการปัญหาของโรงเรียนจะเป็นอีกแบบนึง มีทั้งที่ให้กลับไปตัดผมมาใหม่ หรือไม่ก็มีช่างมาตัดให้ที่โรงเรียนเลย แต่จากข่าวที่ครูเอาภาพที่เด็กถูกกล้อนผมแล้วถ่ายรูปเอามาลงเฟสบุ๊ค ผมรู้สึกว่าการกระทำแบบนี้เป็นการประจาน เป็นวิธีการที่ไม่เหมาะสมอย่างรุนแรง

ถ้ามันเกิดขึ้นกับผม คงไม่พอใจอย่างมาก และคงไม่อยู่เฉยๆ แน่ เพราะคิดว่าการทำแบบนี้เป็นสิ่งที่ผู้ใหญ่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง

การลงโทษสามารถทำได้แต่ไม่ใช่วิธีการแบบนี้ การลงโทษแต่ละครั้งต้องมีความพอดีความเหมาะสม และควรมีการกำหนดไว้ในกฎระเบียบไว้ ว่าถ้าทำผิดแบบนี้จะต้องรับโทษแบบไหน

จากกรณีนี้มันก็ทำให้ผมนึกถึงตัวเอง โดยเมื่อก่อนสมัยเรียนอยู่ระดับชั้นประถม ผมก็ทำตามกฎระเบียบของโรงเรียนเคร่งครัดมาตลอด แต่เมื่อเข้ามัธยมปลายหรือช่วงวัยรุ่นผมก็เริ่มสนใจกับเรื่องรักสวยรักงามมากขึ้น เริ่มอยากไว้ผมยาวบ้าง ขอแบบไม่เกรียนเสียทีเดียวก็ยังดี ซึ่งก็มีบ้างในบางครั้ง แต่ก็โดนลงโทษไปตามระเบียบ

บางทีก็เกิดคำถามในใจบ้างว่าทำไมถึงไว้ผมยาวซักหน่อยบ้างไม่ได้ ทำไมผมยาวถึงดูไม่เป็นระเบียบ ทั้งๆ ที่การไว้ผมยาวไม่ได้แปลว่าผมเป็นคนเกเรสักหน่อย

ไม่ใช่แค่ผมหรอกครับที่รู้สึกแบบนี้ เพื่อนส่วนใหญ่ก็มองว่าเรื่องทรงผมเป็นเรื่องใหญ่

ผมคิดว่าถ้าไว้ผมยาวแล้วไม่ทำให้การเรียนแย่ลง หรือเป็นเด็กเรียบร้อยเหมือนปกติ ก็ให้ไว้ผมยาวไปเถอะ หรือไม่ก็กำหนดว่าให้ยาวแค่ไหนให้ทั้ง 2 ฝ่าย รู้สึกว่ารับได้ มันก็จะออกมาดี และหยุดปัญหาเหล่านี้ให้หมดไปได้อย่างแฮปปี้ทั้งคู่

........

ความในใจของลูกชายคนเล็กก็คล้ายๆ ความรู้สึกเมื่อครั้งที่ตัวเองเคยเป็นวัยรุ่นเมื่อ 30 กว่าปีก่อน ก็เลยพอเข้าใจได้ เพียงแต่รู้สึกขำอยู่เหมือนกันว่า ยุคสมัยที่เปลี่ยนไปกว่า 3 ทศวรรษ ระเบียบเรื่องทรงผมกับผู้กำหนดนโยบายของโรงเรียนก็ยังคงวิธีคิดเรื่องนี้ไว้เหมือนเดิม

ประเด็นเรื่องระเบียบวินัยเป็นเรื่องที่ดี ไม่มีใครปฏิเสธ แต่ประเด็นเรื่องพัฒนาการตามวัย การเรียนรู้ที่สะท้อนให้เห็นถึงช่วงวัยของเด็กวัยรุ่น ก็เป็นเรื่องที่ผู้ใหญ่ไม่ควรมองข้าม

การเรียนรู้ที่เปิดกว้าง ก็ต้องใจกว้างที่จะยืดหยุ่นกับเรื่องนี้ด้วยดีไหม

ส่วนเรื่องการลงโทษเด็กในบ้านเราก็ยังคงเป็นปัญหาต่อไป เพราะไม่ว่าจะเป็นการลงโทษเด็กด้วยน้ำมือของพ่อแม่ หรือคุณครู ถ้าปราศจากการลงโทษด้วยความรัก ความเมตตา แต่ลงโทษเพื่อสะใจ หรือไม่ระมัดระวัง สุดท้ายเด็กก็ตกเป็นเหยื่อของโมหะและโทสะของผู้ใหญ่อยู่ดี

ไหนๆ ก็จะเป็น Thailand 4.0 กันทั้งที ขืนยังหลีกไม่พ้นวังวนของปัญหาเดิม ๆ ของยุคประมาณไม่เกิน 2.0 เห็นจะไม่ไหวนะ

เอาเวลาและสติปัญญามาคิดวางแผนเรื่องใหญ่ๆ กันดีกว่า

อย่าให้เรื่องทำนอง “ผม” กลายเป็น “เส้นผมบังภูเขา” เลย
กำลังโหลดความคิดเห็น