หากถามถึงชื่อของ “นาวิน เยาวพลกุล” หลายคนคงอาจจะไม่คุ้นหูกันนัก แต่ถ้าเอ่ยถึงชื่อ “นาวิน ตาร์” เชื่อว่า หลายคนต้องร้อง อ๋อ!! เลยทีเดียวเพราะเขาคนนี้ คือ นักร้อง-นักแสดงที่มีชื่อเสียงโด่งดัง และเป็นขวัญใจของวัยรุ่นมากมาย แต่ชื่อนี้ก็ได้เงียบหายไปจากวงการบันเทิงไปนานมาก นานจนบางคนอาจจะหลงลืมไปแล้วก็ได้ว่าบ้านเราเคยมีนักร้องหน้าใสคนนี้ประดับวงการ
วันนี้ เขากลับมาอีกครั้งแต่ไม่ใช่ในฐานะไอดอลของวัยรุ่น แต่เป็น “พ่อพิมพ์ของชาติ” เป็น “อาจารย์ นาวิน เยาวพลกุล”แห่งคณะเศรษฐศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์
อาจารย์ตาร์ บอกเล่าถึงการกลับมาในฐานะครูครั้งนี้ ว่า หลังเรียนจบปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ก็เลือกมาประกอบอาชีพครู เพราะว่าอยากที่จะถ่ายทอดความรู้ที่ได้ร่ำเรียนมาให้ผู้อื่นได้รับรู้ด้วย
“เราถูกสอนมาเยอะแล้ว ก็เลยอยากจะปลดปล่อยความรู้ที่มีออกมา เพื่อให้คนอื่นนำไปใช้ต่อตรงนี้มันก็ถือเป็นความภูมิใจของเราด้วย” อาจารย์ตาร์ เล่าถึงที่มาที่ไป
อาจารย์ตาร์ เล่าย้อนให้ฟังถึงวันวาน ว่า การทำหน้าที่เป็นนักร้อง-นักแสดงควบคู่ไปกับการเรียนนั้นเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความพยายามเป็นอย่างมาก ต้องรู้จักแบ่งเวลาให้เป็นและที่สำคัญต้องมีความตั้งใจที่จะทำงานให้สำเร็จ
“ตอนนั้นการเรียนเริ่มต่ำลงเมื่อทำงานด้านบันเทิง เราก็เลยมานั่งคิดดูว่าถ้าจะทำอะไรให้สำเร็จเราต้องมีการวางแผน เลยจัดแบ่งเวลาให้พอดี คือ เรียน 8 ชั่วโมง ทำงาน 6 ชั่วโมง ที่เหลือก็เป็นเวลาพักผ่อน วางแผนอย่างเดียวไม่ไต้องตั้งใจทำด้วยพอหลังจากนั้นทั้งงานบันเทิงและการเรียนก็สามารถไปด้วยกันได้ จนเราเรียนจบได้เกียรตินิยมอันดับ 1 และมีคะแนนเป็นที่ 1 ของทุกคณะในมหาวิทยาลัยก็รู้สึกภูมิใจมาก ไม่คิดว่าตัวเองจะทำได้”
หลังจากเรียนจบก็โลดแล่นอยู่ในวงการบันเทิงอยู่พักใหญ่ จนเริ่มรู้สึกถึงจุดอิ่มตัวกับวงการนี้ จึงตัดสินใจที่จะเลือกทางเดินชีวิตไปในทางที่เหมาะกับตัวเอง คือ การศึกษา ด้วยเหตุผลว่าความรู้นั้นคงอยู่กับเราไปจนตาย แต่อาชีพในวงการมายานั้น เมื่อมีดาวดวงใหม่เข้ามาเราก็ถือเป็นดาวที่พร้อมจะร่วงโรยเวลาไหนก็ได้ จึงตัดสินใจสอบชิงทุน อานันทมหิดล จนได้ไปเรียนต่อปริญญาเอก ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา
“ค่าเสียโอกาสที่เสียไปตอนนั้นก็ถือว่าคุ้มนะ ถึงแม้ว่าเราทำงานตรงนี้จะหาเงินได้มากกว่าการที่ไปเรียนต่อและทำงานที่นั่น แต่พอเรียนจบกลับมาถึงวันนี้ได้นึกย้อนไปก็รู้สึกว่าเราตัดสินใจถูกแล้วที่เลือกทำในสิ่งที่ตัวเองรัก แม้ต้องเสียโอกาสทางนี้ไปก็ไม่เสียดาย” อาจารย์ตาร์ บอกความรู้สึก
ในช่วงที่เรียนอยู่ต่างประเทศนั้น ต้องใช้ความตั้งใจและทุ่มเทกับการเรียนมาก เพราะที่ต่างประเทศจะมีวิธีคิดและเรียนรู้ไม่เหมือนเรา วัฒนธรรมก็แตกต่างกัน เราต้องรู้จัดเลือกรับในสิ่งที่ดีและต้องสร้างภูมิคุ้มกันให้กับตัวเองในเรื่องที่ไม่ควร
“เราต้องใช้ชีวิตอย่างควบคุมตัวเอง รับผิดชอบในหน้าที่ เวลาเรียนก็เรียน เวลาพักผ่อนก็พักผ่อน แต่ก็ต้องรู้เวลาและกลับมาทำหน้าที่ของเราต่อไป การที่ไปเรียนต่อต่างประเทศถือเป็นการวัดความสามารถของตัวเองในหลายๆ ด้าน อย่างเราก็ต้องเรียนไปด้วยทำงานไปด้วย เป็นผู้ช่วยสอนบ้าง เป็นผู้ช่วยวิจัยบ้าง ก็ท้าทายดีแต่ก็ถือว่าเราได้ทำในสิ่งที่ชอบ เราก็เลยทำออกมาได้ดี”
อาจารย์ตาร์ บอกต่อว่า เคล็ดลับความสำเร็จในครั้งนี้ ไม่มีสูตรสำเร็จที่ตายตัวบอกไม่ได้ว่าต้องทำอย่างไรถึงเรียนได้ดีและเรียนจบ มันขึ้นอยู่กับเทคนิคของแต่ละคนและความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะทำให้สำเร็จ และถ้าได้เลือกเรียนในสิ่งที่ชอบก็สามารถทำได้ แต่อย่าปิดกั้นตัวเองควรเลือกทำอะไรหลายอย่าง แต่ก็ต้องมีเป้าหมายในชีวิตด้วย
“สมมติว่า มันเป็นเหมือนจุดละกัน ทุกคนตอนเด็กๆ ทุกคนคงเคยลากเส้นประตามตัวอักษร ก-ฮ เราก็วางแผนไว้อย่างนั้น และตั้งเป้าหมายว่า หนังสือเล่มนี้อ่านกี่วัน อ่านอะไรก่อน แล้วเราก็ลากเส้นจากจุดนี้ไปจุดนั้นจนเสร็จเป็นรูปเป็นร่างออกมา การอ่านหนังสือก็เหมือนกันเราอ่านเล่มแรกก็คือจุดที่หนึ่ง ระหว่างทางอาจจะพักทานน้ำ ทานข้าว เราก็ต้องกลับมาอ่านต่อจนจบ เหมือนลากเส้นต่อไปเมื่ออ่านจบก็คือเราถึงจุดหมายเสร็จเป็นผลงานออกมา อันนี้ก็คือสูตรการเรียน การอ่านหนังสือหรือแม้กระทั่งการใช้ชีวิตประจำวันของเรา”
สำหรับงานในวงการบันเทิงนั้นอาจารย์ตาร์ แย้มว่า อาจจะกลับคืนจอให้แฟนคลับได้หายคิดถึง เพราะตอนนี้มีบทหนังมาเสนอแต่ขอดูก่อน หากเป็นบทที่ดีก็จะรับเล่น ตอนนี้ก็ทำหน้าที่ครูให้ดีที่สุด
“ก็มีบทหนังมาเสนอแต่ยังไม่ได้อ่าน ถ้าบทดีก็รับเล่นถ้าไม่ชอบก็คงไม่ ขอทำในสิ่งที่ชอบดีกว่า ตอนนี้อยู่กับอาชีพครูก็มีความสุขดี ขอทำหน้าที่นี้ให้เต็มที่ดีกว่า รู้สึกว่าพอใจแล้วสำหรับวันนี้ แต่อนาคตข้างหน้ายังไม่รู้ว่าจะเป็นยังไง เพราะตอนนั้นก็ไม่คิดว่าตัวเองจะมาถึงจุดนี้ได้แต่ก็เป็นไปแล้ว ถ้าอย่างนั้นตอนนี้ก็ขอทำหน้าที่นี้ให้ดีที่สุด” อาจารย์ตาร์ กล่าวทิ้งท้าย




