xs
xsm
sm
md
lg

สธ.เตรียมออกข้อแนะนำผู้ไม่ควรดื่ม “เหล้า-เบียร์”

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


สธ. เตรียมออกข้อแนะนำผู้ไม่ควรดื่ม “เหล้า - เบียร์” ป้องกันคนสับสนพิษภัยแอลกอฮอล์ เน้นกลุ่มเด็ก เยาวชน หญิงตั้งครรภ์ ให้นมลูก ขับขี่ยานพาหนะ คนมีโรคประจำตัว ป้องกันภัยเหล้ามือสอง

วันนี้ (1 มี.ค.) นพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ร่วมกับ นพ.บัณฑิต ศรไพศาล รองผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และอธิบดีทุกกรมของ สธ. ร่วมแถลงข่าว “การจัดทำชุดข้อแนะนำสำหรับผู้ไม่สมควรดื่มสุรา” และลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “9 หน่วยงานร่วมใจ ครบ 9 ปี กฎหมายไทย ต้านภัยแอลกอฮอล์” เพื่อร่วมกันสนับสนุน ป้องกันภัยสุขภาพจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่จะช่วยกันควบคุมมิติด้านการพัฒนาและบังคับใช้กฎหมาย การพัฒนาภาคีเครือข่ายและสื่อสารสาธารณะไปถึงคำแนะนำที่ถูกต้องแก่ประชาชน

นพ.โสภณ กล่าวว่า เครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นสาเหตุ อันดับ 1 ของการสูญเสียปีสุขภาวะในประชากรทั่วประเทศ และการสื่อสารการตลาดของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ยังส่งผลกระทบต่อเด็กและเยาวชน โดยเพิ่มปริมาณการดื่มของ เด็กและเยาวชน 1.5 เท่า เพิ่มการดื่มแบบหนัก 2 เท่า และเพิ่มการดื่มแบบอันตราย 1.5 เท่า สธ. จึงมีความห่วงใยประชาชน ในปัญหาโรคและภัยสุขภาพจากการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เป็นส่วนผสมไม่ว่าในรูปแบบใด เช่น เบียร์ สุรา เหล้า ไวน์ ฯลฯ เนื่องจากเป็นสาเหตุทำให้คนไทยป่วยและตายก่อนวัยอันควรจำนวนมากในแต่ละปี เช่น อุบัติเหตุทางถนน โรคตับ โรคมะเร็ง โรคพิษสุรา และความรุนแรงอันเกิดจากขาดสติ และสาเหตุอีกมากมายที่เกิดจากการดื่มสุราแต่ผู้ที่ได้รับผลกระทบเป็นบุคคลรอบข้าง ที่เรียกว่าเหล้ามือสอง

“ดังนั้น จึงได้จัดทำร่างชุดข้อแนะนำสำหรับผู้ไม่ควรดื่มสุรา โดยสาระสำคัญคือ การควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่มีความชัดเจนว่าส่งผลเสียต่อสุขภาพ และประชาชนกลุ่มใดบ้างที่ไม่ควรดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการสื่อสารกับประชาชนทั่วไป (Public Health Recommendation) เพื่อที่จะดูแลและปกป้องประชาชนกลุ่มที่การดื่มแอลกอฮอล์จะสร้างปัญหาต่อสุขภาพและสังคม หรือกลุ่มเปราะบาง (Vulnerable Group) โดยกรมควบคุมโรคร่วมกับศูนย์วิจัยปัญหาสุรา และ สสส. หารือร่วมกับราชวิทยาลัยแพทย์แห่งประเทศไทย สมาคม และเครือข่ายทาง ด้านวิชาการ เพื่อพิจารณาร่างเอกสารชุดข้อแนะนำสำหรับผู้ไม่ควรดื่มสุรา โดยอ้างอิงจากเอกสารวิชาการ เพื่อเป็นแนวทางให้สังคมใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติตามเพื่อไม่ให้เกิดความสับสนเกี่ยวกับโทษพิษภัยของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และ ยึดถือเป็นแนวทางในการปฏิบัติ หรือกติกาในสังคม ซึ่ง สธ. จะประกาศเป็นข้อแนะนำต่อไป โดยจะเน้นไปที่กลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กและเยาวชนที่อายุต่ำกว่า 20 ปี หญิงตั้งครรภ์ทุกระยะ หญิงที่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ผู้ขับขี่ยานพาหนะทุกประเภท ผู้ที่ทำงานเสี่ยง ผู้ที่มีปัญหาโรคจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือผู้ที่มีโรคประจำตัว” ปลัด สธ. กล่าว

นพ.โสภณ กล่าวว่า สำหรับบันทึกข้อตกลงฯ เป็นการจัดทำเพื่อให้การดำเนินงานตาม พ.ร.บ. ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 และการปฏิบัติตามกฎหมายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมุ่งเน้นกิจกรรม เช่น การพัฒนางานบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้มีปัญหาจากการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ภายใต้ระบบแผนงานบริการสุขภาพ (Service Plan) การศึกษาวิจัย การใช้สมุนไพรเพื่อบำบัดรักษาผู้มีปัญหาจากการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การพัฒนามาตรฐานด้านความถูกต้องในการวัดของเครื่องมือ ตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดและถ่ายทอดองค์ความรู้ในการใช้ การดูแลรักษาเครื่องวัดแอลกอฮอล์ในเลือด การปรับปรุงหลักสูตร อบรมเจ้าหน้าที่อาสาสมัครสาธารณสุขให้มีความรู้ในกฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมถึงสนับสนุนให้เจ้าหน้าที่อาสาสมัครสาธารณสุขระดับหมู่บ้านร่วมดำเนินการแจ้งข้อมูลการกระทำผิดกฎหมาย และรณรงค์ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนในพื้นที่ปฏิบัติตามกฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การพัฒนาและผลักดันมาตรการเพื่อเอื้อต่อการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทั้งการป้องกันและลดปัจจัยเสี่ยงต่อนักดื่มหน้าใหม่ การพัฒนางานป้องกัน บำบัดรักษา ฟื้นฟูและป้องกันการกลับดื่มซ้ำ เพื่อป้องกันการเพิ่มขึ้นของนักดื่มหน้าใหม่และลดการสูญเสียอันเนื่องจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จำเป็นจะต้องได้รับการสนับสนุนโดยการบูรณาการการทำงานร่วมกันในทุกภาคส่วน เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดต่อเด็กและเยาวชนในทุกมิติ



กำลังโหลดความคิดเห็น