xs
xsm
sm
md
lg

เริ่ม 1 เม.ย.นี้!! เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต รักษาฟรี 72 ชม.เปิด 6 กลุ่มอาการใช้สิทธิได้

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


คลอดแล้ว!! สิทธิเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤตรักษาฟรีทุกโรงพยาบาล 72 ชั่วโมงแรก เริ่ม 1 เม.ย. นี้ ชี้ ทุก รพ. ต้องรับดูแลตามกฎหมาย ห้ามเก็บเงินผู้ป่วย เบิกจ่ายค่ารักษาตามหลักเกณฑ์ ย้ำ 6 กลุ่มอาการ “วิกฤต” ที่ใช้สิทธิได้ พร้อมตั้งศูนย์ประสานฯ ไขข้อข้องใจ “ผู้ป่วย - ญาติ” สงสัยคำวินิจฉัยวิกฤต “หมอ” เผยมีค่า พร้อมจัดระบบเตียงรองรับหลังพ้นวิกฤต 72 ชั่วโมง

ความคืบหน้าโครงการเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต มีสิทธิทุกที่ หรือ ยูเซป (Universal Coverage for Emergency Patients : UCEP) เพื่อให้ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้ที่สุด ทั้ง รพ.รัฐ และ เอกชน โดยไม่ต้องสำรองจ่ายในระยะ 72 ชั่วโมงแรก ซึ่งที่ผ่านมา เป็นการขอความร่วมมือ ทำให้ยังพบปัญหา รพ.เอกชนเรียกเก็บเงินผู้ป่วย โดยอยู่ระหว่างการรอบังคับใช้กฎหมาย คือ พ.ร.บ. สถานพยาบาล (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2559 ที่กำหนดให้ทุกโรงพยาบาลต้องปฏิบัติตาม ด้วยการออกประกาศกระทรวงสาธารณสุข 3 ฉบับ

วันนี้ (31 มี.ค.) ที่ศูนย์ประชุมอิมแพ็ค ฟอรัม เมืองทองธานี นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดโต๊ะแถลงข่าว การดำเนินการนโยบาย เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต มีสิทธิทุกที่ ว่า ประกาศกระทรวงสาธารณสุข 2 ฉบับ คือ กำหนดผู้ป่วยฉุกเฉิน และหลักเกณฑ์การช่วยเหลือเยียวยาผู้ป่วยฉุกเฉิน จะลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาวันที่ 31 มี.ค. 2560 ขณะที่ประกาศอีกฉบับ คือ หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการกำหนดค่าใช้จ่ายในการดำเนินการผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติไปเมื่อวันที่ 28 มี.ค. ที่ผ่านมา ดังนั้น โครงการยูเซปจะเริ่มดำเนินการได้วันที่ 1 เม.ย. 2560 เป็นต้นไป ซึ่งถือเป็นความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้ง สธ. สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) สำนักงานประกันสังคม (สปส.) กรมบัญชีกลาง โรงพยาบาลเอกชน โรงพยาบาลภาครัฐทั้งหมด ทั้งสังกัดมหาวิทยาลัย กองทัพ ฯลฯ เพื่อร่วมดูแลประชาชนที่เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต คือ หากไม่ได้รับการรักษาทันทีจะถึงแก่ชีวิต สามารถเข้ารับการรักษาใน รพ. ที่ใกล้ที่สุด ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือเอกชน โดยที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายช่วง 72 ชั่วโมงแรก เพราะมีการกำหนดอัตราการค่ารักษาพยาบาลกรณีฉุกเฉินวิกฤตขึ้น แบ่งออกเป็นกว่า 3,000 รายการ

“ขณะนี้ทุกภาคส่วนพร้อมที่จะดำเนินการอย่างเต็มที่ ประชาชนจะได้รับการดูแลอย่างเต็มที่กรณีเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต เพียงแต่อาจจะมีการติดขัดบ้างในขั้นต้นของการดำเนินการ ซึ่งสามารถติชมมาได้ ก็จะพยายามปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้นต่อไป สำหรับความเข้าใจเรื่องอาการฉุกเฉินวิกฤตของประชาชนที่อาจจะไม่ตรงกันนั้น คนที่ให้คำวินิจฉัย คือ แพทย์ห้องฉุกเฉินใน รพ. นั้น ซึ่งหากคนไข้ หรือญาติมีปัญหาเรื่องการวินิจฉัยคัดแยกผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต ก็ยังมีการกำหนดให้ สพฉ. เปิดศูนย์ประสานงานคุ้มครองสิทธิผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต เบอร์ 0-2872-1669 เป็นผู้มีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดว่าเป็นอาการฉุกเฉินวิกฤตหรือไม่ ซึ่งจะมีเกณฑ์พิจารณาอยู่ โดยสามารถ โทร.ได้ตลอด 24 ชั่วโมง” รมว.สธ. กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า หากแพทย์วินิจฉัยว่าไม่ใช่เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต ผู้ป่วยสามารถไปรักษาที่ รพ. อื่นต่อได้หรือไม่ และต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นหรือไม่ นพ.ปิยะสกล กล่าวว่า โดยหลักการแพทย์ต้องดูแลประชาชนก่อน ถ้าผู้ป่วยมาก็ต้องให้การดูแล ซึ่งการวินิจฉัยสามารถวิเคราะห์ได้ใน 10 - 15 นาที ซึ่งหากเป็นฉุกเฉินวิกฤตก็ต้องดูแลต่อ แต่หากไม่ใช่วิกฤต สามารถรอได้ ก็ต้องแจ้งให้ผู้ป่วยทราบว่าจะไปสถานพยาบาลแห่งอื่นหรือไม่ ซึ่งคิดว่าคงไม่ถึงกับมีค่าใช้จ่ายอะไรมากมาย อย่างไรก็ตาม หากใครฝ่าฝืนมติ ครม. ในการเรียกเก็บเงินผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตจะมีโทษทั้งจำทั้งปรับ และหากรุนแรงอาจถึงขั้นเพิกถอนใบประกอบการได้ แต่เชื่อว่าไม่ถึงขั้นนั้น เพราะ รพ. ทุกแห่งพร้อมช่วยเหลือประชาชนให้รอดพ้นวิกฤตฉุกเฉินร่วมกัน

เมื่อถามถึงเรื่องการดูแลผู้ป่วยหลังพ้นวิกฤต 72 ชั่วโมง นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย รองปลัด สธ. กล่าวว่า หลังพ้น 72 ชั่วโมงไปแล้ว ผู้ป่วยสามารถเลือกได้ว่าจะรักษาที่เดิมต่อ หรือย้ายกลับไปรักษา รพ. ตามสิทธิ ซึ่งศูนย์ประสานคุ้มครองสิทธิฯ จะเป็นผู้ประสานกองทุนสุขภาพของผู้ป่วยในการประสาน รพ. ต้นสังกัดเพื่อเตรียมรับการย้ายผู้ป่วยให้ทันใน 72 ชั่วโมง ซึ่งหาก รพ. ไม่มีเตียงรองรับ ในพื้นที่ต่างจังหวัดไม่ค่อยมีปัญหา เนื่องจากมี รพ. ของ สธ. รองรับ จะมีก็เพียงแค่ใน กทม. และปริมณฑล ซึ่งก็ได้มีการจัดระบบสำรองเตียง โดยประสาน รพ. สังกัดมหาวิทยาลัย กทม. กองทัพ และ สธ. รวมทั้งโรงพยาบาลในเขตปริมณฑลรองรับ ซึ่งจะมีการจัดเวรในการดูแลรับส่งต่อ เพราะจริงๆ แล้วการเกิดผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตใน กทม. จะมีประมาณ 4 - 5 รายต่อวัน

นพ.พงษ์พัฒน์ ปธานวนิช นายกสมาคมโรงพยาบาลเอกชน กล่าวว่า การดูแลช่วง 72 ชั่วโมงแรก เมื่อมีหลักเกณฑ์ค่าใช้จ่ายออกมา ก็คิดว่าไม่น่ามีปัญหาในการดำเนินการ เพราะมีกองทุนต่างๆ ชดเชยค่าใช้จ่ายตามเกณฑ์ที่กำหนดจากการบริการผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต ส่วนค่าใช้จ่ายหลัง 72 ชั่วโมง ก็จะเรียกเก็บค่าใช้จ่ายตามอัตราค่ารักษาของสถานพยาบาลนั้นๆ

พล.อ.ต.นพ.เฉลิมพร บุญสิริ ประธานวิทยาลัยแพทย์ฉุกเฉินแห่งประเทศไทย กล่าวว่า จากนี้จะมีการติดคำนิยาม “เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต” หน้าห้องฉุกเฉินของรพ. ต่างๆ เพื่อให้ญาติผู้ป่วย และประชาชนทั่วไปได้รับทราบ ซึ่งจะเป็นเบื้องต้นเท่านั้น เนื่องจากข้อเท็จจริงแพทย์ฉุกเฉินทราบเรื่องนี้แล้ว สำหรับกลุ่มอาการเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤตที่ใช้สิทธิ ยูเซปได้มี 6 กลุ่มอาการ ตามหลักเกณฑ์คัดแยกผู้ป่วยฉุกเฉินที่คณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉิน (กพฉ.) กำหนด คือ 1. หมดสติ ไม่รู้สึกตัว ไม่หายใจ 2. หายใจเร็ว หอบเหนื่อยรุนแรง หายใจติดขัดมีเสียงดัง 3. ซึมลง เหงื่อแตก ตัวเย็น หรือมีอาการชักร่วม 4. เจ็บหน้าอกเฉียบพลัน รุนแรง 5. แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก พูดไม่ชัดแบบปัจจุบันทันด่วน หรือชักต่อเนื่องไม่หยุด และ 6. มีอาการอื่นร่วมที่มีผลต่อการหายใจ ระบบการไหลเวียนโลหิต และระบบสมองที่อาจเป็นอันตรายต่อชีวิต อย่างไรก็ตาม หากติดต่อรับส่งผู้ป่วยผ่าน 1669 จะช่วยให้เกิดการคัดกรองที่ถูกต้องตั้งแต่แรก
กำลังโหลดความคิดเห็น...