รศ. ศรีศักร วัลลิโภดม นักมานุษยวิทยาและนักโบราณคดี ซึ่งเพิ่งคลอดงานวิจัยชิ้นล่าสุด ‘เล่าขานตำนานใต้’ พูดถึงประเด็นการดำรงอยู่ของกลุ่มเชื้อชาติที่หลากหลายในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ไว้ว่า

“ เรื่องของตำนานนั้นมีการตอบโต้กันตลอด”
ยกตัวอย่างเช่น มัสยิดกรือเซะ ถ้ามองข้ามพ้นเรื่อง ตำนาน “เชื่อได้- เชื่อไม่ได้” ทิ้งไป แล้วค้นหาแก่นของประวัติศาสตร์ว่า ตำนานนี้เป็นการสร้างขึ้นเพื่อที่จะอยู่ร่วมกันหรือโต้ตอบกัน ก็จะเห็นถึงประวัติศาสตร์ท้องถิ่น โยงภาพการเชื่อมเอาคนจีนกับคนมุสลิมว่ามีความสัมพันธ์กัน
ตัวอย่าง การผสมผสานทางวัฒนธรรมที่น่าจะชัดเจน เข้าใจได้ง่าย อาจมองผ่านตัวละครที่มีชีวิตจริงในคณะสิงโตแสงมังกร มูลนิธิเจ้าเอ็งสือ จังหวัดปัตตานี
“น้าย่น” – อนุศาสตร์ กิจวาณิชเสถียร หัวหน้าคณะ ซึ่งเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว เคยฝึกเชิดสิงโตของศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว ก่อนตัดสินใจออกมาตั้งคณะเองเล่าว่า
“ผมเป็นคนเชื้อสายไหหลำ ต้องการที่จะเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมของเชื้อชาติตัวเอง เลยนึกจะทำคณะสิงโตมั่ง แต่ผมทำตัวคนเดียวไม่ได้ กำลังสำคัญคือ กลุ่มเด็ก เยาวชน ที่ต้องดึงกันมา ต้องค้นหามาเริ่มฝึกเริ่มนับหนึ่งกัน ครั้งแรกที่เล่น ก็ทำหัวสิงโตกันเอง ไม่ได้ซื้อ แต่เมื่อมีโอกาสแสดงให้ผู้หลักผู้ใหญ่ดู เขาเห็นว่า เข้าท่า ใช้ได้ ก็เริ่มให้การสนับสนุน”
กว่าผู้หลักผู้ใหญ่จะเห็นว่า เข้าท่า ใช้ได้ ก็กินเวลาเกือบ 6 ปี ผลของการรอคอย ทุ่มเท ถึงวันนี้ก็นับว่า “สอบผ่าน”
อนุศาสตร์ บอกว่า เด็กๆที่เข้าร่วมคณะ มีลักษณะเวียนเข้าเวียนออกนับรวมจนถึงวันนี้ก็ไม่ต่ำกว่า 500 คน
“คือ บางคนพอโตขึ้น มีครอบครัวก็เลิกราไป แต่จะมีคนใหม่เข้ามาแทน ส่วนมากเป็นเด็กนักเรียน ถ้าได้เด็กๆอย่าง 7-8 ขวบ ก็จะอยู่กับเรานานหน่อย”
กิจวัตรประจำวัน ทุก 5 โมงเย็นเด็กๆจะต้องซ้อม ไม่มีค่าจ้างตอบแทน แต่เมื่อได้ออกงาน รายได้ต่อคนก็ไม่ต่ำกว่า 300 บาทต่อวัน
“จริงๆเรื่องเงินไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เขาขอให้ได้ออกงาน เด็กๆพวกนี้บอก ทำอย่างไรก็แล้วแต่ ให้คนเขารู้จักจังหวัดปัตตานี ยิ่งมีเหตุการณ์อย่างนี้ เขายิ่งอยากทำให้คนมาท่องเที่ยว อยากจะดึงคนเข้ามาเยอะ ๆ”
สิ่งที่ได้เป็นของแถมนอกเหนือจากฝีมือการเชิดสิงโต อนุศักดิ์บอกว่า

“เวลาซ้อมผมจะประชุม จะสอนว่า อยู่กับพ่อแม่ ถ้ามีเวลาว่างก็ให้ช่วยทำงานบ้าน หรือเรื่องยาเสพติดก็จะบอก บางทีผมรับเด็กที่ติดยาเข้าคณะ ก็เพราะอยากช่วย ขณะเดียวกันตัวเขาเองก็ได้ช่วยเพื่อนๆด้วย ผมจะให้เขาเล่า ประสบการณ์ที่หลงผิดไปติดยา ให้เพื่อนนั่งล้อมวงฟัง แล้วให้เด็ก คิดกัน เอาเอง เด็กติดยา มันก็มีเยอะ บางที่รัฐดูแลไม่ตรงจุด หรือ เอาจริงเอาจัง ทำไปพักหนึ่ง หยุด มันก็กลับมาอีก”
ข้อพิเศษของคณะสิงโตแสงมังกร คือ การเปิดรับเด็กที่มีความสนใจ โดยไม่มีการแบ่งชั้นวรรณะ เพศ ศาสนา
“ทุกปี จะมีอิสลามเข้ามาอย่างน้อยคนหนึ่ง บางทีพ่อแม่เค้ามาถามว่า ลูกเป็นอิสลามอยากจะมาเล่น ผมบอกได้ครับ ซึ่งบางครั้งออกงาน แล้วต้องเข้าไปไหว้เจ้าที่ หรือไหว้พระ คนเชิดที่เป็นอิสลามก็ไม่ต้องเข้าไป ให้เขาอยู่ข้างนอก แล้วคณะผมอาจเป็นคณะเดียวในภาคใต้ที่มีผู้หญิงร่วมอยู่ด้วย” อนุศักดิ์ บอก
มัง - “สิทธิศักดิ์ จันทร์คำจร” อายุ 15 ปี แม่เป็นมุสลิม พ่อเป็นไทยพุทธ โดยหลักศาสนา “มัง” จึงเป็นมุสลิมโดยกำเนิด ในการดำเนินชีวิต “มัง”มีเพื่อนๆ เป็นทั้งไทย จีน มุสลิม
ด้วยวัยความเคร่งครัดทางศาสนาอาจไม่เท่าผู้ใหญ่ “มัง”ผ่านการทำสุหนัต ละหมาดวันหนึ่งอาจไม่ครบห้าครั้ง เดือนรอมฎอน ถือศีลอดบ้างเป็นบางวัน แต่ศรัทธาในองค์ศาสดายังเป็นสิ่งสูงสุด
เมื่อประมาณสัก 3-4 เดือนที่แล้ว เพราะเพื่อนฝูงชักชวน “มัง”จึงเป็นมุสลิมเพียงคนเดียวของคณะ ทำหน้าที่เชิดในส่วนของลำตัวสิงโต ซึ่งยังถือว่า เป็นการเชิดที่ไม่ยากนัก แต่อนาคต “มัง” ก็หวังจะได้เป็นคนเชิดหัวสิงโต
"พ่อแม่ก็ไม่ว่า อะไร บอกคบๆ กันไปแต่อย่าไป เล่นยา เงินที่ได้ก็ใช้กิน เล่นเกมบ้าง” - “มัง” เล่า
โอ๊ต- เมธี ทรงศรีจันทร์ มีเชื้อสายจีนไหหลำ ครอบครัวมีโรงกลึงทำใบพัดเรือ ลูกค้าส่วนใหญ่ก็คือชาวประมงพื้นบ้านในปัตตานี
ด้วยวัย 20 ปี จึงมีความอาวุโสกว่าเพื่อน “โอ๊ต” อยู่ในวงการมาหลายปี เคยร่วมคณะสิงโตที่จ.นครสวรรค์ และก็ได้อาศัย “ครูพักลักจำ” มีฝีมือถึงขั้นทำหัวมังกรเชิดเล่นข้างถนนแถวบ้าน จน “น้าย่น” ไปเห็นแวว และชวนมาร่วมคณะ
กับคณะแสงมังกร “โอ๊ต”อยู่ได้ประมาณ 3-4 ปี ทำหน้าที่แทบทุกอย่าง ทั้งเชิดหัวสิงโต ตีกลอง ตีฉาบ ความครบเครื่อง จึงสามารถเรียกความยำเกรงกับเด็กรุ่นน้องในคณะได้
“โอ๊ต”บอกว่า “เวลา กินข้าว “มัง” กินหมูไม่ได้ เพื่อนๆ ก็จะตามไปกินที่ร้านมุสลิม เขากินของเราไม่ได้ แต่เรากินของเขาได้”
ถือได้ว่าเป็น ความสมานฉันท์ฉบับย่อ !
บ้านของ “โอ๊ต”อยู่ในตัวเมือง เพื่อนบ้านล้อมรอบคละเคล้าปะปนทั้ง ไทย จีน มุสลิม ซึ่ง “โอ๊ต”ยืนยันว่า ความสัมพันธ์ยังเหมือนเดิม แยกไม่ออกถึงความแตกต่างระหว่างก่อน-หลังไฟใต้
“บางทีเค้าก็ช่วยกันเตือน”โอ๊ตเล่า
“ เรื่องของตำนานนั้นมีการตอบโต้กันตลอด”
ยกตัวอย่างเช่น มัสยิดกรือเซะ ถ้ามองข้ามพ้นเรื่อง ตำนาน “เชื่อได้- เชื่อไม่ได้” ทิ้งไป แล้วค้นหาแก่นของประวัติศาสตร์ว่า ตำนานนี้เป็นการสร้างขึ้นเพื่อที่จะอยู่ร่วมกันหรือโต้ตอบกัน ก็จะเห็นถึงประวัติศาสตร์ท้องถิ่น โยงภาพการเชื่อมเอาคนจีนกับคนมุสลิมว่ามีความสัมพันธ์กัน
ตัวอย่าง การผสมผสานทางวัฒนธรรมที่น่าจะชัดเจน เข้าใจได้ง่าย อาจมองผ่านตัวละครที่มีชีวิตจริงในคณะสิงโตแสงมังกร มูลนิธิเจ้าเอ็งสือ จังหวัดปัตตานี
“น้าย่น” – อนุศาสตร์ กิจวาณิชเสถียร หัวหน้าคณะ ซึ่งเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว เคยฝึกเชิดสิงโตของศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว ก่อนตัดสินใจออกมาตั้งคณะเองเล่าว่า
“ผมเป็นคนเชื้อสายไหหลำ ต้องการที่จะเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมของเชื้อชาติตัวเอง เลยนึกจะทำคณะสิงโตมั่ง แต่ผมทำตัวคนเดียวไม่ได้ กำลังสำคัญคือ กลุ่มเด็ก เยาวชน ที่ต้องดึงกันมา ต้องค้นหามาเริ่มฝึกเริ่มนับหนึ่งกัน ครั้งแรกที่เล่น ก็ทำหัวสิงโตกันเอง ไม่ได้ซื้อ แต่เมื่อมีโอกาสแสดงให้ผู้หลักผู้ใหญ่ดู เขาเห็นว่า เข้าท่า ใช้ได้ ก็เริ่มให้การสนับสนุน”
กว่าผู้หลักผู้ใหญ่จะเห็นว่า เข้าท่า ใช้ได้ ก็กินเวลาเกือบ 6 ปี ผลของการรอคอย ทุ่มเท ถึงวันนี้ก็นับว่า “สอบผ่าน”
อนุศาสตร์ บอกว่า เด็กๆที่เข้าร่วมคณะ มีลักษณะเวียนเข้าเวียนออกนับรวมจนถึงวันนี้ก็ไม่ต่ำกว่า 500 คน
“คือ บางคนพอโตขึ้น มีครอบครัวก็เลิกราไป แต่จะมีคนใหม่เข้ามาแทน ส่วนมากเป็นเด็กนักเรียน ถ้าได้เด็กๆอย่าง 7-8 ขวบ ก็จะอยู่กับเรานานหน่อย”
กิจวัตรประจำวัน ทุก 5 โมงเย็นเด็กๆจะต้องซ้อม ไม่มีค่าจ้างตอบแทน แต่เมื่อได้ออกงาน รายได้ต่อคนก็ไม่ต่ำกว่า 300 บาทต่อวัน
“จริงๆเรื่องเงินไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เขาขอให้ได้ออกงาน เด็กๆพวกนี้บอก ทำอย่างไรก็แล้วแต่ ให้คนเขารู้จักจังหวัดปัตตานี ยิ่งมีเหตุการณ์อย่างนี้ เขายิ่งอยากทำให้คนมาท่องเที่ยว อยากจะดึงคนเข้ามาเยอะ ๆ”
สิ่งที่ได้เป็นของแถมนอกเหนือจากฝีมือการเชิดสิงโต อนุศักดิ์บอกว่า
“เวลาซ้อมผมจะประชุม จะสอนว่า อยู่กับพ่อแม่ ถ้ามีเวลาว่างก็ให้ช่วยทำงานบ้าน หรือเรื่องยาเสพติดก็จะบอก บางทีผมรับเด็กที่ติดยาเข้าคณะ ก็เพราะอยากช่วย ขณะเดียวกันตัวเขาเองก็ได้ช่วยเพื่อนๆด้วย ผมจะให้เขาเล่า ประสบการณ์ที่หลงผิดไปติดยา ให้เพื่อนนั่งล้อมวงฟัง แล้วให้เด็ก คิดกัน เอาเอง เด็กติดยา มันก็มีเยอะ บางที่รัฐดูแลไม่ตรงจุด หรือ เอาจริงเอาจัง ทำไปพักหนึ่ง หยุด มันก็กลับมาอีก”
ข้อพิเศษของคณะสิงโตแสงมังกร คือ การเปิดรับเด็กที่มีความสนใจ โดยไม่มีการแบ่งชั้นวรรณะ เพศ ศาสนา
“ทุกปี จะมีอิสลามเข้ามาอย่างน้อยคนหนึ่ง บางทีพ่อแม่เค้ามาถามว่า ลูกเป็นอิสลามอยากจะมาเล่น ผมบอกได้ครับ ซึ่งบางครั้งออกงาน แล้วต้องเข้าไปไหว้เจ้าที่ หรือไหว้พระ คนเชิดที่เป็นอิสลามก็ไม่ต้องเข้าไป ให้เขาอยู่ข้างนอก แล้วคณะผมอาจเป็นคณะเดียวในภาคใต้ที่มีผู้หญิงร่วมอยู่ด้วย” อนุศักดิ์ บอก
มัง - “สิทธิศักดิ์ จันทร์คำจร” อายุ 15 ปี แม่เป็นมุสลิม พ่อเป็นไทยพุทธ โดยหลักศาสนา “มัง” จึงเป็นมุสลิมโดยกำเนิด ในการดำเนินชีวิต “มัง”มีเพื่อนๆ เป็นทั้งไทย จีน มุสลิม
ด้วยวัยความเคร่งครัดทางศาสนาอาจไม่เท่าผู้ใหญ่ “มัง”ผ่านการทำสุหนัต ละหมาดวันหนึ่งอาจไม่ครบห้าครั้ง เดือนรอมฎอน ถือศีลอดบ้างเป็นบางวัน แต่ศรัทธาในองค์ศาสดายังเป็นสิ่งสูงสุด
เมื่อประมาณสัก 3-4 เดือนที่แล้ว เพราะเพื่อนฝูงชักชวน “มัง”จึงเป็นมุสลิมเพียงคนเดียวของคณะ ทำหน้าที่เชิดในส่วนของลำตัวสิงโต ซึ่งยังถือว่า เป็นการเชิดที่ไม่ยากนัก แต่อนาคต “มัง” ก็หวังจะได้เป็นคนเชิดหัวสิงโต
"พ่อแม่ก็ไม่ว่า อะไร บอกคบๆ กันไปแต่อย่าไป เล่นยา เงินที่ได้ก็ใช้กิน เล่นเกมบ้าง” - “มัง” เล่า
โอ๊ต- เมธี ทรงศรีจันทร์ มีเชื้อสายจีนไหหลำ ครอบครัวมีโรงกลึงทำใบพัดเรือ ลูกค้าส่วนใหญ่ก็คือชาวประมงพื้นบ้านในปัตตานี
ด้วยวัย 20 ปี จึงมีความอาวุโสกว่าเพื่อน “โอ๊ต” อยู่ในวงการมาหลายปี เคยร่วมคณะสิงโตที่จ.นครสวรรค์ และก็ได้อาศัย “ครูพักลักจำ” มีฝีมือถึงขั้นทำหัวมังกรเชิดเล่นข้างถนนแถวบ้าน จน “น้าย่น” ไปเห็นแวว และชวนมาร่วมคณะ
กับคณะแสงมังกร “โอ๊ต”อยู่ได้ประมาณ 3-4 ปี ทำหน้าที่แทบทุกอย่าง ทั้งเชิดหัวสิงโต ตีกลอง ตีฉาบ ความครบเครื่อง จึงสามารถเรียกความยำเกรงกับเด็กรุ่นน้องในคณะได้
“โอ๊ต”บอกว่า “เวลา กินข้าว “มัง” กินหมูไม่ได้ เพื่อนๆ ก็จะตามไปกินที่ร้านมุสลิม เขากินของเราไม่ได้ แต่เรากินของเขาได้”
ถือได้ว่าเป็น ความสมานฉันท์ฉบับย่อ !
บ้านของ “โอ๊ต”อยู่ในตัวเมือง เพื่อนบ้านล้อมรอบคละเคล้าปะปนทั้ง ไทย จีน มุสลิม ซึ่ง “โอ๊ต”ยืนยันว่า ความสัมพันธ์ยังเหมือนเดิม แยกไม่ออกถึงความแตกต่างระหว่างก่อน-หลังไฟใต้
“บางทีเค้าก็ช่วยกันเตือน”โอ๊ตเล่า


