xs
xsm
sm
md
lg

ฆ่าพ่อแม่สัมพันธ์ปัญหาจิต ถูกทารุณกรรม

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

กรมสุขภาพจิตเผย ข้อมูลต่างประเทศสำรวจพบคนฆ่าพ่อแม่ตัวเอง สัมพันธ์กับปัญหาทางจิต ส่วนคนอายุน้อยกว่า 18 ปี เกิดจากถูกทารุณกรรม ชี้เป็นปมฝังแน่นในใจ ต้องการปลดปล่อยแก้แค้น มี 2 ทางเลือกคือ ฆ่าตัวตายหนีปัญหา และสู้จัดการกับคนที่ทารุณกรรม แนะครอบครัวเป็นด่านยับยั้งรุนแรง

นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวถึงกรณีข่าวการฆ่ายกครัว โดยผู้เป็นลูกลงมือกระทำด้วยตนเองและจ้างวานให้ผู้อื่นกระทำว่า ข่าวเช่นนี้สร้างความสะเทือนขวัญแก่สังคมไทย และมีคำถามตามมาว่า เกิดอะไรขึ้นกับสถาบันครอบครัว ทำไมลูกฆ่าได้กระทั่งผู้ให้กำเนิด ซึ่งสังคมไทยยังขาดความเข้าใจและพยายามหาคำตอบกันอยู่ แม้แต่ในด้านวิชาการก็ยังมีข้อมูลเรื่องนี้จำกัด ส่วนต่างประเทศมีข้อมูลเกี่ยวกับการฆ่าบิดามารดาว่า ผู้กระทำมักมีอาการทางจิตเวช ได้แก่ ซึมเศร้า อารมณ์สองขั้ว เกเรต่อต้าน และอาจพบการใช้สารเสพติดร่วมด้วย โดยร้อยละ 81 เป็นการฆ่าผู้เป็นพ่อ ร้อยละ 76 เป็นการฆ่าผู้เป็นแม่ อาวุธที่ใช้เป็นปืนร้อยละ 57-80 ผู้กระทำที่อายุมากกว่า 18 ปี มูลเหตุจะสัมพันธ์กับอาการทางจิต ส่วนอายุน้อยกว่า 18 ปี มูลเหตุจะสัมพันธ์กับการถูกทารุณกรรมในวัยเด็ก

ไทยมีข้อมูลลักษณะนี้ค่อนข้างน้อย โดยเฉพาะบุคคลที่อายุน้อยกว่า 18 ปี แต่สำหรับบุคคลที่อายุมากกว่า 18 ปี จะพบว่าการฆ่าบิดามารดา มีความสัมพันธ์กับอาการทางจิต ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่า บุคคลเหล่านี้ไม่ได้ถูกส่งมาประเมินสภาพจิต เนื่องจากไม่มีเหตุที่ทำให้เชื่อได้ว่ามีความผิดปกติทางจิต ส่วนสาเหตุมาจากหลายตัวแปร ได้แก่ ขาดการควบคุมแรงผลักดันภายใน การไม่ค่อยประสบความสำเร็จในชีวิต บิดามารดามีความผิดปกติทางจิต หรือมีประวัติเคยถูกทารุณกรรมมาก่อน รวมทั้งความผูกพันที่ไม่ดีกับบิดามารดา การมีอารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย ตลอดจนมีความผิดปกติทางระบบประสาทและสมอง ซึ่งตัวแปรเหล่านี้เป็นตัวกำหนดความเปราะบางในบุคคลที่จะส่งผลให้เกิดการฆ่าบุพการีขึ้นได้” อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าว

นพ.เจษฎา กล่าวว่า ทฤษฎีที่ได้รับการยอมรับและอธิบายปรากฏการณ์นี้ได้ดี คือ ทฤษฎีที่อธิบายว่า เกิดจากการสะสมความรู้สึกว่าตนเองถูกเยาะเย้ยหรือน่าละอาย มาจากการถูกทารุณกรรมที่ทำให้รู้สึกว่าตนเองนั้นไม่เป็นที่ต้องการ ไม่ได้รับความยุติธรรม และเมื่อเกิดการทารุณกรรมซ้ำๆ ก็จะยิ่งไปตอกย้ำให้เกิดความรู้สึกเหล่านี้ จนตึงเครียดเกิดเป็นปมฝังแน่นในจิตใจ เมื่อเข้าสู่วัยรุ่นปมเหล่านี้จะเป็นแรงผลักดันให้เกิดการปลดปล่อยตนเองจากสภาวะที่ถูกทารุณกรรม โดยการตัดสินใจที่จะสู้หรือจะหนี (Fight or Flight) หนี คือ การฆ่าตัวตาย สู้ คือ การทำร้ายผู้ที่กระทำทารุณกรรม ดังนั้น การฆ่าบุพการีจึงเป็นหนทางหนึ่งที่จะช่วยปลดปล่อยตนเองจากความรู้สึกไม่สบาย ความต้องการแก้แค้น ความก้าวร้าว และการไม่ได้รับความยุติธรรม

นพ.เจษฎา กล่าวว่า การให้การช่วยเหลือทางจิตสังคมในเด็กที่ถูกทารุณกรรมและการป้องกันการใช้ความรุนแรงในครอบครัวจึงมีความสำคัญ และเพื่อป้องกันการเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวในอนาคต มีข้อแนะนำ ดังนี้ 1. ครอบครัวควรสร้างความรักความผูกพันกันให้มากขึ้น 2. ครอบครัวต้องไม่ใช้ความรุนแรง 3. พ่อแม่ ต้องเป็นตัวอย่างที่ดีกับลูก โดยเฉพาะเรื่องของความดีงาม ความยับยั้งชั่งใจ 4. ครอบครัวควรมีการสื่อสารกันอย่างสร้างสรรค์ 5. พ่อแม่ต้องรู้จักการจัดการความเครียดของตนเอง สำหรับวิธีสังเกตพฤติกรรมลูกว่าเสี่ยงที่จะก่อความรุนแรงขึ้นหรือไม่ สังเกตจากพฤติกรรมที่ผิดปกติหรือเปลี่ยนไปจากเดิมมาก เช่น ก้าวร้าวรุนแรง แยกตัว ไม่พูดไม่จา มีท่าทางโกรธเคือง ติดยาเสพติด หรือคบเพื่อนที่ติดยา ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญโดยเร็ว และที่สำคัญในครอบครัวไม่ควรมีหรือสะสมอาวุธที่วัยรุ่นสามารถหยิบใช้ได้สะดวก