คำกล่าวที่ว่า “ของเล่นเป็นสิ่งหนึ่งที่จะช่วยเสริมพัฒนาการด้านร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นกล้ามเนื้อมัดใหญ่มัดเล็ก เสริมสร้างจินตนาการ” นั้นเป็นคำกล่าวที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นจริง แต่ก็ใช่ว่าของเล่นทุกชิ้นจะมีประโยชน์ดังที่กล่าวมา บางชิ้นอาจจะไม่มีประโยชน์เลยกับอีกวัยหนึ่ง และมีของเล่นอีกหลายตัวที่นอกจากจะไม่ได้ประโยชน์แล้วยังก่อให้เกิดอันตรายด้วย
หากจะให้ยกตัวอย่าง ก็คงจำได้บ้างว่ามีเด็กกลืนแม่เหล็กที่แถมมากับขนมลงไปในท้อง หรือมีสารแปลกปลอมในของเล่น โดยเฉพาะสารตะกั่วที่เกินกำหนด แต่จะทำอย่างไรในภาวะที่ของเล่นยังวางเกลื่อนตลาด และนับวันจะมีมากขึ้นเสียด้วย ดังนั้น จึงมีแนวทางการสังเกตของเล่นที่เป็นอันตราย และของเล่นที่อาจจะก่อให้เกิดอันตรายเป็นจุดสังเกตว่าที่บ้านมีของประเภทนี้อยู่หรือไม่ ถ้ามีจะทำอย่างไร
นุจนา กันแก้ว เจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยเพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยและการป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก โรงพยาบาลรามาธิบดี เตือนผู้ปกครองที่ซื้อของเล่นสีฉูดฉาดให้กับบุตรหลาน ว่า สีที่ใช้เคลือบหรือพ่นทับในของเล่นตามท้องตลาดนั้นมีสารตะกั่วเจือปนอยู่มากเกินกว่ากำหนด โดยสารตะกั่วที่ร่างกายสามารถรับได้โดยไม่ก่อให้เกิดอันตรายนั้นกำหนดไว้อยู่ที่ 600 มิลลิกรัม/กิโลกรัม แต่ในของเล่น อาทิ หน้ากากการ์ตูนรูปต่างๆ รถของเล่น ลูกฟุตบอลพลาสติก ที่วางจำหน่ายในตลาดนัดนั้นมีสารตะกั่วปลอมปนมากที่สุดถึง 24,000 มิลลิกรัม/กิโลกรัม และน้อยที่สุดที่พบเมื่อตรวจสอบก็ยังถือว่าสูงอยู่คือ 2,570 มิลลิกรัม/กิโลกรัม
“ของเล่นที่มีการฉีดพ่นสีในปริมาณมากๆ ถือว่ามีพิษ เพราะเมื่อเรานำมาทดสอบแล้วพบสารตะกั่วมากเกินไป ซึ่งสารนี้เมื่อเด็กรับเข้าไปในปริมาณมากๆ และเก็บสะสมนานๆ จะทำให้สมองเสื่อม ความจำสั้น สุดท้ายเด็กอาจจะเอ๋อ หรือโง่ไปเลยก็ได้” นุจนา กล่าวและว่า สำหรับวัยที่เสี่ยงต่อการสะสมสารตะกั่วมากที่สุด ก็คือ วัย 2-3 ขวบ จนกระทั่ง 8 ขวบ เนื่องจากเป็นวัยที่หยิบจับของเข้าปากมากที่สุด แต่เมื่อเกิดการสะสมนานวันอันตรายก็จะค่อยๆ เกิดขึ้น จึงเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญ
ธนนันท์ วัฒนไพรสร เจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวน กองคุ้มครองผู้บริโภคด้านฉลาก ให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่า นอกจากสารปลอมปนในของเล่นแล้ว ของเล่นบางชนิดไม่มีสารพิษปน แต่อาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุจากการเล่นของเด็ก จึงจัดเป็นของเล่นที่อาจก่อให้เกิดอันตราย อาทิ รถหัดเดิน ซึ่งแท้จริงแล้วไม่ได้เสริมพัฒนาการให้เด็กเดินได้เร็วขึ้น แต่อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงถึงชีวิตได้ และอีกประเภทหนึ่ง คือ ตุ๊กตาพลาสติกชนิดมีนกหวีด เกิดเสียงเมื่อบีบ หรือรองเท้าที่มีเสียงดัง ซึ่งหากเด็กในวัย 2-3 ขวบ กัดอาจจะทำให้นกหวีดหลุดเข้าคอได้ ซึ่งของเล่นที่อยู่ในขั้นอาจก่อให้เกิดอันตรายนี้ต้องมีการควบคุมฉลาก มีชื่อผู้ผลิต แหล่งติดต่อ และมีคำเตือนหรือคำแนะนำในการใช้ให้ละเอียดด้วย
นอกจากนี้ ยังมีของเล่นที่ถือว่าเป็นอันตรายอีกหลายชนิด ที่มีคำสั่งห้ามขายแล้ว ก็คือ ลูกโป่งวิทยาศาสตร์ ตัวดูดน้ำที่สามารถพองตัวเมื่อยู่ในน้ำและขยายได้5-7 เท่าจากขนาดเดิม แต่หากพองตัวในคนจะต้องรักษาด้วยการผ่าตัด โอกาสรอดมีเพียง 0.00000...1% รวมถึงปืนอัดลม ปืนฉีดน้ำที่แรงดันน้ำหรือลูกกระสุน หากเข้าตาสามารถทำให้ตาบอดได้
นุจนา แนะนำผู้ปกครองว่า หากอยากทราบว่าของเล่นที่อยากซื้อนั้นเสี่ยงจะมีอันตรายหรือไม่ โดยไม่ต้องเข้าห้องทดสอบว่า อันดับแรกจะต้องเลือกซื้อในแหล่งที่เชื่อถือได้ สังเกตเครื่องหมาย มอก.ซึ่งเป็นสัญลักษณ์รับรองมาตรฐานสินค้า ที่ได้รับการรับรองชั้นหนึ่งมาแล้ว แต่ก็ใช่ว่ามีเครื่องหมายมาตรฐานจะไม่มีสารปลอมปนเลย ทั้งนี้ มีวิธีสังเกตการหลุดลอกของสีด้วยการทดลองสัมผัสพื้นผิวของเล่นว่ามีสีหลุดติดมือหรือไม่ หากมีแสดงว่าของเล่นชิ้นนั้นไม่ปลอดภัย นอกจากนี้ยังต้องสังเกตเหลี่ยม คม ของของเล่นซึ่งอาจบาดผิวลูกน้อย และที่สำคัญการพิจารณาราคาก็เป็นสิ่งสำคัญ
“อย่าห่วงแต่ว่าซื้อของถูกๆ แล้วซื้อเยอะซื้อได้บ่อย ซึ่งถือว่าไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้องนัก ของเล่นราคาถูกมักจะมีสารตะกั่วปนอยู่มากอยู่แล้ว ดังนั้น อยากให้หลีกเลี่ยงของถูก หันมาซื้อในแหล่งที่เชื่อถือได้ และมองคุณภาพให้มากกว่านี้จะดีกว่า” เจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยฯความปลอดภัยในเด็กระบุ
หน้าที่หลักที่เฝ้าระวังคงหนีไม่พ้นพ่อแม่ที่จะเป็นจะต้องพิจารณาว่าของเล่นแต่ละชนิดมีประโยชน์หรือโทษ แม้สีสันที่จัดจ้านจะกวักมือเรียกให้เด็กเข้าไปหา ทว่าหากสีนั้นจะทำให้ลูกกลายเป็นเด็กความจำสั้น สมองเสื่อม หรือหนักถึงพิการในอนาคตก็คงไม่ดีแน่...ว่าไหม?



